📑 สารบัญปาฐกถาในหน้านี้ (คลิกเพื่อกระโดดไปยังเนื้อหา)

หมวดที่ ๕ : การศึกษา

หมวดที่ ๖ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หมวดที่ ๗ : สิ่งแวดล้อม

หมวดที่ ๘ : การเกษตร

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำปราศรัย
เรื่อง ความสามารถทางการแข่งขันกับอนาคตไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ. ศ. ๒๕๔๓
ณ ที่ประชุมใหญ่ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

สวัสดีท่านสมาชิกสมาคมทุกท่าน


ในระยะสองถึงสามปีหลังนี้ มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในประเด็น ความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ไทยมีอันดับของความสามารถนี้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างได้แก่ ไทยอยู่อันดับที่ ๓๓ ในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซีย อยู่อันดับที่ ๒ และ ๒๕ ตามลำดับ หากความเป็นจริงเป็นเหมือนเช่นอันดับความสามารถ ประเทศไทยคงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนในปรัชญาความคิดพื้นฐานของความสามารถทางการแข่งขัน


เหตุใดประเทศจึงต้องแข่งขันกัน เหตุผลพื้นฐานก็คือ เพื่อปรับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรให้สูงขึ้น โดยปกติก็วัดกันจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติ และอาจจะนำเอาเรื่อง การเปรียบเทียบกำลังการซื้อ (Purchasing Power Parity) มาเกี่ยวข้องบ้าง อย่างไรก็ตามการวัดตามแนวนี้ ยังไม่อาจจะครอบคลุมถึงปัจจัยทางด้านสังคมได้ จึงเริ่มมีการกล่าวถึงการเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Growth) อันครอบคลุมถึงการเติบโตในปัจจุบัน จะต้องมีผลดีถึงประชากรรุ่นถัด ๆ ไปด้วย


อาจจะมีความสงสัยเช่นกันว่า ระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ส่วนใดมีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันมากกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่แข่งขันคือภาคเอกชน ทั้งนี้เป็นตามแนวคิดพื้นฐาน ของนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค ที่พิจารณาในเรื่องผลผลิตอันได้แก่ ที่ดิน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน แต่เมื่อสังเกตจากความเกี่ยวข้องของภาครัฐ ไม่ว่าประเทศใดก็ตามจะพบว่า ภาครัฐมีบทบาทมากทีเดียว ในเรื่องความสามารถทางการแข่งขันนี้ ทั้งนี้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ให้เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment อันจะมีผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งของการผลิต และต่อเนื่องถึงการส่งเสริมการส่งออก ทั้งนี้จะมีผลโดยตรงต่อความมั่งคั่งของชาติสืบไป


ที่กล่าวมาจากเบื้องต้นทั้งหมด คือ ภาพรวมอย่างกว้างของเรื่อง ความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งท่านสมาชิกฯ จะเห็นได้ว่ามีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัวเองอยู่มาก ดังนั้นเมื่อสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการนานาชาติหรือที่เรียกว่า International Institute For Management Development (IMD) จัดทำการสำรวจเพื่อวัดผลความสามารถทางการแข่งขัน จึงเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีการวัดเป็น ๘ ปัจจัยหลัก อันได้แก่ รัฐบาล โครงสร้างพื้นฐาน ภาวะการเงิน เศรษฐกิจท้องถิ่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บุคลากร การจัดการ และ ความเป็นนานาชาติ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การวัดจากปัจจัยดังกล่าวนี้ อยู่บนพื้นฐานของแนวคิด ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม ก็จะส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันได้ โดยในเรื่องแรกคือ Attractiveness และ Aggressiveness ในที่นี้หมายถึงการที่ประเทศจัดความสัมพันธ์ต่อชุมชนนานาชาติ หากประเทศใดอยู่ในกลุ่ม Aggressiveness ก็จะมุ่งมั่นในการส่งออก หรือไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี ในทางตรงกันข้าม ไอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ได้ประสบความสำเร็จ ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อีกประเด็นได้แก่ Proximity แนวคิดมาจากพื้นฐานของการปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่น ในขณะที่ แนวคิดเรื่อง Globality มีความแตกต่าง ในการส่งเสริมการแข่งขันโดยเฉพาะเรื่องราคา


ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องของ Asset and Process ในความหมายก็คือ บางชาติที่มีทรัพยากรมากมาย อาทิ อินเดีย บราซิล รัสเซีย ก็มิได้หมายความว่า จะแข่งขันได้อย่างดี เมื่อเทียบกับประเทศที่มีกระบวนการในการเปลี่ยนรูปแบบทรัพยากรนั้น อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์


อีกประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อการแข่งขันคือ การยอมรับความเสี่ยง และความผูกพันทางสังคม (Individual Risk and Social Cohesiveness) ประเทศที่มีประชากรยอมรับความเสื่ยง จะส่งเสริมการเปิดการค้าเสรี การปรับบทบาทของรัฐบาล ตัวอย่างได้แก่ อังกฤษ อเมริกา ในขณะนี้ หลายประเทศในยุโรป ยังคงยืนอยู่บนความผูกพันในสังคมเป็นหลัก


ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวม ๆ ของประเด็นความสามารถทางการแข่งขัน ในอดีตเขาอาจจะพิจารณาเพียงไม่กี่ประเด็น เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่งคั่ง และสมบูรณ์พูนสุขของประชากรภายในประเทศ แต่ปัจจุบันในโลกของความซับซ้อนของธุรกิจ การเงินและเทคโนโลยี ทำให้แนวความคิดของเศรษฐกิจไร้พรมแดน (Borderless Economy) เป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อส่งเสริมความสามารถของไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ ผมจึงขอเสนอให้ท่านสมาชิกฯ พิจารณาประเด็นต่อไปนี้ เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว


ประเด็นแรก คือ เรื่องการปรับตัวให้สอดคล้องกับการแข่งขันในกรอบของ New Economy ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาเสริมความสามารถของบุคลากร ดังนั้นในภาพกว้าง ไทยจะต้องเร่งเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่น ๆ เราควรจะพิจารณาการรวมหน่วยงานของรัฐ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมไว้ด้วยกันเพราะสองเทคโนโลยีนี้กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียว ดังที่ท่านสมาชิกทราบดีทางด้านผลกระทบทางด้านอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน


ประเด็นที่สอง การส่งเสริมการศึกษา ภายใต้แนวความคิดของการจัดการ ความรู้คือ Knowledge Management ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการเตรียมไว้แล้ว ได้แก่ในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การจัดการด้านความรู้นี้ จะมีผลกระทบในแนวกว้างในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา การศึกษาอย่างต่อเนื่องของพนักงานในองค์กรต่าง ๆ สิ่งนี้จะมีผลให้ไทยมีความสามารถทางการแข่งขันได้ในระยะยาว


ประเด็นที่สาม คือ ปัจจัยทางการเมือง ซึ่งน่าจะมีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในหลายประเด็น ที่ทำให้ผู้ปกครองประเทศไม่อาจดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษได้ เมื่อปัจจัยทางการเมืองมั่นคง ภาครัฐควรที่จะให้ความสำคัญ เรื่องความสามารถทางการแข่งขันโดยระบุชัดและวัดผลได้ว่า หน่วยงานใด กระทรวงใด จะต้องดูแลเรื่องอะไร โดยอาจจะยึดถือ ๘ ประเด็น ที่ทางสถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติใช้เป็นหลักก็ได้


ประเด็นที่สี่ คือ ด้านการปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้สอดคล้องต่อตลาดการเงินโลก เพื่อจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้


ประเด็นต่อมา คือ การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งดูเหมือนจะมีความรุนแรง ซับซ้อนมากขึ้น สาเหตุด้านหนึ่งจะมาจาก การที่สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ในหลายโอกาส คนไทยเราจึงมักจะตีขลุมว่า เรื่องที่อาจจะเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น อันที่จริงเป็นเพียงการช่วยเหลือพวกพ้องตามปกติ แนวความคิด Good Governance ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในขณะนี้ ก็คือเรื่องจริยธรรมที่สังคมไทยได้อบรมบ่มนิสัยตลอดมา การที่เราสามารถแก้ไข หรือลดความรุนแรงของการฉ้อราษฎร์บังหลวง จะลดต้นทุนธุรกิจ ทำให้พันธมิตรทางธุรกิจและเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความมั่นใจในประเทศไทย อันจะนำไปสู่ความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้น


ประเด็นสุดท้าย คือ การปรับตัวของภาครัฐ โดยรวมถึงรัฐวิสาหกิจ ให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีการปรับกระบวรการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย


ความสามารถทางการแข่งขันนี้ เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่เราจะพิจารณาอย่างโดดเดี่ยวจากปัจจัยอื่น ๆ ไม่ได้ แต่เมื่อเรามีความเข้าใจและพร้อมที่จะแก้ไข เราก็ควรจะเริ่มต้นทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้ดีขึ้น ๆ ไป

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๒
เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๒
ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี

ท่านผู้มีเกียรติ

ในฐานะประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และในนามของคณะผู้จัดการสัมมนา ผมขอต้อนรับท่านผู้มีเกียรติเข้าสู่การสัมมนาวิชาการประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

การสัมมนาทางวิชาการประจำปีนี้ ผมถือว่าพิเศษกว่าทุก ๆ ปี คือพิเศษด้วยโอกาส ด้วยคณะผู้ร่วมจัดการสัมมนา และด้วยหัวข้อ

ความพิเศษประการแรกและถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง คือการที่คณะผู้จัดการสัมมนา ได้มีโอกาสร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงคอยชี้นำ และเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมือง วิกฤติการณ์ภัยธรรมชาติ วิกฤติการณ์ทางสังคม เช่น ความยากจน และความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศ และล่าสุดพระองค์ได้พระราชทานแนวคิดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ท่ามกลางภาวะวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้มีการขบคิดกันในวงกว้าง และพิจารณาสานต่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ผมขอถือโอกาสในนามของทุกท่าน ร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัย ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ความพิเศษประการที่สอง ได้แก่ คณะผู้ร่วมจัดการสัมมนา ปีนี้ก็เช่นเดียวกันกับทุกปี คือ TDRI ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมจัดการสัมมนาวิชาการประจำปีกับ TDRI นอกจากนี้ เรายังได้รับเกียรติและความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญ ๆ อีกถึง 3 หน่วยงาน คือ สภาวิจัยแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าสภาพัฒน์ฯ

ความพิเศษประการที่สาม คือ หัวข้อการสัมมนา เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งหน่วยงานที่ร่วมจัดการสัมมนาต่าง ๆ ก็มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อนหน้าการประชุมนี้ ทางสภาวิจัยแห่งชาติได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ: มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์” ขึ้น ๒ ครั้ง โดยมีผู้แทนจาก TDRI สภาพัฒน์ฯ และ NIDA เข้าร่วมด้วย ทาง NIDA ก็ได้ทำการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สืบเนื่องจากการศึกษาของ NIDA เอง เกี่ยวกับเกษตรทฤษฏีใหม่ในปีก่อนหน้านี้ และสำหรับสภาพัฒน์ฯ ก็ได้มีการศึกษาเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ในการนำเอาแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาประกอบการกำหนดกรอบการพัฒนาประเทศ

คณะผู้ร่วมจัดการสัมมนามีความเห็นตรงกันว่า ควรจัดการสัมมนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และมีความชัดเจนมากขึ้นในเชิงกรอบความคิด และการประยุกต์ใช้กรอบความคิดดังกล่าว เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปตามแนวพระราชดำริ คณะผู้จัดการสัมมนาได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ องคมนตรี เชาวน์ ณ ศีลวันต์ ได้ร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรอง พระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่อมาได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำบทความดังกล่าวไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ขอพระมหากรุณา ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ผมขออัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาอ่าน ณ ที่นี้

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

ถ้าท่านได้พิจารณาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างละเอียด ก็จะเห็นได้ว่ามีความลึกซึ้งอย่างมาก แท้จริงแล้วพระองค์ท่านพระราชทานแนวความคิดด้าน “เศรษฐกิจพอเพียง” มาตั้งแต่เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว เพียงแต่มิได้ทรงใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ผมคิดว่าพระองค์ท่านใช้คำว่า “พอเพียง” โดยเติมคำว่า “เศรษฐกิจ” เข้าไป เพราะบริบทในการพระราชดำรัสในครั้งล่าสุดเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานี้ คือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากภาวะความไม่พอเพียง ไม่พอใจ และสำคัญที่สุด คือไม่พอประมาณ จนก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวิกฤติการณ์ในที่สุด

ในปี ๒๕๑๗ ช่วงที่สังคมไทยอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง และสังคมไทยมีปัญหาการกระจายรายได้ พระองค์ท่านทรงเน้นในพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า คนอื่นจะว่าเมืองไทยล้าสมัย เชย ไม่มีสิ่งที่ทันสมัย ก็ช่างเขา แต่ “เราอยู่พอมีพอกิน” และพระองค์ท่านได้ทรงทดลองโครงการและทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อความพอมีพอกินของพสกนิกรเสมอมา เป็นที่น่าสังเกตว่าทรงเน้นคำว่า “พอ” มาโดยตลอด “พอมีพอกิน” “พอเพียง” และในกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี ๒๕๔๑ ก็ทรงเสริมคำว่า “พอดี” เพราะเมื่อเรารู้ว่าจุดใดคือ “พอ” เมื่อนั้นเราก็จะเกิดความพอใจ เมื่อรู้จักพอใจก็จะรู้จักความพอประมาณ เมื่อรู้จักพอประมาณก็จะรู้จักให้ เมื่อรู้จักให้ก็เริ่มเกิดการแบ่งปัน เกื้อกูลกัน เกิดความสงบในสังคม เกิดความเข้มแข็งในชุมชน เกิดศักยภาพ และท้ายที่สุด จะเกิดความมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ครั้งแรกในปี ๒๕๓๗ และมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในอีก ๓ ปีต่อมา มีหลายฝ่ายโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับภาคการเกษตรเป็นหลัก อันที่จริงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ปรับใช้ได้กับทุกภาคเศรษฐกิจ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยให้การดำรงอยู่และการปฏิบัติตนมีพื้นฐานอยู่บนความพอดี อยู่ในทางสายกลาง การตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืน พร้อมปรับสภาพให้รับมือกับความไม่แน่นอน และความผันผวนจากภายนอกประเทศ โดยอาศัยความรอบคอบ รอบรู้ ความร่วมมือ ความสุจริต และความเพียรในการพิจารณาทางเลือก ประเมินและบริหารความเสี่ยง ตลอดจนพิจารณาข้อจำกัดในการตัดสินใจ เมื่อได้หลักพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเช่นนี้แล้ว ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปปฎิบัติใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศได้ในทุกภาค ในภาคสังคม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็นำไปเป็นหลักได้ การกระจายรายได้ให้เกิดความพอเพียงระหว่างคนที่มีมากกว่ากับคนที่มีน้อยกว่า การกระจายอำนาจในการปกครอง ส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง มีความสม่ำเสมอ มีสติ มีเหตุผลในการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในภาคเศรษฐกิจและสังคมใด หากมีความ “พอเพียง” เป็นหลักยึดให้เกิดความพอดีแล้ว การปรับตัวสำหรับอนาคตก็จะทำได้โดยง่าย การก้าวต่อไปข้างหน้าก็จะรอบคอบ ระมัดระวัง

ประเด็นหนึ่ง ที่ผมคิดว่าสำคัญมากก็คือ แม้ว่าคำในพระราชดำรัสจะติดปากพวกเราอยู่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” องค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ “วิถีชีวิต” วิถีการดำรงชีวิตของคนไทย ที่ตัดขวางสังคมในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศ ผมคิดว่าเราคุ้นกับการโทษปัจจัยภายนอกในการมองหาสาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่มักได้ยินเสมอก็คือ การเข้าใจประเด็นบุญทำกรรมแต่งแต่เพียงผิวเผิน อะไรเกิดขึ้นก็โทษกรรม ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่พ้นตัว ทั้งที่ในทางพุทธศาสนา กรรมก็คือการกระทำ การกระทำของใคร ก็การกระทำของเราแต่ละบุคคล ผมคิดว่า คนไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติการมองหาสาเหตุจากปัจจัยภายนอกให้ได้ ก่อนที่จะโทษคนอื่นหรือพึ่งคนอื่น ควรจะต้องกลับมาดูตัวเองว่าทุกอย่างอยู่ที่เรา เกิดจากเรา เราจึงต้องพึ่งตัวเอง ดังกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ อย่ายืนบนขาของคนอื่น ถัดจากการไม่ยืนบนขาของคนอื่นก็คือการเรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเอง นอกจากจะไม่พึ่งคนอื่นแล้ว ต้องเปลี่ยนทัศนคติไม่ตามคนอื่นจนเกินพอดีด้วย ไม่ใช่เห็นใครมีอะไรหรือทำอะไรก็ตาโตไปกับเขาหมดโดยขาดสติ ใครลงทุนอะไรก็ทำตามหมด อันนี้ในทุกระดับนะครับ ทั้งระดับบุคคลและระดับระบบ ควรหันกลับมาถามตัวเอง มากำหนดที่ตัวเองมากกว่า ดังที่พระธรรมปิฏกหรือท่านประยุทธ์ ปยุตโต ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ทางออกจากระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำสังคมไทย” ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ว่าการเข้าถึงเศรษฐศาสตร์ก็โดยธรรม ธรรมะในที่นี้ไม่ใช่จริยธรรม แต่คือสัจธรรมตามธรรมชาติ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ ธรรมชาติตามความจริงที่เราควรพิจารณาให้ถ่องแท้ แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทั่วถึง เพื่อหาทางออกจากวิกฤติและดำรงชีวิต ตลอดจนปฏิบัติตนในแนวที่แตกต่างจากเดิม ที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อจะโยงให้เห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยแก่น ว่าด้วยคุณค่า เช่นสติ ความรอบคอบ พอดี และทางสายกลาง และว่าด้วยสติปัญญา เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองแล้ว ในโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ของพระองค์ จนทรงเห็นจริงว่าสามารถใช้ได้ เมื่อเราเข้าใจถึงแก่นเช่นนี้ การพัฒนากรอบและเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพของโลกปัจจุบัน ก็เป็นข้อท้าทายของเราทุกคน

สุดท้ายนี้ผมขอกล่าวถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสั้น ๆ ถ้าเปรียบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแก่น แนวปฏิบัติต่าง ๆ เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ก็คือเครื่องมือ หลักชัยก็คือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable development สิ่งเหล่านี้เป็นความยั่งยืนซึ่งมีที่มาจากความตระหนักว่าในระบบมีข้อจำกัดในด้าน input มิใช่มีทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาถมลงไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความยั่งยืนที่เกิดจากความเข้าใจว่า input และ output ต้องสมดุลกัน ต้องใช้ input และ บริหาร output อย่างมีสติ อย่างรอบคอบ อย่างพอดี และอย่างพอเพียง

ผมขอฝากไว้เพียงเท่านี้ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะร่วมกันระดมความคิดอย่างสร้างสรรค์ ในระยะเวลาวันครึ่งนี้ เพื่อทำความเข้าใจ ทำความเข้าใจกับตัวเอง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างถ่องแท้ กับความหมายของ “เศรษฐกิจพอเพียง” และช่วยกันพิจารณาถึงการประยุกต์ใช้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับแนวทางการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืนสู่สหัสวรรษใหม่ที่กำลังมาถึง

บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาทางวิชาการประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวสุนทรพจน์ของ นายอานันท์ ปันยารชุน
เรื่อง เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๔๒: ทิศทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย
วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๑
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ท่านประธานสภาอุตสาหกรรมฯ

ท่านรองประธาน

ท่านสมาชิก และ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย


เช้าวันนี้ผมกลับมาเยือนบ้านเก่า ยินดีที่ได้มีโอกาสมาพบกับเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานร่วมกันในสภาอุตสาหกรรมฯ มาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี เพราะฉะนั้นการมาในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี แต่มาในฐานะบุคคลหนึ่งที่โชคดีและมีโอกาสดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสทำงานให้สภาอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของเมืองไทย วันนี้ผมได้ดูรายการที่บรรดาผู้ที่จะมาพูด หัวข้อบอกว่าเศรษฐกิจไทยปี ๒๕๔๒: ทิศทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย ในตอนเช้าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในด้านราชการและด้านวิชาการมาอภิปรายหัวข้อเรื่อง เศรษฐกิจไทย: เศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ตอนบ่ายจะมีรัฐมนตรีมาพูดเรื่องของกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อผมดูรายชื่อผู้พูดแล้วล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจและมีความรับผิดชอบในหัวข้อที่ท่านอยากให้ผมมา แต่โดยที่ไม่ได้เป็นนักการเงินการคลัง และนักธุรกิจที่แท้จริง และไม่มีตำแหน่ง อำนาจความรับผิดชอบต่าง ๆ ผมก็รู้สึกว่าอาจจะเหมาะสมมากกว่า ถ้าหากปล่อยให้เรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลาย หรือผู้ที่มีความรู้วิชาการอย่างแท้จริงนั้น ควรมาให้ข้อคิดเห็น แต่สิ่งที่ผมจะมาพูดวันนี้นั้นอาจจะไม่เกี่ยวพันกับหัวข้อที่ท่านตั้งไว้โดยตรง ไม่ใช่ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ผมว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นมากและเป็นเรื่องที่บรรดานักอุตสาหกรรม หรือนักธุรกิจไทยจำเป็นต้องใส่ใจไว้แต่บัดนี้ว่าต้องอุตสาหะขวนขวาย ไม่ว่าเราจะรับหรือไม่รับ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่สิ่งที่ผมจะพูดนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ และยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่าไหร่ในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมธุรกิจไทยก็จะเป็นเครื่องประกันว่า ในอนาคตนั้น ถ้าหากวิกฤตประเภทนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ผลร้ายที่ตามมาจะได้รับการประทังและไม่ถึงขั้นวิกฤตหายนะอย่างที่ ปรากฏอยู่ คนจำนวนพัน จำนวนหมื่น กำลังประสบอยู่


ทางด้านส่วนตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปเป็นประธานการประชุมสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ผมได้มีโอกาสพูดในที่ประชุม บอกบางสิ่งบางอย่างที่สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนากำลังดำเนินการอยู่ หรือจะดำเนินการต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามคำเชิญของรัฐบาลหรือตามความสนใจเป็นพิเศษของรัฐบาล เราจำต้องคิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นการผิดพลาดของคนจำนวนมากทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน และคงไม่มีใครสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือเกิดขึ้นเพราะใคร หรือแม้แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ แต่มันเป็นการเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี และเป็นความบกพร่อง ความผิดพลาด ทั้งที่จะมีเจตนารมณ์บริสุทธิ์หรือมีเจตนารมณ์ไม่บริสุทธิ์ของคนจำนวนมาก แต่ถ้าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจของเราในเมืองไทยนั้น คำถามที่ต้องถามก็คือว่า เราฟื้นฟูไปสู่ทิศทางใด


ถ้าเกิดภูมิปัญญาของเราบอกว่าเราจะฟื้นฟูกลับไปที่เดิม กลับไปเมื่อ ๑๘ เดือนที่แล้วหรือ ๓ ปีที่แล้ว จริงหรือเปล่า ถ้าดีจริงเราก็ควรฟื้นฟูกลับไปจุดนั้น แต่คนส่วนใหญ่คงจะมองเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจฟองสบู่นั้น เป็นเศรษฐกิจที่มีภาพมายา มองจากข้างนอกหรือมองจากตนเอง ผลประโยชน์ของตัวเองในบางด้านอาจเป็นเศรษฐกิจที่ดีแต่จริง ๆ แล้วเป็นภาพลวงตา เป็นเศรษฐกิจที่ผมเรียกว่าท่าดีทีเหลว เป็นเศรษฐกิจที่ไม่มีความยั่งยืน เป็นเศรษฐกิจที่ไม่ได้อาศัยความพอเพียง เป็นเศรษฐกิจของคนโลภ ของคนอยากได้ ของคนแก้ปัญหาระยะสั้น เพระฉะนั้นในการสัมมนาทั่ว ๆ ไปรวมทั้งการสัมมนาในวันนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโจทย์ที่เราต้องตั้งให้กับสังคมไทย หรือสังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้นว่าเราจะอยู่รอดเพื่อดำเนินการฟื้นฟูนั้น ฟื้นฟูไปเพื่อให้เศรษฐกิจอยู่รอด หรือยั่งยืนเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียง เป็นเศรษฐกิจที่อาศัยคุณธรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองไทยในแง่ที่ดีและต้องเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ว่าคนรวย รวยอย่างไม่รู้เรื่อง และคนจนก็จนอย่างไม่มีวันได้ผุดได้เกิด ถ้าเป็นเศรษฐกิจที่ปรากฏมาแล้วในระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงแต่เศรษฐกิจที่ให้โอกาสแก่ผู้มีโอกาสเท่านั้น แต่เป็นเศรษฐกิจที่ตัดโอกาสหรือลดโอกาสคนที่มีโอกาสน้อยอยู่แล้ว เป็นเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยรวยมากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เป็นเศรษฐกิจที่ทำให้ความยากจนของคนกว่า 40 % ในเมืองไทยยากจนมากขึ้น


ผมพูดในลักษณะที่กว้างแต่สิ่งแรกที่ผมอยากให้นักธุรกิจของเมืองไทย โดยเฉพาะนักอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้นได้ตระหนักอยู่เสมอและมีความจำเป็นต้องจดจำไว้ในอนาคตก็คือ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของบริษัทก็ดี ของภาคอุตสาหกรรมก็ดี จะไม่มีความยั่งยืน จะไม่มีความมั่นคงถาวร ถ้าหากความเจริญ ความก้าวหน้า หรือความร่ำรวยนั้นเป็นการทำนาบนหลังคน หรือไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนผลประโยชน์ที่พนักงาน ลูกจ้าง และคนยากจนทั้งหลายเขาควรจะได้รับ ถ้าเผื่อเราดูตามสถิติทั่วไปแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ว่าจะในอเมริกาใต้ หรือแม้แต่ในยุโรปบางประเทศ ในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ การพัฒนาในแบบที่เราทำมาในอดีตนั้นเป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือให้ความสำคัญไม่พอ ผลที่ตามมาในทางด้านสังคม การโยกย้ายคนในชนบทเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ รายได้อาจจะดีขึ้นแต่เขาเสียอะไรไปหลายอย่าง เขาเสียชีวิตครอบครัวที่ต้องแยกย้ายไป หรือถ้าเอาครอบครัวมาสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กไร้ที่อยู่ ไม่ว่าเป็นเรื่องยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะฉะนั้น สังคมเศรษฐกิจหรือสังคมอุตสาหกรรมของทุกประเทศนั้น จะต้องเป็นสังคมที่ไม่คำนึงถึงกำไรโดยการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าผิดศีลธรรม นอกเหนือไปจากพฤติกรรม หรือการปฏิบัติทางการค้าธุรกิจที่ไม่เป็นศีลธรรมจริง แต่การมีกำไรเป็นสิทธิของพวกท่าน ตราบใดที่กำไรนั้นเป็นกำไรที่ได้มาโดยความชอบธรรม เป็นกำไรที่แบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่นด้วย ทำไมผมถึงย้ำถึงข้อนี้มากนัก เพราะผมเห็นว่าสังคมธุรกิจ สังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้น นับวันนับวันนอกเหนือจากการบริหารที่ดีที่เราเรียกว่า Good Management มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีการบริหารการเงินที่ดี และมีอะไรที่ดี ๆ หลายอย่าง แต่สิ่งเหล่านั้นเพียงพอหรือไม่


คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าวิกฤตที่เราประสบในปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเรากันเอง จะเป็นด้วยความเห่อเหิมโดยไม่ใช้เหตุผล หรืออย่างที่นายกรีนสแปน ประธานของ The Fed ของอเมริกันใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Irrational Exuberance เพราะมันไม่มีเหตุผลที่นักธุรกิจยืมเงินอย่างไม่คำนึงถึงคุณค่าของโครงการที่ตัวเองยืมอย่างแท้จริง หรือยืมเงินมาเพื่อโครงการแต่ไม่ได้ใช้ตามโครงการที่ถูกต้องและหลายสิ่งหลายอย่างมันสื่อให้เห็นอะไร สื่อให้เห็นว่าธุรกิจของเมืองไทย อุตสาหกรรมของเมืองไทยยังขาดตัวสำคัญอยู่ตัวหนึ่ง และตัวนั้นก็คือ Good Governance ซึ่งบางครั้ง บางคนใช้คำว่า ธรรมรัฐ บางคนใช้คำว่า ธรรมภิบาล ผมไม่แน่ใจว่าภายใน ๑ ปีนี้คำไหนจะติดในสังคมไทย แต่ระหว่างที่เลือกกันอยู่ว่าจะใช้คำไหนและบางคนอาจจะไม่ชอบเลย ไม่ใช้สักอย่างหนึ่ง อันนี้ก็เป็นสิทธิของเขา แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าหากอุตสาหกรรมไทย ธุรกิจของไทยเรามี Good Governance ในอดีตไม่ใช่ว่าปัญหาจะไม่มีวิกฤตก็คงมี แต่ผลกระทบก็คือน้อยลงไป และอะไรคือธรรมรัฐ อะไรคือธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ ไม่เหมือนไมโครโฟน ไม่เหมือนโต๊ะ ไม่เหมือนเก้าอี้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า Abstract Idea อาจจะจับไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ดมกลิ่นไม่ได้ แต่เรารู้องค์ประกอบ แต่ก่อนที่เราจะรู้องค์ประกอบธรรมาภิบาลนั้น เราจะต้องรู้เสียก่อนว่า Concept ของ Good Corporate Governance มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าประเด็นนี้ ในประเด็นพื้นฐานว่า Good Governance มันเกิดมาได้อะไร เราจะไม่มีทางบรรลุถึงความเข้าใจของวิธีการของมันได้


เราจะใช้คำว่า Good Governance ในลักษณะของระดับชาติก็ดี ในระดับ สังคมใหญ่ก็ดี หรือในระดับสังคมเศรษฐกิจก็ดี Good Governance มันเริ่มต้นจากข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นที่ว่าถ้าเผื่อในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือบางคนอาจจะชอบใช้คำว่า มาจากปวงชนชาวไทย แต่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันใช้ว่า เป็นของปวงชนชาวไทย นักการเมือง หรือผู้แทนที่เราส่งเข้าไปในสภานั้น เป็นแค่ตัวแทน คนที่เป็นรัฐมนตรีก็เป็นแค่ตัวแทนของเรา ในระบบการเมืองปัจจุบันและในอนาคต บุคคลที่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เขาเข้าไปในลักษณะตัวแทนประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ ถ้าเผื่อเริ่มจากจุดนั้นเราจะเข้าใจ ถ้าเผื่ออำนาจอยู่ที่เรา เราก็มีโอกาสตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเรียกร้องหรือเริ่มต้นขบวนการที่ถอดถอนเขาได้ เพราะอำนาจอยู่ที่เรา และเมื่ออำนาจอยู่ที่เรา เราก็มีสิทธิต่าง ๆ เราก็มีความเป็นเจ้าของเกิดความรู้สึกขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้น


ในวงการอุตสาหกรรม วงการธุรกิจ ถ้าเราเริ่มต้นใช้ Concept ของ Good Corporate Governance นักธุรกิจไทย นักอุตสาหกรรมไทย ก็ต้องเริ่มปรับตัวเอง ปรับวิธีคิดของตนเอง ผมไม่ได้บอกว่าวิธีคิดเก่านั้นผิด เพราะว่าเมื่อสังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยเริ่มต้นจากครอบครัว เริ่มต้นจากพี่น้อง เริ่มต้นจากเพื่อนฝูง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าในระยะเวลา ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไทย หรือธุรกิจของไทยก็จำต้องยึดถือครอบครัว พี่น้องและเพื่อนฝูง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป วิวัฒนาการของสังคม ซึ่งนับวัน นับวัน ความเป็นเจ้าของครอบครัวจะน้อยลง ความเป็นเจ้าของพี่น้องจะน้อยลงไป และความเป็นเจ้าของระหว่างบรรดาเพื่อนฝูงก็จะน้อยลงไป การมีตลาดหลักทรัพย์ก็ดีที่มีการกำหนดว่าคนข้างนอกจะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวิวัฒนาการของมันในตัว


เมื่อเป็นวิวัฒนาการของประเทศนี้แล้ว ตามทิศทางนี้ นักธุรกิจไทยไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือนอกตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดแล้วว่าการเป็นเจ้าของบริษัทของเรา นับวันความเป็นเจ้าของจะขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น ไม่ได้อยู่กับครอบครัว มิได้อยู่กับพี่น้อง เท่านั้นยังไม่พอ ความเป็นเจ้าของบริษัทหรือความเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นไม่ได้ขึ้นกับผู้ถือหุ้นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับผู้ใช้สินค้าที่เราผลิตด้วย คือ ผู้อุปโภคและบริโภค บางคนอาจจะบอกว่านี่เป็นวิธีคิดใหม่รับไม่ได้ อันนี้เป็นกระแส กระแสของวงการธุรกิจ ซึ่งนับวัน นับวัน ใครที่รับไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ วันหนึ่งในอนาคตจะต้องรับ จะรับกระแส หรือรับความคิดเท่านั้นยังไม่พอ ก็ต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะนับตั้งแต่เราเริ่ม Good Corporate Governance เจ้าของไม่ได้อยู่ที่เจ้าสัว ไม่ได้อยู่ที่ครอบครัว ไม่ได้อยู่ที่พี่น้อง ไม่ได้อยู่ที่เพื่อนฝูง แต่เจ้าของเป็นบุคคลข้างนอก ซึ่งเราอาจไม่รู้จัก ไม่เห็นหน้า ไม่รู้ตัวตน แต่ตราบใดที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ความเป็นเจ้าของอยู่ที่เขา


เมื่อความเป็นเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหาร ไม่ได้อยู่ที่ครอบครัว แต่อยู่ที่คนข้างนอก มันก็เข้าลักษณะเดียวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อคนข้างนอกหรือผู้ถือหุ้นเขาเป็นเจ้าของ เขาก็มีสิทธิหลายอย่างที่ในอดีต ครอบครัวก็ดี หรือฝ่ายบริหารก็ดี ไม่ได้ให้เขารู้ ไม่ได้ให้เขาเห็น ดีไม่ดีปิดบังเขาด้วย หลอกลวงเขาด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องค่อย ๆ หมดไปและจะหมดไป เมื่อประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าใด ผู้ถือหุ้นก็จะเรียกร้องสิทธิการเป็นเจ้าของบริษัทของตนเองมากขึ้นในการเป็นเจ้าของ เขาต้องการอะไร เขาต้องการข้อมูล เขาต้องการความโปร่งใส เขาต้องการมีตัวแทนในคณะกรรมการ ปัจจุบันนี้ตลาดหลักทรัพย์ เขาก็ใช้มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในประเทศที่เจริญแล้ว บริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์ภายในปลายปี ๒๕๔๒ บริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์จำต้องมีคณะตรวจสอบบัญชีภายในที่เรียกว่า Internal Audit Committee แต่ถึงแม้บริษัทที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นธุรกิจที่จะเจริญเติบโตต่อไปก็น่าจะเตรียมไว้ละครับ ว่าการมี Internal Audit หมายความว่าอะไร และต้องทำอะไรบ้าง นับวัน นับวัน ผู้ถือหุ้นก็จะเรียกร้องให้มีความโปร่งใส


ปัจจุบันรัฐบาล สภาก็ได้ออกพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้กับประชาชน ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ถือหุ้นก็อยากที่จะรู้ว่าเหตุใดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในรูปนี้ รูปนั้น เหตุใดผู้บริหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงมีการเปลี่ยนตัวจากนาย ก เป็นนาย ข เหตุใดนาย ค จึงได้เงินเดือนเท่านี้ เหตุใดถึงไม่ไปลงทุนในด้านนี้ ด้านนั้น เมื่อความต้องการที่จะรู้ข้อมูลมากขึ้น ทั้งข้อมูลและตัวเลขที่สมบูรณ์ ที่ทันท่วงที และที่ตรงไปตรงมา จริงอยู่ก็มีข้อมูลบางอย่างของธุรกิจ ของบริษัทที่จะเปิดเผยไม่ได้ เช่น โครงสร้างของราคาสินค้าที่ตัวเองผลิต อาจจะมีหลายอย่างที่เราเรียกว่า Trades Secret แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยได้เพราะฉะนั้นการที่จะเป็น Good หรือการที่จะมี Good Corporate Governance นั้นก็ใช้หลักการเดียวกันกับการมี Good Governance ของประเทศ หรือ ธรรมาภิบาล คือต้องมีความโปร่งใสต้องมีการตรวจสอบ ไม่ใช่ตรวจสอบด้วยกันเอง แต่เป็นการตรวจสอบจากคนอื่น คือต้องมีคานอำนาจซึ่งกันและกันที่ฝรั่งเรียกว่า Check and Balance จะต้องมีการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน การตัดสินนั้นผิดพลาดได้ การตัดสินใจที่ผิดพลาดทำจากความบริสุทธิ์ใจได้ ไม่ใช่ว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดในปัญหาบ้านเมือง หรือในปัญหาเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น คนคนนั้นจะต้องเป็นคนไม่ดี หรือเลวเสมอไป มันคนละเรื่องกัน การตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจมาจากคนดีก็ได้ มาจากคนซื่อตรงก็ได้ มาจากคนที่หวังดีก็ได้ แต่ถ้าเผื่อมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดไป คนนั้นไม่ว่าจะเป็นคนดีอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดของการตัดสินใจของตน และจะต้อง Accountable กับสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับชาติ ในวงการเมืองหรือสังคมในระดับอุตสาหกรรม หรือธุรกิจ การมีธรรมาภิบาลนั้น ครอบคลุมไปถึงการมีกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องด้วย ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน


ถ้าเผื่อเรามีเรื่องเหล่านี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ในแต่ละบริษัทหรือในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ การคานอำนาจซึ่งกันและกันภายในวงการธุรกิจ หรือในบริษัท การตรวจสอบข้อมูล การได้รับข้อมูล การได้ตัวเลข การตรวจสอบตัวเลข การรับผิดชอบในการตัดสินใจด้วยตนเอง ถ้าเผื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ก่อนวิกฤตการที่ผ่านมาปีกว่านั้น สัญญาณเตือนว่า เตือนภัยของเราจะดังมากกว่าในอดีต หลายท่านคงจะจำได้ว่าวิกฤตเริ่มต้น บางคนบอกว่าเริ่มต้นเมื่อปี ๑๙๙๔ ตอนที่รัฐบาลจีนประกาศค่าเงินหยวน หรือบางคนอาจบอกว่าวิกฤตในเอเชียเริ่มต้น ๒ ปีต่อมา ตอนที่ญี่ปุ่นหรือตอนที่สหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้เงินดอลลาร์แข็ง หรือบางคนอาจบอกว่าวิกฤตของเราเริ่มตั้งแต่ธนาคารชาติไม่ได้ทำอะไรกับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ หรือบางคนอาจบอกว่าเกิดจากเหตุการณ์อื่น เพราะแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ละคนมีธุรกิจอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน ดังนั้นจุดเริ่มต้นวิกฤตของแต่ละคน แต่ละอุตสาหกรรมจะไม่ได้อยู่ที่ศูนย์เดียวกัน จะเกิดจากจุดที่แตกต่างกัน ในเวลาที่ต่างกัน แต่ถ้าเรามีธรรมาภิบาลมี ระบบที่เป็นผลลัพธ์หรือที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรจะมีในธรรมาภิบาล ถ้าเรามีข้อมูลที่สมบูรณ์ และทันการณ์ เราอาจจะรู้ปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการก่อนจะเกิดเหตุ และถ้าเรามีข้อมูลตัวเลขที่แน่นอน การทดสอบก็จะเริ่มก่อนที่จะมีการทดสอบอย่างจริงจัง ปัญหาคงไม่บานปลายอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะฝากให้เป็นข้อคิดของท่านทั้งหลาย และไม่ได้บอกว่าธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่นักธุรกิจหรือนักอุตสาหกรรมอยากได้เท่านั้น และคนจนไม่ได้อะไรเลย อันนี้เป็นการตั้งคำถามแปลก ๆ ในสังคมไทย ถ้าเผื่อในระดับชาติมีธรรมาภิบาลที่ดี ถ้าเผื่อในสังคมมีธรรมาภิบาลที่ดี อุตสาหกรรมเจริญรุ่งเรือง ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนทุกชั้น วรรณะ ทุกท้องถิ่น ไม่ว่าในเรื่องการมีงานทำ การมีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าในเรื่องการมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น


สิ่งที่ผมพูดมาไม่ได้บอกว่าทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จริง ๆ แล้วธรรมาภิบาลของเมืองมีมาแต่ดั้งเดิม ในประวัติศาสตร์ไทยที่พระมหากษัตริย์ปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีอำนาจเต็มที่ มีอำนาจโดยสมบูรณ์ เมื่อมีอำนาจเต็มที่โดยสมบูรณ์ ทำอะไรทำได้ โอกาสที่จะปกครองแผ่นดินในทางที่ผิด ในทางที่ไม่มีศีลธรรม ไม่มีจรรยาธรรม ในทางไม่ดีมีมากเหลือเกิน แต่ทำไมในประวัติศาสตร์ไทยพระเจ้าแผ่นดินโดยส่วนใหญ่ถึงปกครองประชาราษฎร์ ปกครองแผ่นดินจนประชาชนมีความรักใคร่ มีความนับถือ เพราะแต่เดิมมาสังคมไทย การปกครองของพระเจ้าแผ่นดินนั้นปกครองโดยใช้ทศพิธราชธรรม ในสายตาของผม เมืองไทยเรามี Good Governance หรือมี Royal Governance มาแต่ดั้งเดิมในประวัติศาสตร์ไทย มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจครบสมบูรณ์ ปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยนั้น ปกครองโดยใช้ทศพิธราชธรรมตลอดมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน เรื่อง Governance เริ่มพูดในสังคมตะวันตกเมื่อ ๔๐ ปี ถ้าเผื่อไปเปิด Dictionary พจนานุกรมของภาษาอังกฤษในอดีต ไปเปิดคำว่า Governance จะหาไม่เจอจะมีแต่คำว่า Government หรือมีคำว่า Governance แต่ก็ยังอธิบายไม่ค่อยถูก เพราะยังมีความสับสนแม้แต่ในสังคมยุโรป ในอเมริกา ในต่าง ๆ ศัพท์คำว่า Governance ที่เราพยายามใช้คำว่า ธรรมาภิบาล หรือธรรมาภิรักษ์ เป็นของธรรมดา เดินไปตามถนนในอเมริกา อังกฤษ หรือเนเธอร์แลนด์ ถามคำว่า Governance ผมรับประกันว่าตอบได้ไม่กี่คนว่าคืออะไร และหลายคนอาจจะพูดถึงเรื่อง Government แต่ในประวัติศาสตร์ไทย ตามจารีตประเพณีของเมืองไทยนั้น เรามีทศพิธราช ธรรมมาเป็นเวลาช้านาน และเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติอยู่เสมอ อันนี้ไม่ใช่ของใหม่ของเมืองไทย ไม่ใช่เพราะนายอานันท์ไปเรียนเมืองนอกมา เลยเอาความคิดของเมืองนอกมาใช้ มันเรื่องที่ว่าจะต้องขวนขวายว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีงามในเมืองไทย ในอดีต ในวัฒนธรรมของเรา เราก็เอามาใช้


ผมก็อยากฝากไว้ว่า มาแน่ครับ อย่าคิดหวังว่า รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหา ของเราได้ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งของการมี Good Governance ในระดับชาติหรือการมีธรรมภิบาลในระดับชาติก็คือ รัฐบาลต้องเล็กลง อำนาจความรับผิดชอบจะต้องน้อยลง อำนาจความรับผิดชอบจะอยู่ที่พวกเรามากขึ้น จะอยู่ที่องค์กรเอกชน และองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ ฉันใด ฉันนั้น ในทางด้านบริษัท อำนาจการบริหารก็จะตกอยู่ในมือผู้ถือหุ้นมากขึ้น นับวัน นับวัน ผมเห็นได้เลย สิ่งที่เราเรียกว่ากรรมการอิสระ ซึ่งผมเห็นบริษัทมีกรรมการอิสระได้ แต่เราก็ต้องเตรียมครับ วันหนึ่งคำว่ากรรมการอิสระไม่ใช่กรรมการ 10 คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เข้ามาเล่นกันเอง กรรมการอิสระจะเป็นตัวแทน สิ่งที่เราเรียกกันว่า Minority Shareholder คือ ผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างน้อย


สุดท้ายนี้ครับ รัฐบาลจะดีจะเลว รัฐบาลจะถูกจะผิด ความอึดอัดใจ ความท้อแท้ ความผิดหวัง อยู่ในหัวใจของคนจำนวนมาก แต่เราต้องเริ่มทำใจว่า นับวันนับวัน อย่าไปพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว พึ่งตัวเองมากขึ้น พึ่งการบริหารที่ดี พึ่งผู้บริหารอาชีพ พึ่งพนักงานที่มีการศึกษา พึ่งข้อเท็จจริง ข้อมูล และตัวเลขที่แท้จริง พึ่งการพัฒนาตัวเองในเรื่องของการเพิ่มทักษะและการฝึกอบรม พึ่งคุณธรรมและจริยธรรมของตนเอง และสุดท้ายท่านใดยังไม่มีหนังสือพระมหาชนก ที่สอนให้คนรู้จักความเพียร ความไม่ท้อแท้ ออกไปซื้อเถอะครับ แล้วเอามาอ่าน อ่านเป็นครั้งเป็นคราว อ่านซ้ำอ่านซาก อ่านแล้วกำลังใจจะมีขึ้น อ่านแล้วความศรัทธาจะมีขึ้น ความศรัทธาที่เรามีกับความเพียร ความไม่ท้อแท้ และความอดทน

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคโลกานุวัตร
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๘
ณ จุลดิศ หาดใหญ่พลาซ่า

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

อำเภอหาดใหญ่และอีกหลาย ๆ อำเภอเมืองในภาคใต้ เป็นสิ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองไทย แต่ในขณะเดียวกันเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนาที่ค่อนข้างรวดเร็ว และอาจจะไม่มีระเบียบมากนักเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่อาจไม่ดูแลทั่วถึงกับที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

ได้กล่าวถึง Globalization ซึ่งราชบัณฑิตสภาใช้บัญญัติว่า โลกาภิวัตน์ และได้กล่าวถึงความเป็นมาและความหมายของคำนี้ เมื่อประมาณ ๒๐ ปีมีนักเขียนชาวแคนาดาได้เขียนหนังสือขึ้นมามองไปสู่อนาคต และในบทหนึ่งได้เปรียบเทียบโลกของเราอันเป็นผลสืบเนื่องทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะความก้าวหน้าที่เรียกว่า IT (Information Technology) เช่น เรื่อง Computer, Networking, Telecommunication Satellite และอื่น ๆ ทำให้สามารถติดต่อข่าวสารหรือมีการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อในอดีตอะไรที่เกิดขึ้นในยุโรป แอฟริกาอาจได้รับสองวันให้หลังหรือสองสัปดาห์ให้หลัง แต่เนื่องจากความก้าวหน้าของ IT นั้นสามารถทำให้สิ่งสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่ที่หนึ่ง จุดหนึ่ง ในโลกนี้สามารถสื่อสารไปจุดจุดหนึ่ง ได้ในฉับพลันไม่ใช่เป็นเวลาชั่วโมงหรือเป็นเวลาวันแต่ในเวลาวินาที

นับวันสิ่งต่าง ๆ ที่ดูในโลกนี้แม้จะมีความกว้างขวางแต่ด้วยความก้าวหน้าของ Information Technology เปรียบเหมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เรียกว่า Global Village

จากความฉับพลันในด้านข่าวสารทำให้เกิดวิวัฒนาการด้านความคิดซึ่งของเก่า ๆ จะต้องทิ้งไป แต่อย่างไรก็ตามถ้าทิ้งของเก่ายังไม่รู้ของใหม่นั้น คือภัยอันตราย

ฉะนั้นเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น การเรียนจะไม่เสร็จสิ้น การขวนขวายความรู้จะต้องไม่หยุดยั้งและการแสวงหาคำตอบใหม่ ๆ ของปัญหาเก่า ๆ จะต้องมีอยู่ต่อไป

ถ้าพูดถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยนั้นขอเริ่มต้นว่า ปัจจุบันโลกเราซึ่งเล็กลง ๆ ที่เราจะอยู่ใน Global Village ในยุคโลกาภิวัตน์นั้นอย่างโดดเดี่ยวหรือเปล่า คำตอบเราไม่ใช่อยู่โดดเดี่ยว เมืองไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๓๐ ปี และในระยะ ๑๐ ปี ที่ผ่านมาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองไทยเฉลี่ยประมาณ ๘ - ๙ เปอร์เซ็นต์ และโดยเฉพาะเมื่อ ๓ - ๔ ปีก่อน อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย ๑๒ - ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว รายได้ต่อหัวของประชาชนประมาณ ๘๕๐ เหรียญอเมริกัน ปัจจุบัน ๒๐ ปีที่ผ่านมา รายได้ของประชาชน ๒,๓๕๐ เหรียญอเมริกัน ถ้าเราดูตัวเลขน่าจะพอใจ เศรษฐกิจเติบโตประชากรมีรายได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรจะสะกิดใจคนไทยโดยเฉพาะคนที่เรียกว่า มีแล้วและอาจจะพอแล้วหรือมีแล้วแต่ไม่มีวันพอ ถ้าดูตามสถิติของธนาคารโลก จะพบว่าคนที่จนที่อยู่ภายใต้ poverty line ยังไม่ได้ลดลงไปเลยมีอยู่ ๑๐ ล้านเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว อาจจะเหลือ ๙ ล้านลดลงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น การกระจายรายได้และการแก้ปัญหาทางสังคม เขาอยู่ในระดับที่ดีกว่าเรา แต่อาจจะพูดถึงความภูมิใจในประเทศไทย ปัจจุบันในประเทศไทยมีอุตสาหกรรมมากมาย ปีนี้มีอุตสาหกรรมส่งออกจะมีการส่งออกเกิน ๔๐ บิลเลียน (billion - พันล้าน) เหรียญอเมริกัน หรือเท่ากับ แสนล้านบาท และถ้าจะจัดการเจริญเติบโตทางด้านการส่งออกนั้น เมื่อปีที่แล้วมีการคาดหมายว่าจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ในปัจจุบัน ๙ - ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้อัตราการเจริญเติบโตการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือการเติบโตที่เกินความคาดหมายแล้ว องค์ประกอบของสินค้าส่งออกก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งมองไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและลักษณะของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งน่าจะเป็นทางที่ดีต่อไปในอนาคต ถ้าจะดูฐานะการเงินการคลังของเรา เราก็อยู่ในฐานะมั่นคงเรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ๒๗ ล้านเหรียญอเมริกัน ถึงแม้ว่าเราจะมีหนี้สิน ๔๒ - ๔๓ ล้านเหรียญอเมริกัน แต่ Debt-Service Ratio นั้นอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ deficit ของ current account นั้นตกลงประมาณ ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของเมืองไทย

ปัญหาจากการพัฒนาในรูปนี้จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นทวีคูณ เช่น ปัญหาการศึกษาของระบบของจำนวนสถาบันการศึกษา คุณภาพการศึกษา การสาธารณสุข ความยากจนในชนบท ความยากจนในเมืองแหล่งชุมชนแออัด เด็ก โสเภณี ปัญหาการแตกแยกของชีวิต ครอบครัวของคนไทย อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย ต่างคนต่างอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ อยากจะย้ำว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว ยิ่งมีการพัฒนาเศรษฐกิจ ยิ่งมีการส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจของไทยก็พัวพันเข้าไปอยู่กับเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจของไทยเข้าไปพัวพันกับเศรษฐกิจโลกมากเท่าใดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำตอบก็คือเราไม่ได้โดดเดี่ยว เราไม่อาจคุมชะตาชีวิตไว้ได้ด้วยตนเอง เราจะต้องขวนขวายสอบถามหาความรู้เกี่ยวกับประเทศอื่น เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในวงจรการเศรษฐกิจของประเทศ เราจะต้องเข้าไปเล่นเกมเดียวกับเขา เล่นกติกาใหม่ เช่นในรูปของ GATTS อาจเป็นกติกาที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย เราจะต้องกระโจนเข้าสู่เวทีของต่างประเทศ

โลกเรานี้ต้องอยู่ด้วยการ Give and take เราต้องมีบทบาทมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าไปร่วมในการร่างกติกาตั้งแต่แรก เราจะต้องมีบทบาทร่วมกัน เราต้องปรับปรุงกระบวนการบริหารของเราปรับปรุงกระบวนการการผลิตของเรา ปรับปรุงกระบวนการการวินิจฉัยของเรา ที่จะทำให้เรานั้นอยู่ในฐานะได้เปรียบ หรืออยู่ในฐานะที่จะเข้าไปแข่งขันในเวทีของโลกได้

การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอาณาจักรคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลายลงเมื่อสหภาพโซเวียตและประเทศบริวารในยุโรปตะวันออก หลังจากใช้ระบบนี้มาเป็นเวลา ๕๐ ปี ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนขั้นพื้นฐานในประเทศเหล่านั้นได้ ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งในหลักการอาจจะฟังแล้วสวย พิสูจน์ได้เห็นว่าลัทธินี้ในวิถีทางปฏิบัติ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนขั้นพื้นฐานได้ ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ล้มเพราะการเมืองหรือเพราะจุดประสงค์ทางการเมือง ลัทธิคอมมิวนิสต์ล้มลงไปเพราะความล้มเหลวในเรื่องที่จะให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี ลัทธิคอมมิวนิสต์พิสูจน์ได้เช่นการมีสิทธิเท่าเทียมกันคือการจนเท่ากัน

การวางแผนจากหน่วยงานกลางลงไปข้างล่างอย่างเดียว สิ่งที่เรียกว่า Central planning เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ หรือไม่มีการกระจาย อำนาจไม่มีการกระจายความรับผิดชอบ ไม่มี Feedback หรือ Input มาจากข้างล่างและจากทุกท้องที่ ฉะนั้น จึงเป็นจุดจบของลัทธินี้ และเกิดกระแสคลื่นความคิดและการปฏิบัติอย่างกว้างขวางนับแต่ต่อไปนี้ ประเทศเหล่านี้จะดำเนินนโยบายใหม่ คือ นโยบายเปิดสังคมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจนำ Market economy มาใช้ นำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อยู่ในลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ เช่น การแข่งขัน การไม่ผูกขาดทางการค้าแต่เพียงผู้เดียว การลดกฎเกณฑ์ Decontrol, Deregulation การที่รัฐบาลหรือรัฐไม่เข้าไปทำธุรกิจด้วยตนเอง

ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศจีนและเวียดนามใช้ระบบเศรษฐกิจเปิด แต่ต้องการควบคุมทางการเมืองต่อไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะตามธรรมชาติเมื่อมีการเปิดระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองก็จะเปิดต่อไปด้วย เหมือนเกิดขึ้นมาแล้วในเกาหลี ไต้หวัน และไทยเราเอง โดยที่เราอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่องในเรื่องรัฐสภา ในเรื่องคุณภาพของรัฐสภาหรือในเรื่องระบบการปกครองทั่วไป แต่ถ้าจะพูดกันจริง ๆ แล้วเราก็มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเมื่อ ๕ ปี มากกว่าเมื่อ ๑๐ ปี มากกว่าเมื่อ ๑๕ ปี สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของไทยอยู่ในระดับที่ไม่น่าอาย ถัดไปเมื่อสงครามเย็นหมดไป เมื่อการเป็นเจ้าโลกสองเจ้าโลกหมดไป เดี๋ยวนี้เหลือเจ้าโลกเดียวที่นำคนไม่เป็น นำเข้าป่าหลายครั้งเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจของ Asia & pacific นั้นในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้า หรือศตวรรษหน้านั้นจะใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่อเมริกา ความสำคัญของยุโรปจะลดน้อยลงไปตามลำดับความสำคัญ ของ Asia and pacific จะมีมากขึ้นปัจจุบันการค้าของไทยใน Asia and pacific นั้นมากกว่าการค้าในยุโรปและอเมริกาความสำคัญของญี่ปุ่นจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป เราจะมีตัวเล่นใหม่ ๓ ตัวคือ

หนึ่ง พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือประเทศอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือพม่า หรือภาคใต้ของจีน

สอง จีน มีพลเมือง ๑,๒๐๐ ล้านคน เมืองจีนในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นจะต้องมองว่าไม่ใช่ประเทศเดียว จะเป็นอย่างประเทศไทย ๕ - ๖ ประเทศ และจะมีขนาด Economy ที่ใหญ่กว่าประเทศไทย ๓ - ๔ ประเทศ เพราะฉะนั้น size ของ Economy ของจีนจะใหญ่มากใน ๒๐ ปีข้างหน้า จีนจะแทนที่ ญี่ปุ่น ประเทศจีนเป็น Engine of Growth ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้าการติดต่อจะมีอีกมาก ควรจะมองว่า ภาษาจีน (Mandarin) เป็นภาษาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรวมถึงภาษาญี่ปุ่น จะเป็นภาษาการค้าระหว่างประเทศที่จะขวนขวายเรียนรู้ ควรจะปลูกฝังค่านิยมให้เด็กสามารถเลือกเรียนภาษาเยอรมัน ญี่ปุ่น จีน ได้ตามความต้องการ

ตัวเล่นอีกตัวคือ อินเดีย มีพลเมือง ๘๐๐ - ๙๐๐ ล้านคน มีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างมั่นคงกว่าอุตสาหกรรมอีกหลายประเทศเพราะใน ๕๐ ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ดำเนินนโยบายที่จะสร้างอุตสาหกรรมพื้นฐานด้วยตนเอง ไม่ยอมไปซื้อ License ของคนอื่น เขามีคณาจารย์ นักวิชาการ มีนักวิจัยจำนวนมากมาย มีขีดความสามารถของ Space Technology อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ คุณภาพของเครื่องจักร ขีดความสามารถอาจจะต่ำกว่าในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แต่สามารถพูดด้วยความภาคภูมิใจว่าเทคโนโลยีนั้นเขาพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเอง

ฉะนั้นถ้าเรามองออกไปข้างหน้าถึงยุคโลกานุวัตรนั้น เหตุการณ์จะเปลี่ยนไปมาก Major players ตัวสำคัญของวงการธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปหันมามองทิศทางทางเศรษฐกิจของไทย จะต้อง

  1. ตามกระแสโลก
  2. ต้องผลิตสินค้าที่มีการแข่งขันที่ได้เปรียบ (Competitive Advantage)

คนชั้นกลางจะมีมากขึ้น กำลังชื้อจะมากขึ้น ผลิตภัณฑ์พวก Consumer product อนาคต แจ่มใสมากรัฐบาลต้องมีนโยบาย

  1. กิจกรรมนโยบายรองรับธุรกิจใหม่
  2. เปลี่ยนรูป, ฐาน Restructure, โครงสร้างภาษีของไทย
  3. เปลี่ยนรูป, ฐาน Restructure, อุตสาหกรรมของเราด้วย
  4. ระบบภาษีขาเข้า & สินค้าวัตถุดิบต้องปรับปรุงแก้ไข
  5. การพัฒนาบทบาทในเวทีการค้าระหว่างประเทศหรือในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้เหมาะกับขนาดของประเทศและ Economy
  6. การพัฒนาบุคลากรต้องปฏิรูปการศึกษา เช่น นำกลไกทางการตลาดมาใช้ ให้ภาคเอกชนจัดการศึกษา จัดการเงิน การคลัง การกำหนดหลักสูตรและอื่น ๆ อีกมากมาย


สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ ถ้าเราไม่มีคำตอบโดยเร็ว ๆ นี้ สิ่งที่พูดมาทั้งหมดอาจจะไม่เป็นจริงสำหรับเมืองไทย……….*

หมวดที่ ๕ : การศึกษา ▲ กลับขึ้นด้านบน

การประชุมชมรมนักธุรกิจคาทอลิก (นธค.)
ครั้งที่ ๕๓
วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๑
ณ โรงแรมเฟลิกซ์อโนมา ถนนราชดำริ

พระคุณเจ้าฯ … ดร. สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานชมรมนักธุรกิจคาทอลิก บรรดาสมาชิก ตลอดจนผู้มีเกียรติทั้งหลาย ตอนที่คุณสมศักดิ์ฯ ติดต่อผมไปหลายสัปดาห์นั้น ผมก็ตอบรับในหลักการทันทีว่า ยินดีที่จะมาร่วมสนทนากับท่านสมาชิกทั้งหลาย ตอนนั้นก็ไม่ทราบและไม่ได้คาดการณ์ว่า สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ผมต้องเปิดตัวมากที่สุดมารวมอยู่ในสัปดาห์เดียวกัน โดยไม่ตั้งใจ ตอนนั้นคุณสมศักดิ์ฯ ถามผมว่า จะพูดเรื่องอะไร? ตอนนั้นคือเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ผมบอกว่าผมเป็นคนมีปัญหา เวลามีใครเชิญผมไปพูด ผมไม่ค่อยชอบที่จะถูกถามว่า จะพูดเรื่องอะไร? เพราะว่า ๒ - ๓ เดือนล่วงหน้า ล่วงหน้านี่ ผมไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่ผมจะพูดแล้ว ผมอยากพูดถึงเรื่องนั้นหรือเปล่า เพราะตามปกติเวลาไปพูดที่ไหนมักจะพูดปากเปล่าเป็นส่วนใหญ่ เรื่องที่จะพูดก็ต้องเป็นเรื่องที่ในขณะนั้นผมสนใจ หรือในขณะนั้นผู้ฟังสนใจ ดังนั้นการที่จะกำหนดว่า จะพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ๓ เดือนล่วงหน้านั้นค่อนข้างอันตรายสำหรับผม เพราะถ้าผมพูดในเรื่องที่ผมไม่อยากพูดในค่ำวันนั้น หรือไม่สนุกที่จะพูดแล้ว คนพูดก็ไม่สนุก คนฟังก็ไม่ชอบ ผมจึงบอกคุณสมศักดิ์ฯ ว่าถ้าถามว่าจะพูดเรื่องไหน บอกว่า พูดเรื่อง “ทัศนะของนายอานันท์ฯ” ก็แล้วกันพอถึงค่ำวันนั้น ผมมีทัศนะเรื่องไหน ผมก็พูดออกมา มันไม่ผิดนะครับ ในขณะเดียวกันคุณสมศักดิ์ฯ เป็นคนรอบคอบ ได้มีจดหมายถึงผมหลายสัปดาห์มาแล้ว เชิญให้ผมมาเป็นองค์ปาฐกบรรยายในหัวข้อเรื่อง “อนาคตประเทศไทยกับแนวคิดธรรมรัฐ” ซึ่งเรื่องธรรมรัฐนี่ผมก็พูดมาหลายปีแล้ว หรือหัวข้อเรื่อง “ทางออกสำหรับนักธุรกิจไทยในภาวะวิกฤต” (ตามแต่ท่านจะเห็นสมควร) ระหว่างที่ผมนั่งรถยนต์ ผมก็นำเรื่องนี้ออกมาอ่านดู ผมก็คิดว่า ผมจะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผมจะพูดทั้ง ๒ เรื่องเลย แต่จะสลับหัวข้อกัน


เรื่องทางออกสำหรับนักธุรกิจไทยในภาวะวิกฤตนี่ ผมคงต้องสร้างฉากเอาไว้บ้างว่า ขณะนี้วิกฤตของเมืองไทยนี่ มันอยู่ที่ไหน ภาวะวิกฤตอยู่ตรงไหน แล้วทางออกมันจะอยู่ทางไหน หลายท่านทราบดีว่า ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่นักการเงินการคลัง ไม่ใช่นักการเมือง เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ผมไม่ใช่นักบริหาร ถ้าเผื่อจะถามว่า ผมนี่เป็นอะไร ผมอาจจะตอบได้อย่างเดียวว่า ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ เป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องค่อนข้างจะกว้างขวางมากมายหลายหลาก สิ่งอะไรที่ผมไม่รู้ในอดีตหรือในปัจจุบัน ผมพยายามจะเรียนรู้ หลายท่านที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการคลังทราบดีว่า วิกฤตของไทยนั้น มีสัญญาณบอกส่งมานานแล้ว และสัญญาณบอกส่งนั้น ในภาวะเศรษฐกิจที่ดี มันอ่านสัญญาณกันไม่ออก หรือไม่เห็นความสำคัญของสัญญาณ ก่อนมีรัฐบาลอานันท์ ๑ ก็มีสัญญาณแล้ว เศรษฐกิจที่เรียกว่าเฟื่องฟูของเมืองไทยไม่ใช่เศรษฐกิจที่แท้จริง จริงอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นความเฟื่องฟู หรืออัตราความเจริญเติบโตของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง


แต่ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นฟองสบู่ของภาคการเงินการคลัง เป็นฟองสบู่ที่สร้างขึ้นมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ในปลายปี ๒๕๓๙ สัญญาณที่เราควรจะต้องรับฟัง และควรจะต้องตีความหมายให้ถูกก็คือว่า อัตราการเติบโตทางการส่งออกของเมืองไทยหลังจากที่เติบโตมา ปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มา ๒๕ ปี แต่ ๒๕๓๙ อัตราการเจริญเติบโตทางส่งออกนั้นไม่มี พวกเราทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนก็ยังคงหลงระเริงเศรษฐกิจฟองสบู่ ตอนนั้นมันน่าจะเริ่มเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าทำไมการส่งออกถึงไม่มีการเติบโต มันคงมีหลายปัจจัย ที่นำเราไปสู่จุดนั้น ปัจจัยหนึ่งก็คือว่าโครงสร้างทางภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง คือภาคเศรษฐกิจทุกอย่างนอกเหนือจากภาคการเงินการคลัง ดังนั้นสัญญาณที่ให้มาคือว่า โครงสร้างของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ต้องมีปัญหาแน่ เพราะที่ผ่านมาภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรมนั้น เราต้องอาศัยแรงงานที่ราคาถูก และเราต้องอาศัยอุตสาหกรรมในเรื่องของการประกอบเท่านั้น อุตสาหกรรมในเรื่องของการประกอบนั้น มันมีมูลค่าเพิ่มน้อย เราได้เปรียบเรื่องค่าแรงงานอย่างเดียว แต่ในเมื่อค่าแรงงานของประเทศใกล้เคียงยังต่ำกว่าเราอยู่มากนั้น การได้เปรียบของเมืองไทยก็ร่อยหรอลงไป แต่นอกเหนือจากความผิดปกติของโครงสร้างอุตสาหกรรมของเมืองไทย


อีกซีกหนึ่งที่บอกชัดก็คือว่า ค่าเงินบาทของเมืองไทยคงจะแพงเกินไป เพราะในระยะนั้นด้วยความจำเป็นและผมคิดว่าด้วยความเหมาะสมด้วย ก็ได้มีการเพิ่มอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำมากขึ้นไปทุกปี ๆ จนกระทั่งค่าแรงงานที่ถูกของเมืองไทย ที่เราได้ประโยชน์มาเป็นเวลา ๒๐ ปี และส่วนใหญ่ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน แต่เป็นประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้แรงงานถูกเป็นสำคัญ ข้อได้เปรียบนั้นหมดไปแล้ว แต่อาจจะมีปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่นำไปสู่การที่ทำให้การเติบโตทางการส่งออกน้อยลงไป แต่อย่างว่าครับ ระหว่างที่เศรษฐกิจดีไม่ว่า สัญญาณจะมาแรงอย่างไร จะมาดังอย่างไร เราไม่ให้ความสนใจเต็มที่ สุดท้ายมันก็มาถึงปรากฏการณ์ว่า ค่าเงินบาทของเรานั้นไม่สอดคล้องกับกลไกทางการตลาด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราไปหลงละเมอกับเรื่องค่าเงินบาท ต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท จนกระทั่งเงินกองทุนสำรองนั้นหมดไป ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยลืมไม่ได้ จะเป็นการผิดพลาดในเรื่องของการตัดสินใจ จะเป็นการผิดพลาดจากการละเลยหน้าที่ การไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ หรือเหตุผลใดก็ตาม เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วเราตั้งต้นจากที่ว่า ประเทศชาติเสียหายไป ๒๓ พันล้านเหรียญอเมริกัน เงินทุนสำรองที่เคยมีอยู่ ๓๖ พันล้านเหรียญอเมริกัน หมดไปทันที ผลกระทบมันไม่ได้หมดไปตอนนั้น ผลกระทบมันติดต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้


เพราะจากการที่เราไปสัญญาล่วงหน้าในการขายที่เราเรียกว่า SWOP มันเป็นเหตุหนึ่งที่สัญญาที่เราเรียกว่าสัญญา SWOP นั้น มันยังกระทบระบบการเงินของเมืองไทยอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้และต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะมีข้อคิดเห็นว่า รัฐบาลใดก็ตามมีนโยบาย มีมาตรการจะผิดจะถูกอย่างไร จะมีผลเร็วผลช้าอย่างไร เราอย่าลืมนะครับว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือเมืองไทยพังไปแล้ว เมื่อ ๖ เดือนที่แล้ว ไม่ใช่เผาจริงเผาหลอก เมื่อ ๗ เดือนที่แล้ว เราเผาตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลืมข้อนี้ ว่าเราเผาจริงตัวเองไปแล้วเมื่อ ๗ - ๘ เดือนที่แล้ว เราก็ต้องตั้งสติ ไม่ว่าใครก็ตามจะมาแก้ภาวะวิกฤตทางการเงินของเมืองไทย อย่าว่าแต่คนเลย เป็นเทวดาก็แก้ยาก เพราะความเสียหาย ความหายนะของชาตินั้น มันไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หรือประวัติศาสตร์ของประเทศอื่น ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ อังกฤษถูกโจมตีค่าเงินปอนด์ รัฐบาลอังกฤษหรือธนาคารชาติอังกฤษป้องกันค่าเงินปอนด์ ซึ่งอังกฤษนี่ใหญ่กว่าของเรามาก เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าเรามาก เมื่อ ๗ - ๘ ปีที่แล้ว อังกฤษใช้เงินถึง ๙ พันล้านเหรียญอเมริกัน ก็สู้ไม่ได้แล้วก็ต้องยอมลดค่าเงินปอนด์ เมืองไทยเล็กกว่าอังกฤษมาก ใช้อย่างน้อย ๒๓ พันล้านเหรียญ ผมต้องย้ำข้อนี้เพราะว่าคน ไทยมีนิสัยลืมง่าย และถ้าเราไม่ใช้เหตุผลไม่ใช้สติแล้ว เราก็คิดว่า ๖ เดือน ยังไม่เห็นอะไรขึ้นมา หรือแม้แต่ปีหนึ่งก็ยังไม่เห็นอะไรดีขึ้นมาประเด็นที่ผมอยากจะฝากเป็นข้อสังเกตไว้คือ ผมอยากเห็นอะไรต่าง ๆ ดีขึ้นมา ส่วนตัวผมอยากเห็นแสงสว่างที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่หนักหน่วงของเมืองไทย แต่ความหายนะที่ผ่านมาและผลกระทบผลข้างเคียง เราต้องให้ความเป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้กันภายใน 6 เดือน การทำลายเศรษฐกิจของประเทศทำได้ภายใน ๒ - ๓ วัน แต่เมื่อทำไปแล้วนั้น อย่ามาแอบอ้าง บวก 6 เดือนไม่เห็นผล ประเด็นคือว่ามันเลวลงไปหรือเปล่า อันนั้นคือปัญหาใหญ่ แต่จะฝันหวานว่ามันจะกลับมาดีอย่างที่มันเคยดีเมื่อ ๗ - ๘ ปี ที่แล้ว ลืมมันซะได้ครับ และคนที่รับผิดชอบในการนำความหายนะมาสู่ประเทศชาตินั้น ขอให้มีความเป็นธรรม ขอให้มีคุณธรรม ที่จะไม่โทษคนอื่นที่เขาแก้ปัญหาไม่ได้


ประเด็นต่อไป มันดีขึ้นไหม ๖ เดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าดีขึ้นครับ มันอาจจะไม่ถูกใจผมทุกอย่าง อาจจะไม่ถูกใจพวกคุณทั้งหลาย แต่ว่ามันดีขึ้น ถ้าเราย้อนหลังไปดูเมื่อตอนที่เราปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว มันไม่ได้ลอยตัวหรอกครับ ที่เราบอกว่า เราจะมี Manage Float มัน Manage ไม่ได้ เงินทุนสำรองไม่มีแล้ว


ในวิชาการเงินการคลัง เศรษฐกิจจะ Manage Float ได้ก็ต่อเมื่อมีทุนสำรอง ที่จะไป Intervene บางครั้งบางคราว แต่ในกระเป๋ามันว่างเปล่ารั่วไหลหมดแล้ว การออกมาใช้คำว่า Manage Float นั้น โกหกประชาชน ไม่ใช่ Manage Float นั่นคือ ปล่อยไปตามยถากรรม คือจาก ๒๕.๕๐ บาท/ดอลลาร์ ขึ้นไปครั้งหนึ่งถึง ๕๘ บาท จำไว้นะครับ ครั้งหนึ่งขึ้นไป ๕๘ บาท แล้วกลุ่มพวกผม นักคิดทั้งหลายวิตกขึ้นถึง ๖๕ เมื่อไร ตอนนั้นทุกคนไม่แน่ใจว่าจะขึ้นหรือไม่ ซึ่งขึ้นทุกวัน จนกระทั่ง ๕๘ บาท ถ้าขึ้นถึง ๖๕ บาทเมื่อไร มันไม่ใช่วิกฤตธรรมดาแล้ว และถ้าเกิดดูตัวนี้ตัวเดียวว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หลายคนที่ไปช่วยงาน ตอนไปอเมริกา ไปคุยกับผู้แทนรัฐบาลประธานาธิบดี ไปคุยกับ IMF WORLD BANK นักการธนาคารในนิวยอร์ก สร้างความมั่นใจตั้งแต่เดือนมีนาคม ต่อมาเงินบาทก็แข็งขึ้นเรื่อย ๆ จาก ๕๘ บาท จนกระทั่ง ๓ - ๔ สัปดาห์ที่แล้วนั้นมีเสถียรภาพอยู่ที่ ๓๘ - ๓๙ บาท/ดอลลาร์ แล้วคนไทยก็บ่นอีกว่า “แข็งไปแล้ว!” คนไทยนี่เอาใจยาก พวกส่งออกบอกว่า “ไม่ได้! ต้องถึง ๔๒ ถึงจะมีกำไร” รัฐบาลผิดพลาด ผมอยากจะย้อนกลับไปเมื่อ ๗ - ๘ เดือนที่แล้ว งานที่หนักที่สุดของเมืองไทยคืออะไร เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการที่ IMF มาควบคุมเศรษฐกิจของเมืองไทย มาตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ เราจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาบอกว่า เมืองไทยควรจะได้รับการเยียวยาอย่างนั้นอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูก หรือบางคนอาจเลยเถิดไปว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ IMF ซึ่ง IMF ตั้งมาเพื่อที่จะมาสร้างเสถียรภาพทางด้านการเงินเท่านั้น ไม่มีหน้าที่จะมาบอกประเทศสมาชิก ซึ่งมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ว่า จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างระบบการเงินการคลังข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เมื่อ ๗ - ๘ เดือนนั้น ประเทศไทยไม่มีสิทธ์ที่จะไปบอกว่า IMF มาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศ มาคุมเศรษฐกิจไทยหรือสิ่งที่บอกมาไม่ถูกต้อง ตอนนั้น เราหมดตัวแล้ว คนที่หมดตัวแล้วนะครับ มันไม่มีอำนาจต่อรอง เราไม่สามารถจะมีความหยิ่ง ความจองหอง ถ้าเรามีอะไรเหลืออยู่ในกระเป๋าบ้าง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เราไม่มีแล้วเปรียบเสมือนเราเป็นขอทาน ขอทานไม่มีอำนาจต่อรองกับคนที่จะให้ นั่นคือข้อเท็จจริง อีกข้อหนึ่งที่เราอย่าลืม และแนวนโยบายที่ต้องทำ ไม่ได้ทำเพราะรัก IMF ไม่ได้ทำเพราะคิดว่า IMF เป็นผู้วิเศษ แต่ต้องทำเพราะว่า ตอนนั้นวิ่งไปหาใครไม่ได้แล้ว รัฐบาลมิตรประเทศก็ไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะช่วยเรา เราไม่มีประตู เราไม่มีทางออกแล้ว เราต้องจับองค์กรการเงินระหว่างประเทศไว้เพื่อความอยู่รอด และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสที่จะทำให้เราสามารถแก้วิกฤตนี้ได้


เพราะฉะนั้นแนวนโยบายที่ถูกต้องก็คือ ยอมเป็นลูกน้อง IMF ชั่วคราว สร้างความเชื่อมั่นให้กับเขาว่า เรานั้นจะปฏิบัติตามเงื่อนไข สร้างความเชื่อมั่นกับเขาว่าเรานั้นมีเจตจำนงแน่นอนที่จะปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ที่เขามีความเป็นห่วง ถ้าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับ IMF หรือกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศต่าง ๆ มันจะไม่มีสิ่งที่ตามมาในระยะเดือนมีนาคม นั่นคือความเชื่อของตลาด ใครจะเห็นถูกเห็นผิดอย่างไร เรื่องการเปิดเมืองไทย ทั้งทางด้านการเมืองทางด้านเศรษฐกิจ เราไม่สามารถย้อนกลับกระแสของโลกได้ บางสิ่งบางอย่างของการเปิดสังคมทางด้านเศรษฐกิจนั้น เราเสียเปรียบ แต่ชีวิตของคนเรานั้น เราเลือกไม่ได้ แม้แต่ในสังคมหมู่บ้าน ในสังคมเมือง ก็มีคนเสียเปรียบ คนได้เปรียบ การต่อสู้ของคนหรือการต่อสู้ของสังคมระหว่างประเทศ เราต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพราะโลกที่เราบอกว่า ต้องมีความยุติธรรม ต้องมีความโอบอ้อมอารี การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกศาสนาสอนมาอย่างนั้น แต่ก็ไม่สามารถขจัดสิ่งที่มันไม่ยุติธรรม หรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์ปุถุชนได้ เพราะฉะนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า สิ่งที่เราพลาด หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะเราเริ่มที่เรียกว่าเปิดตลาดเสรี


ในระบบเศรษฐกิจหรือการเงินอันนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดตลาดเสรีแล้ว เราไม่มีแผนงานรองรับว่า การเปิดตลาดเสรีนั้น ในหลักการที่ถูกต้อง ในทางปฏิบัตินั้น ต้องมีมาตรการกำกับดูแลหรือควบคุม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สังคมหลายสังคมยังไม่ยอมเข้าใจ ถ้าเรามองดูภาคการเมืองตอนเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เราต้องพยายามสร้างจิตวิญญาณ จิตสำนึกของคนไทยว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “สิทธิ” นั้น ด้านหนึ่งจะต้องเป็นสิทธิที่ไม่มีขีดจำกัด แต่อีกด้านหนึ่งคือว่าสิทธินั้น ต้องเป็นสิทธิที่เราใช้ด้วยความรับผิดชอบ สิทธิที่เราใช้จะต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น เพราะฉะนั้น ทุกสิทธิจะต้องมีหน้าที่ ทุก ๆ ความอิสระจะต้องมีความรับผิดชอบ หรือเสรีโดยไม่มีขีดจำกัด หรือเสรีที่ไปกระทบความเป็นเสรีของผู้อื่น ปัญหาของประเทศชาติเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ทางด้านนักธุรกิจอาจจะถามว่า “เมื่อไรเราจะพ้นวิกฤต ทางออกมีอย่างไร” ปัจจุบันทางด้านรัฐบาลก็สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือในตลาดขึ้นมามาก สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ IMF มีการต่อรองเรื่องเงื่อนไข มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจุดเป้าหมาย มันหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ในแง่ของเมืองไทย หรือในประเทศที่ประสบปัญหา ต้นตอของความหายนะก็คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นทางด้านภาคการเงินการคลัง ทั้งทางภาคราชการและภาคเอกชน


แต่นักธุรกิจจะถามว่า “เมื่อไร จะพ้นวิกฤตหรือรัฐบาลจะทำอย่างไร ที่จะพ้นวิกฤต” ผมว่าอันนั้นนักธุรกิจตั้งโจทย์ผิด เพราะส่วนหนึ่งหรือปัจจัยหนึ่งของหายนะนี้มันเกิดจากความประพฤติของเราเอง เกิดขึ้นจากกรรมวิธีการทำธุรกิจของเมืองไทยเอง จริงอยู่ภาครัฐบาล ภาค Public Sector ก็มีส่วนรับผิดชอบ เพียงแต่เปิดตลาดเสรีทางด้านการเงิน แต่ยังเอาดอกเบี้ยสูงอยู่ คนที่ไปยืมเงินดอลลาร์ต่างประเทศ หรือธนาคารต่างประเทศก็วิ่งมาให้ยืมเงินโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงหรือผลตอบแทนของโครงการ เพราะอยากจะให้ยืมเงิน นักธุรกิจไทยแทนที่จะยืมภายในประเทศ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไปยืม ๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีความแตกต่าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เงินเข้ามาง่าย สบายใจ ค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอัตราเสี่ยงเลย ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้น ถ้าเราเปิดให้มีเสรี ให้เงินเข้าง่าย ออกง่าย ระบบอัตราต่างประเทศ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องให้มันขึ้นลงง่ายด้วยเช่นเดียวกัน ตราบใดที่ผมยังไม่แน่ใจว่า เงินบาทต่อดอลลาร์ ยัง ๒๕.๕๐ ผมจะมากู้ในเมืองไทยทำไม ผมจะมาเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไม ผมไปกู้เมืองนอกเป็นเงินดอลลาร์ ผมเอาไปแบ่งปันพี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกหลาน ทำเศรษฐกิจฟุ่มเฟือย อสังหาริมทรัพย์สร้างคอนโดไป คนจะอยู่ไม่อยู่ คนจะเช่าไม่เช่าไม่สำคัญ เงินได้มาง่าย ๆ ๗๒ พันล้าน จ่ายดอกเบี้ย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการเสี่ยง ถ้าเผื่อว่าตอนนั้นเราปล่อยให้เงินบาทลอยตัว ให้เป็นไปตามกลไกทางตลาด ก่อนผมจะไปยืมเงิน ๑๐ ล้าน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์ เพื่อเสียค่าดอกเบี้ย ๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมสบายใจ แต่ถ้าเผื่อตราบใด ผมบอกว่าไม่แน่นะ ตอนเราไปยืมมา ๒๕.๕๐ ถ้าเผื่อมันขึ้นเป็น ๒๘ บาทเมื่อไร จะต้องเอาอีก ๒.๕๐ มารวมกันอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราเสีย มันจะเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรายืมภายในประเทศหรือเปล่านักธุรกิจต้องคิดเรื่องพวกนี้


ทีนี้ถ้าจะบอกว่าเมื่อไรจะหมดวิกฤต ผมไม่ทราบ ผมมาวันนี้ ผมไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมผมไม่ทราบแน่ว่า รัฐบาลจะทำอะไรต่อไป ผมไม่ได้เป็นที่ปรึกษาเป็นทางการ ผมและเพื่อนอยู่ในกลุ่มที่อยากจะช่วยประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นคนวิเศษหรือคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ผมคิดว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมในการปกครอง ถ้าเผื่อว่าเรามีข้อมูล หรือข้อวิเคราะห์อะไรที่เป็นที่น่าสนใจสำหรับรัฐบาล ผมไม่ทราบว่า จะพ้นวิกฤตเมื่อไร อาจจะหนักมากขึ้นในระยะเดือนสองเดือนนี้ อาจจะดีขึ้นปลายปีนี้ หรืออาจจะไม่ดีขึ้น แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนเรานี่ท้อแท้ไม่ได้ ยอมแพ้ไม่ได้ ถ้าเผื่อมีใครมาถามผมว่าจะหมดวิกฤตเมื่อไร และทางออกคืออะไร ในแง่ของนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม ทางออกมิได้อยู่ที่ว่าต้องพึ่งรัฐบาล ทางออกอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้เหตุการณ์เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ฉันจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร นั่นคือการที่เราต้องพึ่งตัวเอง


การอาศัยตัวเอง การปรับนิสัยส่วนตัว การปรับวัฒนธรรมการทำธุรกิจของเมืองไทย การกลับสู่วัฒนธรรมเดิม ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การมีพอกินพอใช้ การมีเพียงพอพยายามละทิ้งวัฒนธรรมแบบบริโภคโดยไม่มีขีดจำกัด


โอกาสนี้เป็นโอกาสของนักธุรกิจนักอุตสาหกรรมของไทย เรามานั่งดูว่า เวลานี้เรามีเวลาว่างมาก การเงินขาดสภาพคล่อง ดอกเบี้ยก็ยังแพงอยู่ เป็นหนี้สินของธนาคาร เงินส่วนตัวก็ติดบริษัทเงินทุนต่าง ๆ กลางคืนก็ไม่สามารถออกไปเที่ยว หรือไปทานอาหารได้มากมาย มีเวลาว่างใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น ก็เป็นโอกาสที่ดีในฐานะผู้บริหาร มานั่งดูตัวเองว่า ที่ผ่านมาบริษัท หรือธุรกิจของตัวเองนั้นผิดพลาดตรงไหน จะแก้ไขได้อย่างไร เพราะถ้าเผื่อไม่เกิดวิกฤตคราวนี้ เรายังหลงระเริงอยู่กับทุกอย่างที่มันยังฟู่ฟ่าอยู่ ไม่มีใครคิดได้ว่าเมืองไทยผ่านมา ๒๕ - ๓๐ ปี มันเป็นการพัฒนา หรือมันเป็นเพียงแต่การทำให้เมืองไทยนั้นทันสมัย เคยมีคนเขียนหนังสือกว่า ๒๕ ปีมาแล้ว เขาใช้เมืองไทยเป็นกรณีศึกษา แต่ผมเห็นชื่อหนังสือแล้วคิดว่า เป็นชื่อที่คนไทยน่าจะนั่งไตร่ตรอง และคิดดูเป็นกรณีศึกษาของเมืองไทย ชื่อหนังสือคือ Modernization or Development ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยนั้น สร้างความยากจนให้มากขึ้น ทิศทางไม่ถึงกับผิดพลาด มันอาจผิดพลาดในเรื่องของการที่มุ่งแต่ทางด้านความทันสมัย มุ่งแต่การเจริญเติบโตทางด้านการส่งออก per capital income ตัวเลขขึ้นมาอยู่เรื่อย ซึ่งก็ขึ้นมาจริง ๆ ความผาสุกหรือความพอเพียงจะเกิดขึ้น มันไม่จริง คนรวย รวยเท่าไรยังไม่พอ คนโกงกินเท่าไร ก็ยังไม่พอ คนมีกิเลส มันก็ยังมีต่อไป เราอาจจะต้องมานั่งดูตัวเองว่า เราเข้าใจคำว่า “พอ” ลึกซึ้งแค่ไหน เราต้องมานั่งตรวจสอบบริษัทตัวเอง ตรวจสอบการบริหารงาน


เมื่อตอนผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้ไปพูดกับนักธุรกิจหลายพันคน ผมเป็นคนแรกที่ชี้หน้านักธุรกิจบอกว่า ควรเลิกวิธีปฏิบัติเก่า ๆ นะ ทำบัญชี ๒ บัญชีนั้นเลิกได้แล้ว คิดเสียภาษีให้ถูกต้อง การให้เงินหน่วยราชการ การให้เงินข้าราชการ ให้นักการเมือง เพื่อซื้อโครงการนั้นโครงการนี้ก็ต้องหยุดเช่นเดียวกัน เพราะส่วนหนึ่งของการวิกฤตของเรา ก็เกิดขึ้นเพราะว่ากิจกรรมทางด้านการเมืองของสังคมไทย และกิจกรรมทางด้านธุรกิจของสังคมไทยมันไม่ได้แตกต่างอะไรเลย นักธุรกิจหลายคนอาจจะไปด่าว่านักการเมืองว่าโกงกิน หรือความประพฤติไม่ดี


ผมอยู่ในวงการธุรกิจมานาน ผมก็เห็นเช่นเดียวกัน เพราะนักธุรกิจไทยก็มีส่วนเหมือนกัน ในการสร้างปัญหาประเทศชาติ พฤติกรรมของนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมของเมืองไทย มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะในเรื่องของการไม่เสียภาษีเงินได้ ไม่เสียภาษี VAT ให้เงินกรมศุลกากรซื้อโครงการ ช่วยพรรคการเมืองใต้โต๊ะ มันก็มี เราต้องเปลี่ยนนิสัยนี้ ถ้างั้นทางออกมันอยู่ที่ไหน เราอาจมีความสบายใจตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีกฎหมายลูกออกมา ๓ ฉบับ ยังต้องมีกฎหมายลูกออกมาอีก ๕-๖ ฉบับ เพราะยังไม่มีองค์กรใดตรวจสอบเลย ยังไม่มีสำนักงาน ป.ป.ป. ใหม่ ยังไม่มีสำนักงานผู้ตรวจสอบแผ่นดินหรือผู้ตรวจงานรัฐสภา ๓ ฉบับที่ออกมาเป็นเพียงแต่ว่าเลือกตั้งได้ แต่อันนั้นมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เราจะต้องแน่ใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาแล้ว ทุก ๆ มาตรามันจะ Function ได้ ทุก ๆ มาตราจะสัมฤทธิผลได้ไม่ใช่กฎหมายลูก ๓ ฉบับเท่านั้น


กฎหมายลูก ๓ ฉบับที่ออกมาเป็นเพียงแต่บอกว่า ถ้าจะมีการเลือกตั้งใหม่ต้องมีกฎหมายลูก ๓ ฉบับนี้ แต่ประเด็นที่ว่า ควรจะมีเลือกตั้งเมื่อไร ไม่เกี่ยวกับกฎหมายลูก ๓ ฉบับ มันจะต้องมีกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ และเราจะต้องแน่ใจว่า ทุก ๆ มาตราไม่ว่าจะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนสิทธิทางด้านการเมือง หน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่ว่าในเรื่องของขบวนการทางการเมือง การเลือกตั้งการตรวจสอบจะต้องออกมาพร้อมกัน เมื่อนั้นเราจึงจะเห็นถึงผลที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคำถามต่อไปว่าประชาธิปไตยพอไหม รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่พอไหม คำตอบบอกว่าไม่พอ ประเทศชาติอยู่ได้ไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย มันอยู่ไม่ได้โดยการที่เราบอกว่าเรามีรัฐธรรมนูญ ทุกประเทศในโลกนอกจากเกาหลีเหนือกับคิวบาเท่านั้น ที่อาจจะบอกว่าไม่สนใจเรื่องประชาธิปไตย ทุกประเทศบอกว่าเวลานี้ฉันเป็นประชาธิปไตย รัสเซีย ฮังการี เชโกสโลวะเกีย จีน เวียดนาม เป็นประเทศประชาธิปไตยหมดแล้ว ถ้าจะเถียงกันว่าประชาธิปไตยกินได้ไหม บางคนบอกว่ากินได้ แต่กว่าจะอธิบายว่ากินได้ ก็ต้องอธิบายขบวนการไปอีกนาน เพราะคนจนคนด้อยโอกาสในทุกสังคมนั้น เขายังมองไม่เห็นว่า เขากินอะไรได้จากประชาธิปไตย เขาจะสามารถส่งลูกหลานไปโรงเรียนได้ไหม มีเครื่องแบบนักเรียนได้ไหม หรือลูกไปแล้วไม่มีเงินกินอาหารกลางวัน เจ็บป่วยรักษาพยาบาลอย่างไร เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเขาจะพึ่งใคร ในสังคมซึ่งยังกระท่อนกระแท่นอยู่ ประชาชนก็ยังหวังพึ่งรัฐมากไม่ได้ เพราะรัฐเองก็มีภาระมาก เราก็อาจจะต้องพ้นกลับไปสู่วัฒนธรรมเดิม ๆ ของไทย หรือ ค่าสังคมของไทยแบบชาวบ้าน แบบชนบทมากขึ้น การอยู่ร่วมกัน การเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


แต่ประชาธิปไตยอันเดียวไม่พอเพราะหลายคนเห็นว่ายังกินไม่ได้ สุดท้ายอะไรที่จะเป็นเครื่องทดสอบว่า สังคมไหนที่มีการจัดการที่ดีพอที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของความยากจน ปัญหาของผู้ด้อยโอกาส อะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม วิธีการจัดการที่ดีที่สุดคือ Good Governance คือธรรมรัฐ คำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ IMF หรือ World Bank หรือ Asian Development ไม่ได้เกิดขึ้นจากนายอานันท์ฯ หรือใครทั้งนั้น แต่มันเกิดขึ้นเพราะว่าทุกสังคมต้องมีการจัดการการบริหารที่ดี ที่ยุติธรรม มีจริยธรรม มีความโปร่งใส จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสังคม และการลดปัญหาการขัดแย้งระหว่างคนในสังคม สิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ประชาชนที่แท้จริงเบื้องล่าง และจะพิสูจน์ได้ว่า สังคมเราไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนจะสามารถ deliver ได้หรือไม่ อันนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ เขากินรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ถ้ามีการบริหารงานที่มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบหลายสิ่งหลายสิ่งหลายอย่างก็จะดีขึ้น แต่ Good Governance นั้น มิใช่เฉพาะทางด้านภาครัฐบาลเท่านั้นก็เพราะว่าเมืองไทยไม่มี Good Governance ทางภาคธุรกิจปัญหามันจึงมีอยู่ อะไรคือธรรมรัฐ?


ธรรมรัฐคือการแสดงออกว่า ฉันเป็นเจ้าของ ทางด้านภาคการเมือง เริ่มต้นจากว่าฉันเป็นเจ้าของประเทศ ฉันเป็นเจ้าของสิทธิอธิปไตย ถ้าเกิดเราเป็นเจ้าของแล้ว เราจะต้องดูแลเรื่องการเลือกตั้ง การมีผู้แทน การมีรัฐบาล คนที่เป็นรัฐบาล เป็นผู้แทน เป็นตัวแทนจากเราเขา ไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่พวกเรา ๆ ทั้งหลายพวกนี้เป็นตัวแทน เราต้องมีสิทธิตรวจสอบได้ เราต้องมีสิทธิลงโทษเขาได้ เขาขึ้นอยู่ที่เรา เขาไม่ใช่เป็นเจ้านายเรา ไม่ได้เป็นผู้สั่งเรา เขาต้องทำตามความปรารถนาของเรา เราต้องมีส่วนร่วม เราต้องอยู่ในขบวนการพิจารณาเรื่อง เราต้องอยู่ในขบวนการตัดสินใจ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายอะไร เรามี ๕๐,๐๐๐ คน เราลงชื่อกันเสนอกฎหมายได้ จะผ่านหรือไม่ผ่านเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเสนอกฎหมายได้ อันนั้นเป็นการแสดงออกถึงสิทธิการเป็นเจ้าของประเทศในระบบการเมือง


ฉันใดฉันนั้น ทางด้านภาคธุรกิจก็ใช้หลักการเดียวกัน เพราะเจ้าของธุรกิจไม่ใช่ครอบครัวไม่ใช่อาเตี่ย อาม้า ไม่ใช่ของผู้บริหารเจ้าของธุรกิจ คือผู้มีหุ้นส่วน โดยเฉพาะที่ผมพูดถึงคือบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องมีข้อยกเว้น บริษัทที่เขาเป็นของครอบครัวเขาก็มีอยู่ และนั่นก็เป็นเรื่องของเขา ในครอบครัวเขาจะโกงกินเขาจะแบ่งแยกอย่างไร จะเอาเปรียบพี่น้องกันอย่างไรนั่นเป็นเรื่องของเขา แต่เมื่อที่ผู้ถือหุ้นมาจากภาคประชาชนด้วย ในลักษณะบริษัทมหาชน หรือลักษณะกึ่งมหาชน เจ้าของไม่ใช่ผู้จัดการ ไม่ใช่กรรมการผู้จัดการเจ้าของคือผู้ถือหุ้น และเมื่อเจ้าของคือผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องมีสิทธิ์ตรวจสอบ มีสิทธิ์เรียกร้องความโปร่งใส ต้องมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องข้อมูลที่สมบูรณ์และข้อมูลที่ถูกต้อง มีสิทธิ์ที่จะดูบัญชีที่ถูกต้องไม่ใช่ ๒ บัญชี บัญชีที่ให้ข้อมูล ให้รายละเอียด และให้ตัวเลขที่ได้มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามซึ่งไว้ใจได้ ไม่ใช่มาจากบริษัทตรวจสอบที่เป็นเพื่อนฝูงที่มีความเกรงใจ ถ้าเราจะสร้างสังคมซึ่งเป็นสังคมเปิด เป็นสังคมที่ต้องอาศัยกลไกทางตลาด สิ่งที่ตลาดต้องการคือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ เพราะตลาดนั้นจะมีปฏิกิริยากับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องการเมือง หรือเรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างจะไวมาก โดยเฉพาะในยุคคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี ตลาดไม่มีหัวใจ ตลาดจะมีปฏิกิริยากับข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ที่ถูกต้อง ถ้าเผื่อระบบใด ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบธุรกิจ ไม่ป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ไม่หมกเม็ดที่ไหน ตลาดจะ Respond ในทางที่ถูกต้องไปสั่งตลาดไม่ได้ แต่ถ้าเผื่อหมกเม็ดหมกตัวเลขหมกข้อมูล ตลาดจะงง ตลาดรับไม่ได้ เมื่อตลาดรับไม่ได้ ตลาดงง ก็เกิดความสงสัย ไม่มั่นใจ ในยามเศรษฐกิจดี ความสงสัยความไม่มั่นใจไม่มีผลกระทบเศรษฐกิจที่ดีเท่าไร แต่ยามเศรษฐกิจไม่ดี ข้อสงสัย ความไม่มั่นใจ มันจะทำให้สิ่งซึ่งไม่ดีอยู่แล้วนั้น เลวมากยิ่งกว่าความจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อถามว่า ทำไมต้องมีบัญชีเดียว ทำไมต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ ทำไมต้องมีการเปิดเผยข้อมูล อันนั้นทำเพื่อคุณเอง ทำเพื่อความอยู่รอดของบริษัทเอง ในโลกสมัยใหม่นั้น ตกแต่งตัวเลขไม่ได้ ตลาดจะไม่เข้าใจ ต้องสร้างความมั่นใจในตลาด ต้องให้ตลาดเชื่อถือ ถ้าเผื่อตลาดมั่นใจ ตลาดเชื่อถือเราแล้ว เราไปรอด เราต้องให้ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท มีข้อมูลที่ถูกต้อง มีตัวเลขที่ถูกต้อง เราต้องมั่นใจว่าฝ่ายบริหาร กรรมการบริษัทต้องทำงานด้วยความซื่อตรง ด้วยจริยธรรม ไม่ได้ช่วยพวกพ้อง ช่วยเพื่อนฝูง ช่วยญาติพี่น้อง สิ่งเหล่านี้ถ้าภาคธุรกิจของไทยไม่เปลี่ยนตัว ไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยอยู่ไปไม่ได้


ปัจจุบันนี้ ภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมบางภาค ซึ่งไม่ควรจะอยู่ในฐานะที่มีความลำบากเลย การผลิตก็ดี การส่งออกก็ดี แต่เนื่องจากไม่มี Good Cooperate Governance ภาคธุรกิจภาคนี้ ใช้เงินกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราเรียกว่า over financing เพราะ เงินที่กู้ยืมมาไม่ได้ใช้ในภาคธุรกิจที่แท้จริงของตัวเอง เงินที่กู้ยืมมาจากธนาคารนั้น เอาไปใช้ในกิจกรรมอื่นธุรกิจอื่น ที่ไม่ตรงกับการขอยืมเงินจากธนาคาร นี่คือปัญหาของเมืองไทย


เราไม่มี Good Cooperate Governance ปัจจุบันเราก็มีปัญหาต่อไป สภาพคล่องไม่มี ผมก็บอกกับทางรัฐบาลว่า ขณะนี้ ความเชื่อถือก็มีพอประมาณแล้ว เงินบาทก็มีเสถียรภาพดีพออัตราแลกเปลี่ยนก็นิ่งอยู่พอใช้ ที่มันเพิ่มจาก ๓๘ - ๓๙ มาเป็น ๔๒ มันไม่ใช่เหตุการณ์ของเมืองไทย เป็นเหตุการณ์ของอินโดนีเชีย เหตุการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ แต่นี่เป็นกลไกทางตลาด แต่เราต้องเริ่มดูแล้วว่า เพราะการแก้ไขปัญหา ภาคการเงิน การคลัง หรือสถาบันการเงินนั้นมันเริ่มต้นมาดีอยู่แล้ว มันอาจมาค่อนทางหรือครึ่งทางแล้ว แต่ยังไม่จบ มันต้องไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราไม่เริ่มดู ภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตที่แท้จริงแล้ว มันก็จะพังกันทั้งประเทศและสิ่งที่ทำกันมาดีอย่างตลอดในเรื่องของภาคการเงิน การคลัง มันก็จะเสียไปด้วย ฉะนั้นเราต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ดูว่า ภาคผลิตที่มันตกไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนที่แล้วมันต้องกลับตัวมาให้ได้ ภาคส่งออกที่มีปัญหา ได้รับ order มาไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ไปทำ packing order ก็ไม่ได้ บริษัทใหญ่ไม่มีปัญหา บริษัทผมไม่มีปัญหา แต่ยังมีบริษัทส่งออกอีกหลายร้อยหลายพันที่ฐานะการเงินไม่ดี รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการมาเรื่อย ๆ เมื่อวานซืนนี้ก็ออกมาว่า จะใช้เงินคงคลัง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และต่อไปก็จะมีมาตรการต่าง ๆ ในเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ใช้เวลา ๔ - ๕ เดือนกว่าจะได้รับคืนมา ก็จะต้องมีมาตรการมีระบบที่จะให้ได้รับเงินคืนมาเร็วขึ้น หรือไม่ได้รับเงินคืนมาเร็วก็อาจจะทำให้ภาษี VAT ที่ติดค้างอยู่ ทำเป็น TAX CREDIT ซึ่งไปหักลบกันข้างหน้าได้ และอาจจะมีมาตรการอีกหลายอันเกี่ยวกับเรื่อง packing credit อาจจะให้ธนาคารส่งออกของเมืองไทย ดำเนินการโดยตรงกับผู้ส่งออกเพราะขณะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมปล่อยเงินที่เข้าสู่ระบบ เงินที่เพิ่มทุน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เงินที่ได้มาจาก World Bank จาก IMF หรือ Asian Development Bank ในเรื่องของ Social Sector มันเข้ามาเมืองไทยจริง แต่ไม่ได้เข้าระบบการเงิน เพราะมันเข้ามาแล้ว มันก็ไปอยู่ตลาดขายธนาคารชาติและกองทุน นักลงทุนก็ดูดไปอีก เพราะเขายังได้ดอกเบี้ยอยู่ ๒๐ - ๒๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะอย่างนั้นไม่เห็นมีความจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดฉบับนั้นออกมา เพื่อที่จะเปลี่ยนสภาพหนี้จากระยะสั้นของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน มาเป็นหนี้ระยะยาว มันไม่ได้สร้างหนี้ให้ประเทศชาติเพิ่มเติม แต่มันเป็นการเปลี่ยนสภาพหนี้และอย่ามานั่งเถียงว่า หนี้นี้เป็นของภาคเอกชน หรือหนี้ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหนี้อะไร ก็คือหนี้ของประเทศ ทุกคนต้องแบกภาระ ทั้งคนจนคนรวย อย่ามาแบ่งแยกเมืองไทย ด้วยพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ อย่ามาแบ่งแยกคนไทยเรื่องศาสนา มันไม่เคยมีวัฒนธรรมนี้ในสังคมไทย สิ่งที่ไม่เคยเป็นปัญหาในสังคมไทย อย่ามาสร้างให้มันมีปัญหามากขึ้น


เราต้องพูดให้รู้ จะเถียงกันในเรื่องของนโยบายเรื่องมาตรการ จะเล่นการเมืองอย่างไรแล้วแต่อย่าเอาปัญหาที่ไม่เคยเป็นปัญหามาเป็นปัญหาในสังคมไทย ปัจจุบันเรามีปัญหามากมายอยู่แล้ว เมื่อวานนี้ทางธนาคารชาติก็ปรับกฎระเบียบออกมาใหม่ เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะที่ผ่านมา ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งติดอยู่เป็นจำเลยในเรื่องของหนี้สูญสงสัย (NPL) บริษัทนั้นตายทั้งเป็น ธนาคารไม่เข้ามายุ่งไม่ให้เงินเพิ่มเติม เมื่อเราเปลี่ยนระดับมาตรฐาน NPL เป็นระดับมาตรฐานของโลก แต่ที่ผ่านมา การตีความหนี้ที่สงสัยจะสูญมันก็ไม่ใช่มาตรฐานของโลก เพราะมาตราฐานของโลกนั้น ก่อนที่จะคำนวณ ว่าหนี้ที่สงสัยว่าจะสูญนั้น เราคำนวณมาอย่างไร ธนาคารพาณิชย์ของไทยส่วนใหญ่ ถ้าเป็น Cooperate Loan มันไม่มีทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในกฎใหม่นี้ การคำนวณหนี้สูญสงสัยนั้น สามารถเอาหลักทรัพย์ค้ำประกันไปคำนวณด้วยความเป็นธรรมและมาหักลบจากจำนวนหนี้สูญสงสัยได้ เพราะฉะนั้นบริษัท ๆ ที่มีหนี้สูญสงสัย ๑๐๐ ล้านบาท ถ้าบริษัทนั้นมีหลักประกันที่ดินตึกแถวอะไรต่าง ๆ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ก็มีการนำไปคำนวณตามกฎใหม่ถ้าเผื่อคำนวณออกมาได้ว่า หลักทรัพย์มีมูลค่า ๕๐ ล้านบาท บริษัทนั้นแทนที่จะมีหนี้สงสัย ๑๐๐ ล้านก็เป็น ๕๐ ล้าน ภาระของบริษัทก็น้อยลงไป ภาระของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องหาเงินทุนเพื่อให้ได้ ตามสัดส่วนของหนี้สูญสงสัยมันก็น้อยลงไป และเป็นการส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ เริ่มจับเข่าคุยกันกับบริษัทที่มีปัญหา เพราะบริษัทที่มีปัญหานั้น อาจจะมี ๕ โครงการ ๓ โครงการ อาจจะใช้ไม่ได้เอาเงินไปให้ลูก ให้ญาติ โกงกัน Management ไม่ดี แต่อาจจะมีอีก ๒ โครงการที่ดี แต่มันเกิดปัญหาสภาพคล่อง


ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถดึงจากระดับหนี้สินสงสัยให้น้อยลงไป เพราะเอาหลักทรัพย์ประกันไปตีราคาได้ ธนาคารพาณิชย์จะมาจับเข่าคุยกับเราว่า ๓ โครงการนั้นอย่าไปยุ่ง แต่อีก ๒ โครงการนี้ยังดีอยู่เอาเงินมาสมทบ เพื่อ ๒ โครงการนั้นฟื้น และเงินที่มา Restructure ใหม่ก็จะไม่คิดเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่สงสัยว่าจะสูญ มาตรการเหล่านี้ นอกเหนือจากสิ่งที่เราคิดว่าเราจะได้เงินจากต่างประเทศเข้ามา เป็นการดำเนินการเพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เพื่อนำไปสู่การทำให้ดอกเบี้ยลดลง ปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับควบคุมได้ เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วเราคิดภาวะเงินเฟ้อไว้ ๗ - ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้เหลือ ๑๑ - ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ทางภาคธุรกิจก็บอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องภาวะเงินเฟ้อมากมายเท่าไร แต่ในเรื่องของรัฐบาลช่วยไม่ได้ที่เขาต้องห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะมันเป็นปัญหาที่กระทบความยากจนของคนในประเทศด้วย รัฐบาลมีมาตรการออกมาเรื่อย ๆ แต่รัฐบาลอธิบายไม่เป็น เมื่อมันออกมาแล้ว ก็ไม่ได้การันตีเสมอไปว่ามันจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยในสายตาของผมมันเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ และต้องหวังว่าโหงวเฮ้งของเมืองไทยดีพอที่จะทำให้เรารอดพ้นวิกฤต

หมวดที่ ๖ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๖ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลกับการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
ห้องประชุม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ความคิดของการที่จะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ มิได้เป็นความคิดใหม่ของรัฐบาลปัจจุบัน มิได้เป็นการกระทำเพื่อเป็นการเอาใจธนาคารโลก หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นความคิดที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยผมยังเป็นรัฐบาลอยู่ เมื่อ ๙ ปีมาแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ระยะสั้น ก็ยังไม่สามารถผลักดัน หรือไม่สามารถที่จะดำเนินการให้มันมีผลสำเร็จได้ ถ้าถามว่าความคิดนี้ดีไหมผมก็อยากจะพูดว่า ที่ผ่านมาเท่าที่ผมติดตามมา ไม่ได้ติดตามอย่างละเอียด แต่พอได้อ่านหนังสือพิมพ์ บางครั้งได้ยินข้อวิพากษ์วิจารณ์ ผมว่าหลายครั้งหลายคราว การวิจารณ์ต่าง ๆ ค่อนข้างจะใช้อารมณ์ และบางคราวใช้การเดาใจซึ่งมันขัดกับหลักการหาวิชาความรู้ นิสัยคนไทยบางครั้งบางคราวไม่ใคร่จะแสวงหาความจริงหรือข้อเท็จจริง

เพราะฉะนั้นในบ่ายวันนี้การพูดถึงคุณภาพของการศึกษาของมหาวิทยาลัยในเมืองไทย อาจจะมีบางครั้งบางคราวหรือบ่อยครั้งที่ผมพูดแล้วสะเทือนใจผู้บริหารหรือคณาจารย์ หรือแม้แต่สะเทือนใจคนไทยเองมากบ้างน้อยบ้าง แต่ผมขอไว้อย่างเดียวครับ ไม่ว่าผมจะพูดอะไรผมจะพูดในสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นไปได้มันเป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริงในชีวิตของคนเรา มหาวิทยาลัยจะยั่งยืนต่อไปได้ ขึ้นอยู่ว่าเมื่อไรเราจะยอมรับสภาพความจริง และเมื่อเรารู้ความจริงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ มันก็แก้ไขไปได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง การแก้ปัญหาต่าง ๆ มันก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น และก็จะใช้แต่อารมณ์กัน

ข้อเท็จจริงในปัจจุบันเป็นอย่างไรข้อเท็จจริงคือว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยนี้ มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่บ้าง หนุ่มสาวบ้าง บางมหาวิทยาลัยก็ตั้งมากว่า ๑๐๐ ปี บางมหาวิทยาลัยก็ตั้งมาเมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปีที่แล้ว หรือเพิ่งเมื่อปีที่แล้ว มันช่วยไม่ได้ ระดับความรู้ระดับความเป็นเลิศก็แตกต่างกัน แต่ที่ผ่านมาเราจัดการศึกษากับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในอดีตจะเป็นเรื่องที่ง่าย รัฐจะเป็นผู้อุดหนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณรัฐเป็นผู้กำหนด แต่ผู้บริหารเป็นผู้ปฏิบัติงาน ภายใต้การควบคุมของรัฐ ภายใต้กฎระเบียบของราชการในเรื่องการเบิกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นไปตามกฎราชการอันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงข้อที่สอง มหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ผมอยากจะพูดว่าไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นภายใต้การควบคุมของระบบข้าราชการ ซึ่งการบริหารงานไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานบุคคล บริหารงานด้านการเงิน บริหารงานด้านการลงทุนต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎราชการ ผมใช้เวลา ๒๓ ปี ในชีวิตผมอยู่ในระบบราชการ ผมใช้เวลา ๒๐ ปีอยู่นอกระบบราชการ ผมรู้ว่ามีความแตกต่างกัน ผมรู้ว่าระบบราชการนั้นแทบจะว่าร้อยทั้งร้อยมีแต่วางข้อจำกัด มีแต่การพยายามจะกำจัดคนไม่ดี คนโกง คนกิน มีกฎเกณฑ์มากมาย ไม่มีความยืดหยุ่น หลายครั้งหลายคราวไม่ใช้สมองและไม่ใช้สามัญสำนึก ใช้แต่กฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ยิ่งมีกฎมากการรั่วไหลก็มีมากขึ้น และไม่สามารถเขียนตัวบทกฎหมายที่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวที่จะป้องกันความไม่ดีของคนได้ ลดความไม่ดีทำได้ แต่ป้องกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มี ไม่มีความยืดหยุ่น เพราะฉะนั้นการบริหารงานต่าง ๆ ภายใต้กฎข้าราชการนั้นมันเป็นเรื่องของภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Paper work มีแต่เอกสารการประชุม ไปที่ไหนก็เป็นปึ๊ง ๆ ไปเบิกเงิน ๕๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ก็ต้องตั้งฎีกา ฎีกาไปที่หน่วยการคลัง และก็ไปตามสายงาน ผ่านอีก ๒๐ โต๊ะกว่าจะถึงคลัง กว่าจะได้เงินก็ใช้เวลา ๓ - ๔ เดือน ผมผ่านมาหมดแล้ว ผมเคยไปสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ค่าสอนเมื่อ ๔๐ ปีก่อนนั้น ชั่วโมงละ ๓๐ บาท ผมได้เงินเดือน ๑,๖๐๐ บาท ผมมีภรรยาแล้วกำลังจะมีลูก ภรรยาผมได้เงินเดือน ๒,๕๐๐ บาท อาศัยทางคุณพ่อคุณแม่อีก เงินทุกบาททุกสตางค์ มันมีความหมายกับชีวิตผม แต่เวลาไปสอนนั้นแทนที่จะได้ ๘๐๐ บาททันที ก็ต้องคอยถึง ๓ เดือน คอยไปถึง ๔ เดือน นี่เป็นเรื่องส่วนย่อย

ถ้าถามว่าการทำงานอะไรต่าง ๆ ก็ดี ถ้าเกิดมองถึงผลเลิศ และความเป็นเลิศแล้ว อยู่ภายใต้ระบบราชการนั้น อาจารย์ขึ้นเงินเดือนที โดยเฉพาะข้าราชการในต่างจังหวัดแล้ว ต้องมีการเช่าบ้านอยู่ ถ้าเกิดมันมีอะไรผิดแปลกไปจากกฎนี้ ต้องส่งเรื่องเข้ามากรุงเทพฯ กว่าจะได้เรื่องกลับไป กว่าจะถึงจุดสำเร็จนั้นยุ่งยากสับสน ใช้เวลามาก นี่เป็นเรื่องย่อย ๆ เขาถามว่าไอ้ที่ผ่านมานี่ เราเถียงกันไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ข้อเท็จจริงคือว่าผมคิดว่าระบบราชการนั้น เอามากำกับการบริหารงานในมหาวิทยาลัย มันไม่ทำความเจริญขึ้นมาเลย อะไรที่เป็นพยานหลักฐานว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ทุกครั้งที่มีหนังสือพิมพ์ตรวจสอบ มีการวิจัย มีการทำการศึกษา วางลำดับความดีเลิศของมหาวิทยาลัยออกมาในภูมิภาคนี้หรือทั่วโลก เอาเฉพาะภูมิภาคนี้นะครับ ไม่ต้องไปแข่งกับฮาวาร์ด เคมบริดจ์หรืออ๊อกซ์ฟอร์ด เฉพาะในภาคนี้ อ่านหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยไทยเคยติดอันดับก่อน ๑ - ๒๐ ไหม ไม่มี ที่จุฬาฯ นี่ก็เต็ม ๆ มหิดลนี่ก็เต็ม ๆ โน่นอยู่ไกลสุด เราเก่งแต่ในบ้านเรา ทำไมจุฬาฯ มหิดล เกษตรศาสตร์ ติดอันดับไม่ได้ ทำไมสู้มหาวิทยาลัยในฮ่องกง ในสิงคโปร์ ในออสเตรเลีย ในญี่ปุ่น ในไต้หวัน ในอินเดียไม่ได้เลย ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยติดอันดับไม่เคย การกีฬาหลายอย่างมันดีขึ้นมา เราได้เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์มากก็จริง แต่การศึกษาไม่ได้ดีขึ้นเลย รุ่นปู่ผม รุ่นตาผมก็ไปเรียนเมืองนอก รุ่นพ่อผมก็เรียนเมืองนอก รุ่นผมนิยมชมชอบการไปเรียนเมืองนอก รุ่นลูกก็ยังไปเรียนเมืองนอก รุ่นหลานก็ยังไปเรียนเมืองนอก ผมเคยไปพูดตามมหาวิทยาลัย ดูอย่างพวกอาจารย์ทั้งหลาย ถ้าเผื่อมีฐานะดีและมีโอกาสส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้ กับเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมืองไทย จะไปที่ไหนก็ไปเมืองนอก

เราต้องหยุดคิดว่ามันเพราะอะไร ทำไมญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เราก็เริ่มจุฬาฯ ญี่ปุ่นเขามีมหาวิทยาลัยโตเกียว ทำไมมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลกแห่งหนึ่ง ทำไมคนญี่ปุ่นเขาไม่ต้องไปเรียนปริญญาตรีเมืองนอกกัน เขาอาจจะไปเรียนเมืองนอกไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไปเรียนปริญญาโท คือต้องการประสบการณ์ แต่มันไม่ใช่เรื่องของการที่ว่ามหาวิทยาลัยเมืองนอกมันดีกว่า เพราะฉะนั้นต้องพยายามต้องกระเสือกกระสน และค่านิยมของคนไทยไม่ใช่แค่ไปมหาวิทยาลัยอย่างเดียว แม้แต่ summer school เด็ก ๑๒ – ๑๓ ขวบก็นิยมส่งไปเรียนต่างประเทศ

คำถามที่บอกว่าที่ไปต่างประเทศน่ะ มันดีกว่าเมืองไทยไหมมันไม่ได้ดีกว่าเสมอไป เพราะไปมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ก็ไม่ได้มหาวิทยาลัยที่ดี โดยเฉพาะไปที่อเมริกาไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ใครเขาไม่เคยได้ยิน บางครั้งไปอยู่มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองวิทยฐานะด้วย แต่ความรู้สึกว่า ความรู้สึกดูถูกวิทยาลัยในเมืองไทยความรู้สึกว่ามันไม่ดีจริง มันฝังอยู่ในความคิดอ่านของคนไทย และประกอบกับพยานหลักฐานที่ผมเรียนให้ทราบ มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่เคยติดอันดับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่น่าคิดว่า มหาวิทยาลัยเราไม่ติดอันดับแล้ว มันหมายความว่าอย่างไรอะไรคือมหาวิทยาลัย อะไรคือการเรียนรู้ในระดับนี้ มหาวิทยาลัยที่ดีควรมีอะไรบ้าง หนึ่งต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ จะมีความเป็นเลิศทางวิชาการได้ จะต้องมีความเป็นเลิศในเรื่องของวิชาความรู้ วิชาการของคณาจารย์จะวัดกันได้อย่างไร วิธีวัดง่าย ๆ ก็คือเราจะต้องรู้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น สัดส่วนของอาจารย์กับนักศึกษานั้นเป็นอย่างไร สัดส่วน ๑ : ๑๐ หรือ ๑ : ๒๐ ในจำนวนคณาจารย์มีปริญญาเอกกี่คน ปริญญาโทกี่คน ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยใด แต่นี่ก็เป็นการคำนวณอีกแบบหนึ่งใช้ตัวเลขวัด เพราะหลายครั้งหลายคราวนั้น คนที่จบปริญญาตรีอาจจะสอนดีกว่าคนที่จบปริญญาเอกก็ได้ เพราะคนที่จบปริญญาเอกอาจจะรู้แต่สื่อไม่ได้ หรือบางครั้งบางคราวไม่สนใจการให้การศึกษา ไม่มี commitment ความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเป็นเลิศของเด็กนักเรียนด้วย

ถ้าเผื่อนักศึกษาเข้ามาพื้นฐานขั้นต้นไม่ดี ไม่สนใจการเรียน สนใจแต่กิจกรรมพิเศษ ซึ่งไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอย่างนี้เสมอไป แต่ต้องแบ่งเวลาให้ถูก ถ้าเผื่อเด็กหรือนักศึกษาไม่มีความเป็นเลิศในวิชาขั้นพื้นฐานแล้วก็ลำบาก ให้คณาจารย์ดีอย่างไร สอนดีอย่างไร เด็กก็ไม่ซึมซาบ และต้องมีความเป็นเลิศในเรื่องของการวิจัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนมัธยมหรือประถมที่มีแต่ครูสอนกับนักเรียนผู้รับฟัง มหาวิทยาลัยจะดีเด่นได้ ต้องมีการทำวิจัยที่เป็นเรื่องเป็นราว

และจะต้องมีอะไรอีก จะต้องมีความเป็นเลิศในทางบริหาร ด้านบุคลากร ด้านการเงิน ด้านการลงทุน อะไรต่าง ๆ ความเป็นเลิศเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าในหัวใจของคนแล้ว สิ่งที่จะต้องถามก็คือ ไอ้ความเป็นเลิศที่ควรจะต้องมีนั้น ระบบราชการนั้นต้องช่วยส่งเสริมและให้เขาไปถึงสู่จุดนั้น

ผมไม่ต้องการให้คำตอบ แต่ผมคิดว่าทุกท่านที่มีหน้าที่อยู่ในการบริหาร คงให้คำตอบได้ ผมไม่อยากจะบอกว่าขณะนี้รัฐบาล หรือแม้แต่ตัวผมเองอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยนั้นเดินไปในทิศทางใด แต่ผมอยากจะทราบเหตุผลต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่คำตอบเมื่อถึงปลายทางของการปฏิรูป ถามว่ามหาวิทยาลัยในสิงคโปร์เขาติดอันดับเสมอ หรือมหาวิทยาลัยในฮ่องกง มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีก็แตกต่างกันไป แต่ทำไมเขามีความเป็นเลิศได้ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าที่สิงคโปร์ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน ทุกมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์และหลายมหาวิทยาลัยในฮ่องกง เป็นมหาวิทยาลัยที่ทางราชการ อุดหนุนเงินทุนจากรัฐ แต่เขาสามารถมีความเป็นเลิศได้ เพราะเขาสามารถบริหารงานนอกระบบราชการ ที่นี้พอถึงเมืองไทยมีการพูดว่ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบ แต่หลายครั้งหลายคราวนั้นก็ยังมีความสับสนอยู่ อาจจะไม่สับสนในตัวมหาวิทยาลัย แต่สับสนในคนข้างนอก ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแปรสภาพไปสู่ภาคเอกชน สิ่งที่เราพูดกันนี้หรือพยายามวิจารณ์กันไม่ใช่เรื่อง privatization ไม่ใช่นะ ไม่ใช่เป็นการแปรสภาพจะยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เป็นภาคเอกชน

ในเรื่องของมหาวิทยาลัยนี้ไม่ใช่เรื่องของ privatization ในเรื่องของมหาวิทยาลัยนั้น เงินอุดหนุนจากรัฐต้องมีอยู่ต่อไปและมีอยู่ในจำนวนไม่น่าที่จะน้อยกว่าที่เคยผ่านมา มหาวิทยาลัยใน สิงคโปร์ในฮ่องกงแม้แต่ในออสเตรเลียเขาก็ยังได้รับอยู่ตลอดเวลา มหาวิทยาลัยที่อังกฤษอ๊อกซ์ฟอร์ดก็เช่นเดียวกัน

ข้อแตกต่างมีอยู่นิดเดียวในอดีต นี่ไม่พูดถึงระบบการศึกษานะครับ งบประมาณเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาจากรัฐเพราะว่ารายการเก็บค่าหน่วยกิตก็ดีการสอนก็ดี แต่ในต่างประเทศก็อาจจะสัดส่วน ๖๐ : ๔๐ หรือ ๕๐ : ๕๐ เพราะฉะนั้นในขณะที่พูดกันนี้ ขอรับรองว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับในภูมิภาคนี้ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ ฝรั่งเศส ในเยอรมัน อเมริกา มหาวิทยาลัยดี ๆ นั้น เขาบริหารกันอย่างไร ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยในโลกนี้ที่ติดอันดับ ที่บริหารภายใต้ระบบราชการ ไม่มีเลย

ผมเคยพูดอยู่หนหนึ่ง เอ๊ะ มหาวิทยาลัยในเมืองไทยนี่แปลกนะ เขาอยากจะปลดทาสออกก็ไม่ชอบ อยากจะอยู่ในระบบความเป็นทาสต่อ ไม่มีมหาวิทยาลัยใด ๆ ในโลกนี้ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ที่มีการบริหารงานภายใต้ระบบราชการแล้วก็มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการ แต่มีเงินอุดหนุนจากรัฐทั้งนั้น อันนี้เป็นข้อเท็จจริง

ในอเมริกาก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างฮาวาร์ด เยล พริ้นซ์ตัน มหาวิทยาลัยเหล่านี้เขาร่ำรวยกันดีเขาสะสมเงินแล้วก็เอาเงินสะสมนี้ไปหารายได้ เหมือนอย่างจุฬาฯ อาจจะมากกว่าจุฬาฯ แต่การก่อตั้งจุฬาฯ สมเด็จพระปิยมหาราชก็มีเป็นกองทุนที่ดินต่าง ๆ ไปเก็บรายได้ไปลงทุนหาดอกเบี้ย ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สหกรณ์ แต่ของเขากองทุนใหญ่กว่ามาก เพราะฉะนั้นฮาวาร์ดกับเยลเขาไม่ต้องพึ่งเงินจากรัฐ บางครั้งบางคราวอาจจะได้เงินจากรัฐอุดหนุนในเรื่องของการวิจัย แต่เขามีระบบซึ่งแต่ละมลรัฐของเขา เช่น North Calorina ที่ Chayelhill มหาวิทยาลัย North Calorina เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา ภายใต้ระบบรัฐ คำว่าภายใต้ระบบรัฐหมายความว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลของมลรัฐเป็นผู้ตั้ง เงินอุดหนุนมาจากรัฐ สภาของมลรัฐนั้นของ Calorina แต่เมื่อเขาให้เงินไปแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วให้เขาจะแต่งตั้งคณะที่เรียกว่า Council of Trustees หรือ Board of Governors แล้วแต่ จะเรียก แล้วคณะกรรมการชุดนั้นจะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของหน่วยงานนี้ คนที่เป็นอธิการบดีจะต้องรายงานตรงต่อคณะกรรมการแต่ละปี สภาเขาก็จะกำหนดวงเงินมาให้ บางแห่งทีละ ๒ ปี และเมื่อได้เงินไปแล้ว อธิการบดี(President) ก็จะมีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะจับจ่ายตามรายการ ตามประเภท ตามจำนวนเงินที่ได้รับ ไม่ต้องไปตั้งฎีกาไปเบิก อำนาจอยู่ที่ตัวมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวอธิการบดีก็อาจจะมีได้ แต่ต้อง accountable คือจะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อ Trustee และทุกรายการจะต้องมีการตรวจสอบที่เขาเรียกว่า post audit ตราบใดที่ President อธิการบดีใช้เงินถูกต้องภายใต้ขอบเขตที่กำหนดไว้ภายใต้รายการนั้น ที่เขามีอำนาจความรับผิดชอบดำเนินการ เขาไม่ต้องไปฎีกา เขาไม่ต้องไปขอทบวงมหาวิทยาลัยอีก ความยืดหยุ่นมันมี ความรวดเร็วมันมี อันนี้เป็นหลักการที่เขาใช้กันทั่วไป

ที่สิงคโปร์ก็เช่นเดียวกัน เงินอุดหนุนจากรัฐมีแล้วก็มีคณะกรรมการพิเศษเรียกว่า Governor หรือ Trustee อันนี้แหละครับที่เขาทำกันในภาคเอกชน ภาคธุรกิจเพราะอำนาจหน้าที่อำนาจความรับผิดชอบของการบริหารการเงิน ของการบริหารบุคลากรขึ้นอยู่กับ Chief Executive Officer ซึ่งในมหาวิทยาลัยก็คือตัวอธิการบดี เมื่องบประมาณออกมาแล้วเงินอุดหนุนออกมาจำนวนแน่นอนแล้ว เป็นหน้าที่ของอธิการบดีกับคณะจัดการที่จะดำเนินการบริหารภายใต้วงเงินนั้น เขาต้องรับผิดชอบเอง ถ้าเผื่อเขาไปใช้ในทางที่ถูก ใช้ไปในทางที่ดี เขาต้องรับผิดชอบอีกต่อหนึ่งคือคณะกรรมการใหญ่ ซึ่งกรรมการใหญ่ก็จะต้องรายงานสภา เพราะสภาเป็นผู้ตั้งงบประมาณ ในกรณีที่รัฐเป็นผู้อุดหนุนรัฐมีหน้าที่อย่างเดียวคือตรวจสอบภายหลัง ที่ผมพูดมาก็คงพอจะมองเห็นนะครับว่า วิธีการบริหารแบบนี้มันจะสร้างความรวดเร็ว สร้างความยืดหยุ่น สร้างความเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย และจะส่งเสริมอะไรหลายอย่าง ระบบนี้เป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลก

แต่ทำไมของเรารู้สึกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังไม่เข้าใจ ก็มีการปรามบ้างว่า อาจารย์ห่วงความไม่แน่นอนบ้าง รัฐบาลอธิบายไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง อาจารย์เคยชินกับชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม อาทิตย์หนึ่งสอนหนังสือสองชั่วโมง มามหาวิทยาลัยอาทิตย์ละ ๒ - ๓ วัน นับวันจะหากินส่วนตัวไปเรียนเอาวุฒิไปตั้งบริษัทที่ปรึกษา ผมเป็นห่วงทุกท่าน ส่วนหนึ่งคงเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่สามารถสื่อให้คนเข้าใจและส่วนหนึ่งนั้นก็มีความเห็นว่า เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ถูกของคณาจารย์ เพราะว่าผมไปที่ไหนพวกอาจารย์กันเอง ก็บอกว่าชีวิตอาจารย์สบายยังไง ก็ไม่เหมือนชีวิตทำงานที่บริษัท หรือแม้แต่งานของกระทรวงอื่น ๆ ที่มีการตรวจสอบง่าย ๆ ว่า แต่ละชั่วโมงอยู่ที่ไหนและควรจะอยู่ที่ไหน อาจารย์หายไปจากมหาวิทยาลัยก็ไม่มีใครรู้ จะห้ามอย่างไรได้ ไปหากินส่วนตัว ไปแข่งขันกับวิชาชีพของลูกศิษย์ เงินเดือนข้าราชการก็ได้รับ หนีตามกันไป เอาใจนักเรียนหน่อยได้เลือกตั้งเป็นคณบดีอีก ไปแข่งขันอธิการบดีก็ต้องสู้กันในเหตุของการเมือง เข้าใจว่าระบบประชาธิปไตยนั้นมันใช้ได้ในทุกแห่ง ทุกอย่างที่มีเลือกตั้ง ลืมความมีอิสรภาพในทางวิชาการ ลืมความมีอิสรภาพในการบริหาร ลืมความเป็นเลิศทางวิชาการ ลืมความเป็นเลิศของเด็กนักเรียน ลืมความเป็นเลิศในเรื่องของการวิจัย ไม่มี commitment อยู่ไปวัน ๆ มันสบายดีก็เหมือนข้าราชการส่วนอื่น สิ่งเหล่านี้ที่ทำงานมาเมืองไทยมันไม่มีขั้นต่ำ และผมก็ทราบ ถ้าเผื่อลูกผมยังคิดว่าจะต้องส่งหลานผมอีกไปเรียนที่ต่างประเทศเมื่อไหร่มันจะจบสิ้นเสียที นี่ถ้าเกิดระบบที่ผมว่า การบริหารไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการจะต้องดีแน่เพราะทุกแห่งเขาก็ทำอย่างนั้น ถามว่าออกมาแล้วจะดีจริงหรือไม่ ก็ไม่จริงเสมอไป มันเป็นเพียงแต่คำตอบส่วนหนึ่งเท่านั้น เราปลดแอกออกมาจากระบบราชการออกมาแล้ว แรงกระตุ้นของเรา ทัศนคติของเรายังติดยึดอยู่กับของเก่า ๆ จิตวิญญาณก็ยังเป็นข้าราชการอยู่มันก็เจ๊งเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องมีการเตรียมจะต้องมีเวลาที่เราเรียกว่า Transition ไม่ใช่ออกปุ๊บติดปั๊บ มันต้องใช้เวลา ๕ – ๑๐ ปี อันนี้แหละครับ เป็นสิ่งที่นิสัยคนไทยกลัวความไม่แน่นอนของอนาคต ทางรัฐบาลจะต้องพูดให้มันแน่วแน่รัฐบาลมี commitment อย่างไร รัฐบาลต้องออกมาชี้แจง จะมาบอกว่าสำนักงบประมาณไม่ทำตามนโยบายบอกไม่ได้ สำนักงบประมาณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อไปเกี่ยวข้องกับสำนักงบประมาณ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องพูดออกมาให้แน่ชัดว่า หนึ่ง - เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนที่เอาแต่กำไร สอง - จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นบริษัทเอกชนที่อยู่ในกำกับของรัฐ แต่จะเป็นการกำกับไม่ใช่การควบคุม เท่าที่ผ่านมาระบบราชการควบคุม และควบคุมก่อนเหตุเสมอ ควบคุมก่อนใช้เงิน ควบคุมก่อนขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปนี้จะใช้ระบบตรวจสอบเฉย ๆ

ฉะนั้นจะต้องบอกให้แน่ชัดว่าจะมีวิธีการคิดอย่างไรซึ่งก็มีระบบแตกต่างกันไป ดูจำนวนนักเรียนดูจำนวนนักวิจัย ดูจำนวนอาจารย์ จำนวน grade ของอาจารย์ ปริญญาเอก ปริญญาโท ดูความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ดูความจำเป็นของแง่ที่จะต้องก่อสร้าง มีหลายระบบวิธีคิด ผมไม่ทราบว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่เราอ้างอิงได้ ต้องบอกให้ทราบอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้เขาเคว้งคว้างอยู่ในใจว่าเอ๊ะอีก ๒ ปี ก็จะถูกลอยลำ อย่าสร้างความไม่แน่นอน อย่าสร้างความว้าเหว่ให้กับตัวมหาวิทยาลัย ต้องใช้เวลาอธิบายให้เขาเข้าใจ ต้องใช้เหตุผลข้อเท็จจริง พยายามโน้มน้าวอาจารย์ที่คัดค้าน ตอนหลังผมได้ยินว่าอาจารย์มาให้นักเรียนร่วมคัดค้านด้วย สิ่งไหนที่ไม่แน่นอนแล้ว อันนี้เป็นนิสัยของคนไทย กลัวไว้ก่อน สิ่งที่ไม่เห็นในอนาคต เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนในอนาคต คนไทยจะต้องกลัวไว้ก่อน ความเสี่ยงในชีวิตเรามันมีอยู่เสมอแต่มันก็ต้องเป็นความเสี่ยงที่อยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริงอยู่บนมูลฐานของข้อมูล อยู่บนมูลฐานของสติปัญญา ต้องทำให้ผู้บริหารงานมหาวิทยาลัย คณาจารย์ที่ไม่เห็นด้วย ที่คัดค้าน ต้องพยายามโน้มน้าวให้เขาเข้าใจ ด้วยการพูดให้แน่ชัดว่า หนึ่ง - มิใช่เป็นเรื่องของการแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนที่มองหาแต่กำไร มหาวิทยาลัยมิใช่บริษัทค้ากำไร มหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในตลาดวิชาการ แต่ไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรถ้าเกิดมีผลกำไร เงินกำไรนั้นมันจะต้องย้อนกลับไปลงทุนเพื่อสร้างความเป็นเลิศให้มากขึ้น สอง - เงินอุดหนุนจะต้องมีต่อไป และไม่น่าจะน้อยกว่าที่ผ่านมา แต่ต้องมีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าในวันข้างหน้านั้นจะสร้างกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้อย่างไร สาม - พูดให้แน่ชัดว่าถ้าเผื่อจะอยู่หรือไม่อยู่ในระบบราชการต่อไป มันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะต้องแบกภาระทั้งหมด ปัจจุบันค่าเล่าเรียนก็ดี ค่าหน่วยกิตก็อาจจะต้องมีการขึ้นไปกว่านั้น ตามความผันแปรของสังคมก็ต้องพูดให้แน่ชัดว่า วิธีการที่จะให้เงินอุดหนุนมามันจะต้องดูด้วยว่าถ้าเผื่อเป็นคณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวะ ซึ่งมีตลาดแรงงานมาก คนอยากจะเรียนมาก มันเป็นสิ่งที่เป็นวิธีการคำนวณการอุดหนุนอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ที่อาจจะมีคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และคณะอะไรต่าง ๆ หรือแม้แต่จะไปเรียนวรรณคดี เรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ขายได้ง่าย ๆ สัดส่วนของการอุดหนุนนี้ เราจะต้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเขามีความมั่นใจว่า ไม่ใช่ไปลงทุนเฉพาะวิศวะ หรือแพทย์ศาสตร์ เพราะว่าการเรียนรู้ สังคมต้องการคนทุกประเภท ต้องการนักคิด นักปรัชญา ต้องการนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารธุรกิจ ฯลฯ ต้องผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เราจะต้องให้เขามีความมั่นใจว่า ถ้าเผื่อเขาออกจากระบบราชการแล้วไปบริหารกันเอง รัฐบาลคงคำนึงถึงเรื่องเงินอุดหนุนอยู่ ตามสัดส่วนที่มากกว่า เมื่อคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้ว กับคณะที่ อย่างที่ผมพูด คณะนี้อย่างที่ว่าหานักเรียนมาได้ยาก ผลิตแล้วหางานไม่ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าสังคมของเรามีแต่เด็กวิศวะ มีแต่แพทย์ มีแต่นักคอมพิวเตอร์อย่างเดียวสังคมนั้นจะเฉา ถ้าเผื่อไม่มีนักคิดทางด้านสังคมศาสตร์ ผู้สนใจทางด้านสิทธิมนุษยชน ผู้สนใจในเรื่องอดีตโบราณ กาพย์ กลอน เราต้องส่งเสริมพวกนี้ต่อไป

เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องพูดให้แน่ชัดว่า จะให้เวลาการเตรียมตัวเท่าไร การจะออกจากระบบราชการนั้นควรจะให้เป็นการตัดสินใจของเขาด้วย รัฐต้องเปิดใจให้กว้างว่าเขามีสิทธิที่จะเลือก เลือกที่จะออกหรือไม่ออก ในใจผมอาจจะคิดว่าใครไม่ออกคนนั้นโง่ แต่ก็เป็นความคิดที่อยู่ในใจ แต่อย่าไปว่าเขา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่เขา เราต้องเข้าใจเขาหาวิธีอธิบาย พยายามโน้มน้าวเขา และให้เขามีทางเลือก แต่การจัดวิธีทางเลือกให้เขา เราจะต้องจัดให้ในลักษณะที่ว่าเขาไม่อยากจะเลือกในสิ่งที่ไม่อยากให้เขาเลือก เพราะฉะนั้นทางเลือกคือออกก็ได้ ไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าเผื่อไม่ออกพัง ก็คือว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้าออกก็ไม่ใช่ว่าจะต้องออกทั้งหมดทันที อาจจะออกเป็นขั้นตอนก็ได้ วิธีออกนั้นออกได้หลายลักษณะ อย่าให้เขาจนมุม อย่าให้เขาต้องตกอยู่ในฐานะหลังชนฝาแล้วก็ต้องเลือก เอาเขามาร่วมในการวางแผนด้วย จัด Workshop จัดสัมมนา ใครที่ไม่เห็นด้วย ใครที่มีข้อปัญหา ใครที่มีข้อสงสัยให้เขาได้พูดคุยกัน ถ้าเผื่อในสังคมเมืองไทยเราไม่เริ่มที่จะคุยกัน หันหน้าเข้าหาและคุยกัน ไม่ใช่หันหน้าเพื่อตีกัน หรือหันหลังเพื่อด่ากัน แต่หันหน้าเพื่อคุยกัน สร้าง dialoque เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้เขามีส่วนร่วมว่าเขาจะออกในลักษณะไหน แล้วก็ไปทำการศึกษาว่าแต่ละประเทศ แต่ละระบบนั้น ระบบนี้ไม่ใช่ระบบราชการในปัจจุบัน แต่เป็นระบบออกนอกราชการ เป็นระบบของการคำนวณการเงินอุดหนุน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ และระบบคำนวณเงินอุดหนุนนั้น จะต้องให้แน่ใจว่าไม่ได้อยู่ในภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองด้วย อย่างอเมริกานี่ถ้าเป็น State University จริงอยู่สภาเป็นผู้อนุมัติโครงการ แต่วิธีการที่จะนำเงินมาสู่จำนวนที่ถูกต้องนั้น ก็จะมาจากคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นอิสระและไม่ใช่นักการเมือง และเขามีกำลังวังชาที่จะต่อรองกับนักการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นต้องฟรี อย่าไปกำหนดให้เขาว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เอาเขามามีส่วนร่วมด้วย อธิบายให้เขาเข้าใจ เคยมีคนบอกว่าตอนนี้ตำแหน่งอาจารย์คนไหนเกษียณให้ยุบ ฟังแล้วตกใจว่าอ้าวต่อไปจะเพิ่มจำนวน จะทำอย่างไรก็พูดมาให้ชัดว่าไม่ได้ยุบ ให้ยุบตำแหน่งนั้นแต่เงินยังเก็บไว้ให้ เพื่ออะไรมันอาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีตำแหน่งหนึ่งในคณะอื่น หรือในสายงานอื่นที่มีความจำเป็น แต่เงินยังอยู่

สิ่งที่เราจะต้องมีปัญหามากเมื่อออกไปจากระบบแล้ว ถ้าเผื่อจิตใจความนึกคิดหรือจิตวิญญาณยังเป็นข้าราชการอยู่ และยังทำงานแบบข้าราชการ อย่างนั้นไม่มีทางรอดหรอก ก็จะกลับไปสู่ระบบเดิม คือตัวเองสร้างระบบนี้ขึ้นมา อันนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย สร้างไว้แล้วไม่มีใครควบคุมเลย เพราะคำว่าระบบราชการ (bureaucracy) ไม่ได้หมายความว่า มันจะเกิดขึ้นได้ในหน่วยงานราชการหน่วยงานธุรกิจใหญ่ ๆ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทใหญ่ ๆ มันก็สร้าง bureaucracy ขึ้นมาได้ ระบบราชการที่เราพูดถึงนี้เป็นระบบที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งทั้งในภาคราชการภาคนอกราชการ เมื่อหน่วยงานนั้นมีความใหญ่โตและมีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราออกจากระบบราชการมาบริหารกันเอง ถ้าเผื่อหัวสมองเรายังไม่วิ่งให้ทันสมัย ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีการศึกษาวิธีการเป็นอย่างไร คนก็จะสร้างระบบราชการขึ้นมาเอง และมันก็เกิดขึ้นแล้วในบางกรณีในเมืองไทย ที่ออกมาแล้วยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เพราะหนึ่ง -ไม่มีใครตอบ สอง -ไม่มีใครตรวจสอบคุณภาพ โรงเรียนในอังกฤษไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมัธยม โรงเรียนที่เป็น Public School , Elementary School หรือแม้แต่ Nursery ของมหาวิทยาลัย จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ เรื่องตรวจสอบไม่ค่อยมีใครค่อยชอบ แต่ถ้าในวงการมหาวิทยาลัยไม่สามารถสร้างหน่วยงานตรวจสอบเหมือนที่เมืองนอกเขาก็จะเป็นปัญหา การตรวจสอบคุณภาพเป็นเรื่องใหม่ของเมืองไทยมากและอันนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงที่สุด ว่าในการออกมาแล้วไม่มีระบบที่ตรวจสอบที่ดี เงินก็จะละลายไปในแม่น้ำ

เพราะฉะนั้นอันที่หนึ่ง - บอกตรงนี้เลยว่าน่าจะออก เพราะผมไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยใด ๆ ซึ่งติดอันดับในโลกหรือในภูมิภาคที่อยู่ภายใต้ระบบราชการ ไม่เคยเห็นนะ อันที่สอง - ออกแล้วมีคำตอบหรือเปล่าว่ามีการวางมาตรการเตรียมการทั้งฝ่ายรัฐบาลแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะออกมาแล้วคุณจะต้องบริหารด้วยตัวคุณเอง ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการ สภามหาวิทยาลัยเดิมซึ่งเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ การทำงานขาดความยืดหยุ่น ล่าช้า เพราะฉะนั้นถ้าจะออกนอกระบบราชการจะต้องมีโครงสร้างใหม่ โครงสร้างของคณะกรรมการที่เรียกว่า Trustee หรือ Governor ต้องมีใหม่หมด ต้องมีการเขียนแผนงานให้ชัด ต้องมีการเขียนโครงสร้างนี้ว่าเป็นอย่างไร อะไรในโครงสร้างนั้น แต่ละหน่วยนั้นมีความรับผิดชอบ ความยุ่งเกี่ยว ความเกี่ยวโยงกันอย่างไร อันนี้จะเป็นเรื่องใหม่

ตอนนี้เราได้มาซึ่งความมีอิสระแต่ไม่มีความอิสระไหนที่ได้มาโดยไม่มีพันธะ คุณมีสิทธิ คุณก็มีหน้าที่ คุณมีความอิสระ คุณต้องมีความรับผิดชอบ แต่การรับผิดชอบตรงนี้ คือการรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวคุณ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะพูดกันต่อไป ไม่ใช่ว่าจะออกไม่ออก แต่เมื่อออกมาแล้ว เรามีการเตรียมการกันอย่างไร ความพร้อมของแต่ละคนอยู่ที่ไหน ความไม่พร้อมอยู่ที่ไหน และถ้าเกิดมีความไม่พร้อมจะแก้ไขอย่างไร เพราะส่วนใหญ่จะมานั่งเถียงกันว่า จะออกหรือไม่ออกเท่านั้น ผมไม่รู้ว่าจะเถียงกันกี่สิบปีถึงจะหยุด มันถึงไม่ไปไหน มหาวิทยาลัยไทยก็ยังไม่ติดอันดับเช่นเดิม และลูกผมก็คงพยายามทำงานหาเงินเพื่อส่งหลานผมไปเรียนต่างประเทศอย่างเดิม

หมวดที่ ๖ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ธรรมาภิบาลในการบริหารมหาวิทยาลัย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ท่านประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ท่านอธิการบดี และท่านคณาจารย์ทั้งหลาย

เรื่องที่จะมีการจัดสัมมนากันคือการบริหารการจัดการที่ดีในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ในมหาวิทยาลัยไทย เรื่องนี้ผมอยากจะขอย้อนถึงประวัติบ้างเล็กน้อย เพราะว่าในระยะเวลาที่ผมอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารประเทศนั้น ก็ได้พยายามด้วยความช่วยเหลือของรัฐมนตรีบางท่าน และอาจารย์บางท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้พยายามที่จะผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยในเรื่องของการบริหารที่ดี

พวกเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รากฐานของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยนั้น เริ่มต้นตั้งแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น เป็นการจัดตั้งขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เฉพาะ เป็นระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารภายในประเทศ ความจำเป็นของรัฐที่จะต้องมีข้าราชการ เพราะฉะนั้นประวัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็สืบเนื่องมาจากความต้องการของรัฐที่จะผลิตบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยบริหารงานประเทศชาติในฐานะข้าราชการประจำ ผมท้าวความถึงอันนี้ก็เพราะอยากที่จะให้อยู่ในจิตใจของพวกเราว่า หน้าที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาขั้นสูง คือ การตอบสนอง ในอดีตนั้นอาจจะเป็นการตอบสนองความต้องการของรัฐ แต่ผ่านมา ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี วิวัฒนาการทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจของเมืองไทย การตอบสนองนั้นก็อาจจะต้องเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมส่วนใหญ่ เมื่อจุฬาฯ ตั้งขึ้นมาก็ได้มีการผลิตบัณฑิต ก็เริ่มต้นด้วยดี ก็มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขึ้นมาอีก มีการตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อตอบสนองความต้องการในเรื่อง discipline มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังคมกำลังเริ่มตื่นตัวทางด้านการเมือง อุดมการณ์ทางด้านการเมือง อุดมการณ์ทางด้านสังคม อันนั้นก็เป็นการตอบสนองความต้องการอีกลักษณะหนึ่ง เสร็จแล้วก็มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมอยากจะบอกว่า ด้วยความจริงใจ ผมอาจจะมีความผิดหวังเล็กน้อยในคณะวิศวฯ ของจุฬาฯ และในคณะวิศวฯ ของมหาวิทยาลัยหลายอย่างเพราะแนวโน้มในอดีตและปัจจุบันซึ่งผมคิดว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแน่นอนคือว่า มหาวิทยาลัยจะต้องไม่ใช่ผลิตบัณฑิตเพื่อไปนั่งโต๊ะ ใส่สูท ใส่เนคไท นั่งห้องแอร์ เพื่อคอยเป็นหัวหน้ากอง เป็นอธิบดี ความต้องการของประเทศชาติอยู่ที่คนที่จะลงมือทำเอง มีการกล่าวหาซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงว่า โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นี้ เวลาเขาจะคัดเลือกคนเข้าโรงงาน เขาอยากได้คนที่จบ ปวช. ปวส. คนที่จบการศึกษาเทคโนโลยีมากกว่า เพราะคนนี้พร้อมที่จะมือเปื้อน มือดำ ไม่เหมือนกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยซึ่งอาจจะต้องการตั้งแต่วันแรก ต้องการผูกเนคไท ใส่เสื้อขาว ใส่สูท เข้าทำงานในห้องแอร์และไม่ชอบที่จะเดินตรวจงาน

เมื่อเราพูดถึงความต้องการของสังคม เราจะต้องนิยามให้แน่นอนว่า คำว่า “สังคม” เราหมายถึงอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้บอกว่า มหาวิทยาลัยไทยเราไม่ได้ก้าวหน้าในระยะ ๕๐ ปี หรือ ๘๐ ปีที่ผ่านมาความก้าวหน้ามีอยู่หลายทาง ผมไม่ต้องพูด ณ ที่นี้ แต่ถึงเวลาที่เราควรจะต้องดูตัวเราเองว่า จุดอ่อนจุดบกพร่องของเราอยู่ที่ใด

ผมเคยได้รับเกียรติเชิญนั่งในสภามหาวิทยาลัยที่นิด้า ผมนั่งอยู่ ๔ วาระ ที่จุฬาฯ นั่งอยู่ ๒ วาระและตอนออกมาผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย ๘ แห่งไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผมบอกผมไม่ได้เป็นนักเรียนเก่าธรรมศาสตร์ เขาบอกถ้าผมรับ ผมจะเป็นคนแรกที่ไม่ใช่นักเรียนธรรมศาสตร์แล้วก็รับตำแหน่ง ผมก็ขอขอบคุณทุกๆ มหาวิทยาลัยที่รู้สึกในคุณค่าในตัวผม และผมก็ต้องพูดกับเขาตรงไปตรงมา อันนี้เป็นนิสัยเสียของผมอย่างหนึ่งที่ชอบพูดตรงไปตรงมา และเมื่ออายุมาถึงปัจจุบันนี้แล้ว พูดตรงไปตรงมาและใครไม่ชอบ ผมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ผมก็ต้องขอบอกว่า หลังจากที่ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับสภามหาวิทยาลัย ๒ - ๓ แห่งเป็นระยะเวลานานตัวพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสภามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะการเลือกคนที่เรียกว่าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากข้างนอก มาจากวงการธุรกิจหรือมาจากวงการใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้เกี่ยวกับวงการมหาวิทยาลัยโดยตรงนั้นเป็น concept ที่ดี แต่เสร็จแล้วตัวพระราชบัญญัตินั้นเขียนเสียเอง จนสภามหาวิทยาลัยนั้นเป็นง่อย แล้วก็สร้างระบบราชการขึ้นมา ระบบราชการที่นี้ผมขอใช้ภาษาอังกฤษว่า bureaucracy คือ ให้มาตัดสิน ให้มาลงมติในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ในเรื่องที่ข้างล่างเขาทำเตรียมมากันจนหมดแล้ว เอามา rubber stamp เท่านั้น แต่ไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบในการที่จะวางทิศทางของตัวมหาวิทยาลัยเอง ทุกอย่างจัดสำรับเสร็จมาตั้งแต่ข้างล่าง ผมก็บอกว่าถ้าเอานักธุรกิจที่เขามี sense of responsibility เข้าไปนั่งอยู่ เขาเสียเวลา เขาอยากจะทำงานให้มหาวิทยาลัยเดือนละ ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง หรือนอกเหนือจากนั้นที่จุฬาฯ วาระที่ ๒ ผมไม่ค่อยมาประชุม อันนี้เป็นการเล่าเพื่อตั้งข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง อันนี้ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ แต่เป็นความผิดของระบบ เพราะตราบใดในจิตใจของเราหรือในจิตใจของอาจารย์ คณาจารย์ผู้บริหารยังคิดว่าตัวเองเป็นข้าราชการ ต้องอยู่ในระบบราชการ การศึกษาของไทยจะไม่ไปไหนและจะไปไม่รอด

ผมไม่ได้เห็นว่ามหาวิทยาลัยฝรั่งหรือในต่างประเทศจะดีเสมอไป แต่ผมก็อยากที่จะมีส่วน มีความภูมิใจที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยติดอันดับ ๔ ติดอันดับ ๕ ติดอันดับ ๘ เมื่อมีการประเมิน ผมไม่ได้บอกว่าการประเมินของต่างชาตินั้นจะต้องถูกต้องเสมอไป แต่ผมอยู่ในฐานะที่ได้คุยกับคนทั่วภูมิภาคได้คุยกับคนต่างประเทศทั้งในวงการธุรกิจ วงการต่าง ๆ ผมต้องขอบอกตามตรง มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ติดอันดับ เราอาจจะติดอันดับกันเองในประเทศ และคำตอบที่ว่าทำไมไม่ติดอันดับ ง่ายที่สุดเป็นคำตอบที่ควรจะได้รับการตอบสนองมาเป็นเวลาหลายสิบปี สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ พยายามอย่างมาก ผมอาจจะใช้คำรุนแรง ผมบอก “พยายามจะปลดแอกมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ” และผมก็มีความเศร้าและสลดใจที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย หรือบางสถาบันการศึกษาอยากจะอยู่เป็นทาสของระบบข้าราชการต่อไป ผมใช้คำรุนแรงเพื่อให้ท่านเกิดโมโห เกิดอารมณ์ขึ้นมาว่าในอนาคตเมื่อได้รับการปลดแอกแล้ว เมื่อเรียกร้องอิสรภาพกลับมาแล้วจะเริ่มต้นศักราชใหม่ ผมเป็นคนนิสัยไม่ใคร่ดี ชอบพูดอะไรเพื่อกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกที่คิดว่าเราจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้

ระบบราชการมีที่ใช้ และมีกาลเวลา แต่ระบบราชการเป็นศัตรูที่สูงที่สุดสำหรับกระบวนการศึกษาของประเทศ ในระยะ ๗ - ๘ ปีก่อน ที่ผมพยายามนั้นไม่สำเร็จ มีหลายท่านอาจเข้าใจว่า ผมต้องการให้มหาวิทยาลัยตัดขาดจากราชการ ก็ได้พยายามอธิบายว่า การเอามหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการนั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะมีอยู่กับรัฐต่อไปหรือที่รัฐจะมีอยู่กับมหาวิทยาลัย ที่บอกว่าให้ออกจากระบบราชการ คือให้ดำเนินการบริหารมหาวิทยาลัยโดยไม่ใช้ระบบราชการ

ทำไมการศึกษาของสิงคโปร์จึงดีได้ ในเมื่อทุกมหาวิทยาลัยของเขาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่สิงคโปร์ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน ก็เพราะว่าสิงคโปร์ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ คือรัฐเป็นผู้เกื้อกูลในเรื่องงบประมาณส่วนใหญ่ แต่เขาปล่อยการบริหารให้กับตัวผู้บริหารของมหาวิทยาลัยโดยตรง ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และโดยปัจจัยอื่นด้วย สามารถทำให้เข้าสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการการเป็นเลิศที่จะรักษาคุณภาพของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยนานยัง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าการที่เราจะแยกออกมาจากระบบราชการ ไม่ใช่เป็นการตัดความสัมพันธ์จากรัฐ และคนในรัฐเองจะต้องเข้าใจอย่างนั้นด้วย เพราะบางครั้งบางคราวในสังคมไทยเรามองอะไรเป็นขาวดำไปหมด

ผมเป็นคนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเผื่อเราทำอะไร เราหมั่นดูตัวเองบ่อย ๆ ตรวจสอบตัวเอง และฟังคำติเตียนของผู้อื่น คือ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของผู้อื่น ถ้าเผื่อคนคนนั้นใจกว้างพอ มีความมั่นใจเพียงพอและมีความตั้งใจเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสถาบันนั้นจะสามารถปฏิบัติตัวเองให้ดีขึ้นได้

ผมคิดว่าระบบราชการไทยไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาไม่รู้กี่สิบปี สมัยผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ สมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ๔๐ ปี ถ้าเผื่อออกเงินทดรองอะไรไปแล้วตั้งฎีกาเบิกหรือขออนุมัติเบิกจากกระทรวง กระทรวงตั้งฎีกาไปกระทรวงการคลัง สิ่งที่เราทดรองไปแล้ว กว่าเราจะได้รับเงินคืนมาประมาณ ๒ - ๓ เดือน วันก่อนผมลองตรวจสอบดูที่กระทรวง ก็ปรากฏยังต้องใช้เวลา ๒ -๓ เดือน เช่นเดิม ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมการตั้งฎีกาถึงต้องใช้เวลามากมาย อาจจะเป็นเงิน ๘๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท แล้วทุกครั้งเราก็มีปัญหาอยู่เสมอ การตั้งงบประมาณแม้แต่ในปัจจุบันนี้ การที่รัฐบาลออกมาเรียกว่า stimulus package ผมคุยกับรัฐมนตรีคลัง คุยกับบางคนที่มีส่วนในการรับผิดชอบก็เป็นปัญหาทุกปีว่างบประมาณของรัฐบาลไทย งบประมาณรายจ่ายนั้น พอถึงสิ้นปีใช้ไปได้เพียง ๖๐ - ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พอ ๑๕ วันหลังรีบใช้กันใหญ่ คงไม่ต้องการข้อวิจัยอะไรมากมาย มันเป็นปีแล้วปีเล่า ปัญหาคือ stimulus package จะมีผลหรือไม่ ถ้าเผื่อตั้งเงินแล้วเงินไม่ออก เม็ดเงินไม่ออกสู่ตลาด นี่ไม่นับเม็ดเงินออกสู่ตลาดแล้วสูญหายไปแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิรูประบบราชการ อันนั้นต้องทำไป คงจะต้องใช้เวลามากแต่ขณะนี้มหาวิทยาลัยมีโอกาสอย่างมาก

คำถามต่อไปคือ ตัวมหาวิทยาลัยพร้อมหรือเปล่า

ถ้าเผื่อการออกจากระบบราชการไปสู่ระบบซึ่งยังไม่มีของตัวเอง และเป็นระบบซึ่งอาจจะเลวกว่า อันนั้นผมก็ต้องขอบอกว่าอย่าออกนะครับ การออกจากระบบราชการซึ่งเป็นระบบที่ไม่ดีแต่เข้าไปในสูญญากาศซึ่งไม่มีระบบ หรือระบบที่เลวกว่าระบบราชการ อันนั้นยิ่งอันตราย เพราะฉะนั้นการออกมาต้องขึ้นอยู่กับความพร้อม ความพร้อมของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ด้วย และความพร้อมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวเมื่อ ๗ - ๘ ปีก่อนผมแน่ใจ จุฬาฯ พร้อม ธรรมศาสตร์ก็อาจจะพร้อม แต่ถามอาจารย์นรนิติ์ อาจารย์บอกธรรมศาสตร์ของผมประชาธิปไตย ผมต้องออกเสียงกัน ต้องถามภารโรง ถามนักการทุกคนหมด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนั้น มีสถานที่และมีกาลเวลาให้ใช้ ใช้ผิดสถานที่ ใช้ผิดเวลา ก็ไม่มีความหมาย ผมไปพูดหลายแห่ง บอกว่าการใช้หลักการประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยเรียกว่า การบริหารงานแผ่นดิน ในการบริหารงานบริษัท งานมหาวิทยาลัย ถ้าเผื่อใช้หลักการประชาธิปไตยเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าลำบากแน่ เราจับหลักการใหญ่ ๆ ของประชาธิปไตย แต่หลักการใหญ่ของประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งหลักการใหญ่ ๆ ของประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วม การมีส่วนในกระบวนการในการตัดสินใจ ในการพิจารณาและในการตัดสินใจ การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่รูป ไม่ใช่สาระ แก่นสารและสาระของการเลือกตั้งคือการมีตัวแทนของประชาชน การเลือกตั้งนั้นเป็นวิธีการเท่านั้น ปัจจุบันเราก็พูดบอกว่า หลายมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะออกจากระบบราชการ แต่บางแห่งออกมาแล้วก็มีปัญหาเพราะความพร้อมไม่มี แต่อาจจะไม่ใช่ความพร้อมอย่างเดียว อาจจะมีปัญหาเพราะยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอถึงเหตุที่ออก หรือชี้จุดประสงค์ของการออกมา ถ้าเผื่อการออกมาเพื่อให้ตัวเองสบายขึ้น รอดพ้นจากกฎเกณฑ์บ้าๆ บอ ๆ อันนั้นไม่ใช่เหตุผลการออก จะออกจากระบบราชการก็เพราะคิดว่าน่าจะมีระบบอื่นที่จะทำให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นและสามารถนำไปสู่ความเป็นเลิศได้

ในระยะ ๔ - ๕ ปี ก็มีการพูดกันมากในเรื่อง Good governance ขณะนี้ก็ยังไม่ลงตัวว่าคนไทยต้องการใช้คำไหน ผมก็มีโอกาสมีส่วนที่จะได้ช่วยให้สังคมไทยสับสนมากขึ้น ก็ลองใช้ “ธรรมรัฐ” อยู่พักหนึ่งตอนนี้ก็ลองใช้ “ธรรมาภิบาล” บางคนก็เอาง่าย ๆ บอก “การบริหารที่ดี” แต่สุดท้ายได้ยินมาว่าทางราชบัณฑิตสถานกำหนดขึ้นมาอีกคำหนึ่ง ซึ่งผมค่อนข้างจะมีความอึดอัดใจอยู่หน่อย อึดอัดใจมานานแล้วเกี่ยวกับการปกครองในเมืองไทย ถ้าผมมีโอกาส มีอำนาจ ผมก็อยากจะเปลี่ยนชื่อของ “กรมการปกครอง” เป็นอย่างอื่นเสีย เพราะอะไรก็ตามที่มีคำว่า “ปกครอง” เข้ามาแล้ว มันขัดกับหลักการของ governance การปกครองนั้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ตลอดเวลาผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ถูกเสมอ ผู้ใหญ่มีอำนาจ เด็กต้องเชื่อฟัง เด็กต้องทำตาม ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย เหมือนอย่างสมัยที่ผมอยู่กับรัฐบาล ผมก็พยายามบอกว่า เรื่องการควบคุมนั้นต้องเอาออกจากหัวสมองของพวกเรา ข้าราชการต้องเปลี่ยนความคิดว่าเราไม่ได้มาควบคุม เราจะมากำกับดูแลเท่านั้น เปลี่ยนอะไรเปลี่ยนได้ เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ ง่ายกว่า แต่เปลี่ยนวิถีความคิด ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ๆ อันนี้เปลี่ยนยากมากและคงต้องใช้เวลา แล้วจะทำอะไรในเมืองไทย ต้องการความอดทนอย่างเหลือกลั้นทีเดียว

ผมโชคดี ผมอยู่ราชการผมเติบโตมาจากราชการ แต่ผมก็พูดตลก ๆ เสมอ ผมเจริญในทางราชการได้ เพราะผมโชคดีที่ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ถ้าผมอยู่ในระบบราชการและผมเจริญเติบโตในกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่ถูกไล่ออกก่อนก็ลาออกก่อนนานแล้ว แต่ผมไปอยู่ต่างประเทศ ๑๒ ปี ผมไปเจริญที่ในต่างประเทศมากกว่า ขาดการควบคุมไม่ต้องยุ่งกับการตั้งฎีกา เบิกเงินมีความอิสระ แต่ต้องรับผิดชอบในการทำงานโดยตรงกับรัฐมนตรี เราพูดถึงธรรมาภิบาล ไม่ใช่การปกครอง government ก็รัฐบาล แต่ governance คนละเรื่อง อาจจะมีลักษณะคล้ายกัน เริ่มต้นด้วยคำว่า govern- แต่ความแตกต่าง -ment กับ -nance มีความหมาย ในสังคมทั่วไปนั้น เราก็บอกว่า ขณะนี้เป็นที่พิสูจน์กันแล้วว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เลวน้อยที่สุด สหภาพโซเวียตล่มสลายไป และไม่ใช่ล่มสลายไปเพราะลัทธิคอมมิวนิสต์แต่อย่างเดียว แต่ล่มไปเพราะเรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องของการเป็นเผด็จการ ฉันใดฉันนั้น หลาย ๆ ประเทศที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์หรือใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์ปกครองก็ล่มสลายไป เพราะส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลเผด็จการ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกระแสของโลกที่ต้องการให้ทุกประเทศทุกสังคม หรือต้องการให้สังคมตัวเองนั้นอยู่ในระบบประชาธิปไตย ก็มีมากขึ้น คล้ายเป็นคำตอบหนึ่งของปัญหาของสังคมนั้น แต่ในทุก ๆ สังคมมีแต่ประชาธิปไตย มีแต่รัฐธรรมนูญให้หรูหราอย่างไร มันไปไม่รอดอีก เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป็นเพียงเศษกระดาษ ให้เขียนให้สวยอย่างไร ถ้าหากผู้ที่ออกกฎหมายลูกหรือออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบิดเจตนารมณ์เสีย เปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์เสีย สร้างปัญหาให้มันวุ่นไปหมด รัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผลเพราะจะเป็นง่อยตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะฉะนั้นทุก ๆ สังคม ถึงแม้จะมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญ คือ กฎเกณฑ์ กฎหมายสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแบบลายลักษณ์อักษรอย่างเมืองไทย หรืออย่างสหรัฐอเมริกา หรือไม่เขียนแบบอย่างอังกฤษ ในสังคมที่กำลังพัฒนา ในสังคมที่ด้อยการศึกษา ในสังคมที่ด้อยทางด้านความคิด และด้อยความรับผิดชอบนั้น มีความจำเป็นมากกว่าสังคมที่เขาเจริญแล้ว ที่เราจะต้องมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน น่ากลัวที่สุดถ้าประเทศไหนมีรัฐบาลมีอำนาจ absolute รับผิดชอบทุกเรื่อง ทุกหมู่บ้าน ไม่มีการ กระจายอำนาจ ไม่มีการกระจายงบประมาณ ไม่มีการกระจายการรับผิดชอบและไม่มอบหมายความรับผิดให้กับท้องถิ่น ทุกอย่างเดินเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด ปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก เพราะฉะนั้นทิศทางของสังคมที่ดีต่อไปคือรัฐบาลจะต้องเล็กลง ไม่ใช่เล็กลงเฉพาะจำนวน ซึ่งตอนนี้จำนวนก็มากเกินไปอยู่แล้ว ถึงมีคำที่คนเขาเรียกข้าราชการว่า คนคอยดันเอกสารไป ๆ มา ๆ paper shuffler จึงเกิดคำว่า rubber stamp ศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดมาจากระบบราชการทั้งนั้น ค่าน้ำชาค่าการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการนี้ก็หนัก คิดเป็นเงินมหาศาล ทางภาษาเศรษฐศาสตร์อาจจะเรียก economic rent หรืออะไรก็แล้วแต่ การรั่วไหลทุกอย่าง

เมื่อวานผมได้รับเชิญไปพูดที่ จปร. ก็ไปพูดบ่อยครั้ง ผมก็ดีใจที่ จปร. ปัจจุบันนี้ แทนที่จะรับปีหนึ่ง ๓๐๐ คน เดี๋ยวนี้เหลือ ๑๓๐ ผมว่าสถานที่ที่เหลือ อุปกรณ์การสอนที่เหลือ ทำไมไม่แบ่งให้พลเรือนใช้กันบ้าง ผมว่าน่าจะลองคิดว่า คณะวิศวกรรมฯ จุฬาฯ ส่งคนไปประจำที่ จปร. ๑ เทอม ให้มี exchange program ให้นักเรียนทหารรู้จักนักเรียนพลเรือน ให้นักเรียนได้รู้จักระบบทหาร ไม่ใช่เพื่อไปบอกว่าของเขาไม่ดีอย่างไร อันนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร อย่างน้อยให้ไปเข้าใจซึ่งกันและกันว่าบรรยากาศนั้นแตกต่างกันอย่างไร อันนี้นอกเรื่อง

เรื่องสังคมนั้นนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่มีความจำเป็นจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Civil society ซึ่งก็คือ การมีองค์กรเอกชน ซึ่งองค์กรเอกชนดังกรณี ก็เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือการมีองค์กรหรือหน่วยหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ในการที่จะสืบต่อความคิดอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวไร่ ชาวนา องค์กรเหล่านี้ เช่นอย่างในสหรัฐอเมริกา เขาก็มี นอกจากรัฐบาล นอกจาก congress ซึ่งมีอำนาจมาก เขายังมี National Urban Council ยังมี National Association for the Advancement of Colored People มี National Rifles Association มีสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือของเราจะให้ดีก็อาจจะใส่สมาคมบิลเลียด หรือสมาคมคาราโอเกะก็ยังได้ แต่อย่างน้อยกลุ่มชนเหล่านี้ เขาจะมีความคิด เขาจะมีผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ใช่ผลประโยชน์ได้เงินอย่างเดียว แต่ผลประโยชน์ในการที่จะช่วยรักษาธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการไปคานอำนาจรัฐบาล เป็นการตรวจสอบไปในตัว การมีหนังสือพิมพ์ การมีสื่อที่เป็นอิสระ ที่ไม่รับเงิน และไม่ค้าผลกำไรอย่างเดียว และเป็นปากเสียงให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาลค้นหาข้อเท็จจริง เรื่องคอรัปชั่น อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของ civil society ซึ่งผมเข้าใจว่า ดร. ป๋วย แปลว่า ประชาสังคม ผมจำไม่ได้แน่ ผมว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าผมจะไปบอกรัฐบาลไทยลดอำนาจ ลดจำนวนคน ปฏิรูป อาจจะมีหลายคนต้องการอย่างนั้น แต่อาจจะมีอีกมากมายที่จะต่อต้าน คงจะต้องใช้เวลาวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงความคิดด้วย ถ้าเผื่อมีแรงกระตุ้นจากข้างนอกแต่ข้างในก็ต้องทำไป ผมอยู่ราชการ ๓๐ - ๔๐ ปี ผมได้ยินคำว่าปฏิรูปราชการทุกสมัย ทุกรัฐบาลก็มีการตั้งผมเองบางครั้งก็มีส่วนถูกดึงเข้าไป แต่ผมไม่เห็นมันไปไหนเลย และผมไม่เชื่อว่าคนข้างในจะแก้ตัวเองได้ เพราะทุก ๆ สังคมไม่ใช่สังคมไทยอย่างเดียว ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกคนจะมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้คือการสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์ และจะมีอีกพวกหนึ่งบอกว่าเปลี่ยนไปแล้วจะดีเหรอ คุณการันตีได้ไหมว่าอนาคตจะดีขึ้น คือ ถ้าถามคำถามแบบนี้แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าเผื่อเราบอก เราจะออกจากระบบราชการ มหาวิทยาลัยจะออกมาหรือจะไม่มีการบริหารของตัวเอง อย่าออกด้วยความกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะออกด้วยความเบื่อหน่ายได้แต่จะต้องออกด้วยความตั้งใจที่ดี ด้วยความฮึกเหิมว่า จุดหมายปลายทางที่ฉันจะเดินไปนั้น ในทางทฤษฎีนั้นเป็นระบบที่ดี และฉันมีหน้าที่อย่างไรที่จะทำให้ทางภาคปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับทางทฤษฎีได้ คือ เรามีระบอบประชาธิปไตยในสังคมของชาติ เรามี civil society ก็ยังไม่พอ เรายังต้องมีธรรมาภิบาล good governance ด้วย ธรรมาภิบาลนี้ขายยาก ออกมาพูดใหม่ ๆ เขานึกว่าเป็นภาษากรีก ภาษาโรมัน ธรรมรัฐอะไรจับไม่ถูก แตะต้องไม่ได้ ไม่เห็น ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของ abstract idea ผมชอบเปรียบเทียบคนบอก นายอานันท์หัวนอก ไปเรียนเมืองนอกมาไปเอาความคิดของเมืองนอกมา ผมบอก เมื่อผมอยู่เป็นนักเรียน ๔๐ - ๕๐ ปี ผมไม่เคยได้ยินว่า governance แล้วก็ไม่เคยมีใครพูด ไปเปิด dictionary เก่า ๆ แม้กระทั่ง Oxford Dictionary ก็แทบจะไม่มีคำว่า governance หรือเผอิญเกิดมีขึ้นมา ก็แปลไม่ค่อยถูกเหมือนกับจะแปลว่า governance คือ การปกครองที่ดี เขาบอกให้ดู ๆ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาของเราเอง ประวัติศาสตร์ของเมืองไทย จารีตประเพณีของเมืองไทย good governance ก็เกิดที่เมืองไทยได้ ไม่ใช่เกิดแต่ใช้มาแล้วด้วย ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ มา เรามีทศพิธราชธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ท่านยังถือปฏิบัติอยู่ ทศพิธราชธรรมนั้นคือ Royal good governance อันนี้ made in Thailand เกิดในเมืองไทย เป็นผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยทำไมถึงมีทศพิธราชธรรม เพราะตอนนั้นพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว ไม่มีการคานอำนาจเลย ถ้าเผื่อทรงใช้อำนาจโดยไม่ถูกธรรมะ โดยไม่ชอบธรรม ประชาราษฎร์ก็จะเดือดร้อนมาก แต่พระมหากษัตริย์ไทยค้นคิดว่าจะต้องมี Royal good governance เพื่อเป็นข้อจำกัดของอำนาจเบ็ดเสร็จของพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นการวางทิศทางและแนวทาง ในการปฏิบัติพระองค์และในการดำเนินพระราชกรณียกิจ เพราะฉะนั้นทศพิธราชธรรมอันนี้แหละคือ Royal good governance ผมไม่ได้เอามาจากฝรั่ง แต่ก็มีปัญหาว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร

อีกด้านหนึ่งของ good governance อธิบายยาก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ผมพูดถึงคอรัปชั่น คนเข้าใจทันที แต่ good governance อะไร มันลอย ๆ อยู่ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ผมเปรียบเทียบเหมือนกับเป็นโต๊ะ หน้าโต๊ะจะอยู่ไม่ได้นอกจากจะมีขา เมื่อประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว บอกโต๊ะนี้คือ good governance แต่ถ้าเผื่อจะอธิบายว่ามันมีกี่ขา ผมจะอธิบายว่ามันมีกี่ขา บางคนอาจจะบอกว่ามี ๔ ขา บางคนอาจจะบอกว่ามี ๘ ขา

พูดทั่ว ๆ ไปแล้ว ขาที่จำเป็นก็คือ ขาที่ตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตย โดยยึดถือหลักการของการมีส่วนร่วม ถ้าจะใช้ในองค์การมหาวิทยาลัยก็คือมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่เลือกตั้ง และต้องทำให้องค์ประกอบในโครงสร้างนั้นมีความแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในระดับชาติ ก็ civil society ในระดับมหาวิทยาลัยอาจจะต้องเรื่องคณะ สถาบัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องส่วนรวมอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ top down แต่ bottom up ต้องมีการปรึกษาหารือ มีการคุยกันมากกว่าในอดีต

ข้อที่สอง ต้องมีอีกขาหนึ่งคือ มีระบบยุติธรรมที่แน่นอน ในระดับชาตินั้น จริง ๆ แล้ว ระบบยุติธรรมมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอิสระ แต่ระบบยุติธรรมอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่านิติธรรมด้วย เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรม ก็ไม่เป็นกฎหมายที่ควรบังคับใช้ เราออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มา พวกเราต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว โดยปริยายน่าจะลบล้างกฎหมายเก่า ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่เป็นไปอย่างนั้น แต่เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นหน้าที่ของสภา เป็นหน้าที่ของ สส. ที่จะตรวจสอบกฎหมายเก่า ๆ พระราชบัญญัติเก่า ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือไม่ก็ขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันในเจตนารมณ์

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมขอออกนอกเรื่อง แต่ผมคิดว่ามีความสำคัญ เรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ อะไรต่าง ๆ ๔ - ๕ ฉบับ แล้วเราก็มีมติ ครม. เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ ท่านใดที่เป็นนักกฎหมาย ท่านใดที่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ช่วยไปตรวจสอบดู พระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับ รวมทั้งมติ ครม. ตอนนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้วนี้จะสร้างปัญหา ถ้าจะแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ที่ชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่ตั้งรกรากที่เมืองไทยมาเป็นเวลาช้านานและมีสิทธิที่จะเป็นคนไทยแล้ว แต่เนื่องจากต้องรอคอยระบบราชการในการลงทะเบียนเป็นสัญชาติไทย ออกบัตรประชาชน ระบบราชการซึ่งเอื้ออำนวยให้มีการหา economic rent คนพวกนี้จะถูกขับไล่ออกจากป่า และถ้า concept บอก เราต้องการให้ป่าอยู่กับคนได้ และอย่ามาอ้างเรื่องชาตินิยม ผมเกิดมาอายุ ๖๗ ปีนี้ ได้ยินเรื่องชาตินิยม ได้ยินเรื่องคนต่างด้าวมานานเหล้าเก่าทั้งนั้น เราต้องคำนึงถึงมนุษยชน ผมหวังว่ากลุ่มชนที่มีปัญหาและนั่งอยู่แถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันจะสลายตัวไป หวังว่ารัฐบาลนี้คงจะแก้ไขให้เสร็จ แต่ถึงแม้แก้ไขไปแล้ว ก็เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า จะต้องลงลึกถึงรากของกฎหมายเดิม ๆ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ปัญหาคือ การที่รัฐจะต้องให้ความคุ้มครองกับประชาชน กับปัญหาที่รัฐจะต้องมีพันธะกรณีที่จะต้องรักษาสิทธิมนุษยชน โดยไม่เอากฎหมาย โดยไม่เอากฎข้อบังคับ โดยไม่เอาระบบราชการมากีดขวางสิ่งเหล่านี้ผมยกตัวอย่างเท่านั้น ผมแน่ใจ ยังมีพระราชบัญญัติอีกมากมายที่ออกมาในอดีต อาจจะออกมาด้วยความตั้งใจดี แต่กาลเวลาหมดไปแล้ว ผมอยากที่จะเห็นคณะนิติศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัย ได้ช่วยตรวจสอบ ช่วยเป็นผู้กระตุ้น ไม่ใช่มีกฎหมายแล้วยังขัดกับรัฐธรรมนูญอีก กฎหมายใด มาตราใด ปกติรัฐสภาเมืองไทยจะได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น หรือเลิกล้มกฎหมายเหล่านั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นเรื่องของระบบยุติธรรมและนิติธรรม

อีกขาหนึ่งคือ การยึดถือสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสตรี

อีกขาหนึ่งคือ การกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น สร้างระบบองค์กรส่วนท้องถิ่นให้มีความสามารถ

อีกขาหนึ่งคือ การปฏิรูประบบราชการ

อีกขาหนึ่งของโต๊ะก็คือ เพิ่มพูนขีดความสามารถของสังคม ทั้งหน่วยราชการและหน่วยเอกชนทั้งนี้เพื่อลดหย่อนปัญหาที่ขัดแย้ง

สิ่งที่เราเรียกว่า resolution of conflict ที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาโดยราชการเท่านั้น รัฐบาลไหนอยากเอาใจประชาชน อาจจะซื้อด้วยเงิน รัฐบาลไหนอยากเอาใจประชาชน อาจจะเว้นกฎราชการหรือกฎอะไรบ้างออกไป แล้วไปเอาหน้ากับประชาชน รัฐบาลไหนที่เพ่งเล็งแต่ตัวกฎหมายอย่างเดียว ก็บอกทำไม่ได้ เพราะขัดกับระบบ มันไม่มีคนกลาง ไม่มีข้างนอกเข้ามาช่วย จะต้องมีสมาคม มีองค์กรต่าง ๆ ที่ผมเอ่ยถึงไว้ใน civil society เข้ามา เรียกว่าเป็นกันชนให้

แต่ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยนั้น จากขาต่าง ๆ ที่ผมเอ่ยถึงนั้น บางขาก็เอามาใช้ได้ บางขาก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผมก็ลอง เช็คดูว่าทางมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เขาทำอะไร แต่ก่อนที่ผมจะลืม สิ่งที่เราน่าจะดูอันแรก น่าจะดูที่สิงคโปร์ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบเพราะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด รัฐเป็นผู้อำนวยงบประมาณต่างๆ ให้แต่เขามีการบริหารที่ค่อนข้างจะเสรี แต่ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยนั้น ผมว่าจะต้องยึดถือหลัก ๔ - ๕ ประการ

หลักแรก คือ ความอิสระในการบริหาร ความอิสระในการจัดการ และอิสระในนโยบายการศึกษา

สอง ความรับผิดชอบในการตัดสินใจของตนเอง ไม่ใช่เพียงแต่ว่าผมรับผิดชอบการรับผิดชอบโดยการตัดสินใจของตน ถ้าจะตัดสินใจผิดถึงแม้จะเป็นเจตนาที่ดี บางครั้งบางคราวอาจต้องรับผิดชอบมากกว่าการออกมาพูดเฉย ๆ ซึ่งภาษาอังกฤษว่า accountability ผู้บริหารจะต้องสามารถ account ได้ มา report ได้ มายืนยันได้ว่าตนเองทำไปเพราะเหตุผลอะไร ต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจนั้น ๆ

สาม ต้องสนองความต้องการของสังคม ผมก็ดีใจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมไม่ทราบว่าคณะแพทย์ คณะวิศวฯ เขาดีมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าคณะสังคมศาสตร์ของเขาได้มีโอกาสได้ช่วยดูแลสิทธิมนุษยชนของชนเผ่าน้อย ชนชาวเขา แต่ละภาคมีลักษณะประจำภาคแตกต่างกันไป อย่างมหาวิทยาลัยสงขลาก็มีสถาบันเกี่ยวกับการศึกษาอิสลาม อะไรต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่ปัตตานี ไม่ใช่ว่าทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ที่เก่งที่สุด แต่ถ้าสามารถมีได้ก็ดี แต่ไม่ใช่ดีเพราะตามเขา ถ้าจะมีก็เพราะ หนึ่ง เป็นความต้องการของสังคม และ สอง ตัวเองมีพลัง มี resources พอ มีงบประมาณพอ มีครูอาจารย์สอนพอ มีการบริหารที่ดีพอ ที่จะจัดตั้งคณะขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการ แต่ละมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด น่าจะมองความต้องการของสังคมในลักษณะภูมิภาค ในลักษณะท้องถิ่นมากกว่า เพราะที่สร้างกันมาก็อยากที่จะเห็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดในภูมิภาคนั้น ๆ รับคนในภูมิภาคส่วนใหญ่เข้ามา แต่เมื่อสอนเขาแล้ว ให้ความรู้เขาแล้ว ให้วิชาการเขาแล้ว อย่าลืมว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ในถิ่นฐานของเราด้วย ไม่ใช่ทุกคนกลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร มาหาเงินในกรุงเทพฯ กันหมด จะทำอย่างไรที่จะสร้างให้จิตใจเขารักถิ่นฐานจริง ๆ

ข้อที่สี่ ในการทำงานบริหารในมหาวิทยาลัย ต้องเพ่งเล็งที่คุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษานั้นจำเป็นมากที่ต้องเพ่งเล็งถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ ทิ้งไม่ได้ความเป็นเลิศในคุณภาพของครูบาอาจารย์ความเป็นเลิศของคุณภาพนักเรียน นอกเหนือจากบางกรณีที่จะต้องดูแลเรื่องท้องถิ่น ดูแลบุคคลในลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ทั้งหมดก็ไปถึงเรื่องหลักสูตร ซึ่งอันนี้ผมก็มีปัญหาในเมืองไทยมานาน หลักสูตรของเมืองไทยต้องมีอะไรที่ผิดแปลกไป ผมได้ยินคนเขามาเล่า ไม่รู้จริงหรือไม่ หรือเขาพูดให้สนุก เขาบอก กระทรวงศึกษาธิการเมืองไทยมีอะไรก็สั่ง ๆ ไป บางครั้งก็สั่งตูมไปให้โรงเรียนมีวิชาการกีฬาอาทิตย์ละ ๒ ชั่วโมง วันจันทร์ระหว่าง ๙ - ๑๐ โมงเช้า วันศุกร์ระหว่าง ๓ โมงถึง ๔ โมงเย็น ไม่คำนึงถึงดินฟ้าอากาศ ถิ่นฐาน ออกไปทั่วประเทศ เขาอาจจะพูดสนุก ๆ หรือพูดตลก แต่ให้มองเห็นว่า ถ้าทุกอย่างมาจากส่วนกลาง ทุกอย่างมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ที่ท้องถิ่น ไม่รู้เรื่อง มันจะไปได้อย่างไร

อันหนึ่งที่ผมต้องขอฝากไว้ การสร้างระบบใหม่ วิธีปฏิบัติใหม่ ให้วางโครงสร้าง ให้วางเรื่องการบริหารบุคคล การบริหารการเงิน การบริหารต่าง ๆ นานาให้ดีอย่างไร บทพิสูจน์ว่าโครงสร้างนั้น หรือการบริหารนั้นจะดีจริงตามที่พูดหรือคิดหรือไม่ จะต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี ซึ่งอันนี้ผมค่อนข้างจะเป็นห่วง เพราะในสังคมไทยนั้น พอพูดถึงเรื่องการตรวจสอบ คนส่วนใหญ่จะบอก เอาข้างนอกมาได้อย่างไร พวกผมรู้จักดีอยู่แล้ว พวกผมตรวจสอบแน่นอนกว่า เอาคนข้างนอกที่ไม่รู้เรื่องเลย อย่างนี้ผิดซึ่งคนที่เขาไม่รู้เรื่องเลย เขาตรวจสอบได้ดีกว่า เพราะเขาจะถามคำถามแปลก ๆ เพราะเขาจะมีโลกทัศน์ไปอีกทางหนึ่ง ผมไม่แน่ใจ เพราะอย่างที่อังกฤษ ในระดับ public school หรือแม้แต่โรงเรียนที่คุณชวนพูดไปเมื่อกี้นี้ Dulwich International ที่ภูเก็ต ซึ่งผมเป็นนักเรียนเก่าที่ London ทุกปีเขาส่ง Inspector มาเขาจะมาประเมินคุณภาพของโรงเรียน คุณภาพของหลักสูตร และจะมีอีก Report หนึ่งประเมินคุณภาพของอาจารย์ใหญ่ แต่ใน public school จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการว่าจ้างคนข้างนอกหรือเปล่า ผมไม่ทราบแต่เขาเรียกคล้าย ๆ เป็น school inspector Corp และ public school ของอังกฤษทุก ๆ 2 ปี หรือ 4 ปี ผมจำไม่ได้ จะมีคนข้างนอกมา audit ในที่นี้ไม่ได้มาตรวจสอบทางการเงิน แต่เป็น audit system ทั้งหมดหรืออย่างในมหาวิทยาลัย เขาก็มี เรียกว่า Quality Assurance Agency - QAA ผมค่อนข้างจะแน่ใจว่า ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ อาจจะเป็นหน่วยงานที่รัฐ sponsor แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่ง วิธีการของอังกฤษ เวลาเขาตั้งผู้พิพากษา เขาก็ไม่ได้เอาจากกระทรวงยุติธรรมหรือคนที่อยู่ในหน่วยราชการอย่างเดียว เขาไปเอาพวก solicitor อันนี้เป็นวัฒนธรรมของสังคมของเรา ไม่ใช่ว่าทหารทุกคนต้องมียศ ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา กระทรวงกลาโหมอังกฤษ เขามีพลเรือนทำงานอยู่เยอะ ไม่มียศและไม่ต้องแต่งตัว แต่วัฒนธรรมไทยทุกอย่างจะต้องเข้ารูปแบบหมด ต้องมียศ มีบ่า ต้องมีสี อะไรต่ออะไร และไม่ใช่วัฒนธรรมของสังคมไทย ที่จะเอาคนข้างนอกเข้ามา แต่ผมว่าระบบการบริหาร ถ้าจะรักษาความเที่ยงธรรม รักษาคุณภาพให้ดีได้ เราต้องเริ่มสร้าง ผมไม่ทราบ กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ทบวงมหาวิทยาลัยก็ดี หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยก็ดี ถ้าไม่สร้างระบบ audit system ให้ดี จากคนข้างนอกแล้ว จะมีปัญหามาก

ข้อสุดท้าย คือ เรื่องการงบประมาณ ที่ผ่านมา ถ้าใช้ระบบราชการ มีใครสังเกตบ้างว่าพระราชบัญญัติงบประมาณของเมืองไทย มีแต่งบประมาณรายจ่าย ไม่มีงบประมาณรายได้ นี่เป็นปัญหาเบื้องต้นของสังคมไทย ของระบบข้าราชการไทย ผิดกับทางภาคธุรกิจ ข้าราชการไทยไม่ค่อยเดือดร้อนในการใช้เงิน ในการเดินทางไปต่างประเทศ ไปดูงาน เพราะทุกอย่างที่ข้าราชการไทยทำ ไม่มี cost ไม่มีต้นทุน ไม่ต้องไปหารายได้ มีแต่ตั้งงบประมาณรายจ่าย ตั้งไป 800 ล้านบาท แล้วดูว่า สำนักงบประมาณจะตั้งแค่ไหน ถ้าตัดเหลือ 700 บอกดีแล้ว เพราะตอนนั้นผมเพิ่มไป 20% และทุกกระทรวง สมัยผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 4-5 ปี ผมก็สวดกระทรวงการต่างประเทศ วันดีคืนดีก็มีการจัดประชุม เรียกทูตมาทั่วโลกมาประชุมเมืองไทย เดินทาง first class มาประชุมอยู่ 5 วัน เขามาเชิญผมไปพูด ผมบอก “เอ๊ะทำไมรีบจัด” เขาบอก “ปีนี้งบเหลือครับ” ผมแน่ใจว่าไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ทุกกระทรวงเราจะใช้วิธีการนั้น รีบใช้เงินให้หมดไป ไม่รู้คุณค่าของภาษี เพราะเงินที่ตัวเองรีบใช้นั้น ที่คิดว่าเงินเหลือนั้น ควรจะเก็บเงินที่ควรจะเก็บไว้ เพราะเป็นภาษีของประชาชน ซึ่งเหล่านี้ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดแย่ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เคยตั้งงบประมาณรายรับ มีแต่รายจ่าย การบริหารยุคใหม่ต้องคำนึงถึงรายรับและต้องรู้ต้นทุน cost effectiveness ต้องเริ่มใช้ optimization ต้องเริ่มมีความคิด ใช้ในทางที่ถูก เพราะการบริหารราชแผ่นดิน หลักใหญ่คืออะไร หลักใหญ่คือ ให้ข้างล่างเขามีส่วนร่วม จะทำอย่างไรให้ทั้งข้างล่าง ข้างบน ตรงกลางนั้น เขามีส่วนในการจัดการ และเขาจะมีส่วนในการจัดการ มีส่วนร่วมได้ก็ต่อเมื่อเขามีความเชื่อมั่นว่าอันนี้เป็นระบบที่ดี และเมื่อเขามีความเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย เราต้อง convince เขาให้ได้ ถ้าเผื่อเขายังมีความลังเลใจ เราต้องให้ความลังเลใจของเขานั้นหมดไปก่อน ระบบจะไม่สำเร็จถ้าเผื่อเราไม่มีความเชื่อมั่นในระบบนั้น และแน่นอนจะต้องมีคณาจารย์หลายท่านที่จะไม่เห็นด้วย ที่จะต่อต้าน เพราะในมุมมองของเขา เขาอาจจะขาดผลประโยชน์และมุมมองของเขา เขาจะต้องทำงานหนักขึ้น เขาไม่สามารถใช้เวลาราชการไปเป็นที่ปรึกษาที่อื่นได้ในมุมมองของเขา เขาคิดว่าเดี๋ยวเขาจะไม่ได้เหรียญตรา ในมุมมองของเขา เขาเกรงการตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพของการสอน คุณภาพของการวิจัย แต่เราต้องทำ ทำเพราะอะไร เพราะสังคมกำลังเรียกร้องมากขึ้น ๆ

หมวดที่ ๖ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง อุดมศึกษา: คุณภาพทางวิชาการและผลกระทบต่อประเทศชาติ
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๘ - ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๗
สารจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยและท่านผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ บ่อยครั้งที่ผมได้รับเชิญมาพูดในเรื่องของการศึกษาและโดยเฉพาะในวันนี้ได้รับเชิญมาให้พูดในหัวข้อเรื่อง การประกันคุณภาพทางวิชาการ ซึ่งโดยความสัตย์จริงแล้วตัวผมไม่ถือว่าเป็นคนมีความเชี่ยวชาญหรือนักวิชาการทางการศึกษาแต่ถ้าเพียงด้านคุณวุฒิผมก็จบแค่ปริญญาตรี และถึงแม้ว่ามีคำตามหลังมาว่าปริญญาตรีเกียรตินิยมนั้นก็เป็นเกียรตินิยมขั้นต่ำ ๆ และตัวเองก็รู้ดีว่าถึงแม้จะเรียนไม่เลวนักในสมัยที่อยู่มัธยม แต่เมื่อไปถึงขั้นอุดมศึกษาแล้วนั้นความสนใจที่จะเรียนที่จะขวนขวายค่อนข้างจะน้อยและสิ่งบกพร่องในชีวิตของผมอันหนึ่งก็คือว่า ตอนที่เรียนนั้นก็รู้สึกว่าเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาบัตรเท่านั้น เพื่อจะได้เข้าทำงานได้ แต่จากการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ๒๓ ปี ภาคเอกชน ๑๕ ปี และก็เข้าไปพัวพันด้านการเมืองอยู่ ๒ ปีกว่านั้น ประสบการณ์นั้นทำให้รู้สึกว่า การศึกษาที่เราได้ร่ำเรียนมา และได้เห็นมานั้นโดยเฉพาะในต่างประเทศ และเมื่อมาเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาที่อยู่ในเมืองไทยก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสะท้อนอยู่ในใจว่าอะไรคือข้อบกพร่องที่อยู่ในระบบการศึกษาของเมืองไทย ผมเคยไปพูดในที่ต่าง ๆ หลายครั้งและก็ได้ยกอุทาหรณ์ขึ้นมา ในสมัยหนึ่งที่เขาเรียกว่าสมัยเมืองไทยเริ่มเปิดสมัย ร. ๕ ซึ่งสอดคล้องกับสมัยเมจิของญี่ปุ่น สมัยเรอเนสซองส์ ตอนนั้นมีหลายคนโดยเฉพาะที่เรียกว่าเป็นผู้สังเกตการณ์ทางฝ่ายตะวันตกเขาได้พยากรณ์หรือคาดการณ์ไว้ว่า เมืองไทยจะไปได้เร็วกว่าญี่ปุ่นทางด้านพัฒนาก็ดี ในเรื่องความเจริญก็ดี เหตุผลง่าย ๆ ก็คือเมืองไทยเป็นประเทศที่เปิดให้กระแสลมจากข้างนอกอิทธิพลจากข้างนอกเข้ามาอยู่ในสังคมมากกว่าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่สังคมยังปิดอยู่ ในระยะนั้นทั้งญี่ปุ่นและไทยก็ได้ส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศค่อนข้างจะมาก หลายคนในที่นี้อาจจะเคยมีคุณปู่ คุณตาที่เรียนต่างประเทศ หรือคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นเด็กนักเรียนไทยที่ไปอยู่หรือเรียนต่างประเทศนั้นมันผ่านมาหลาย generation แล้ว

ญี่ปุ่นนั้นเมื่อก่อนส่งไปเรียนมากแต่ปัจจุบันค่อนข้างน้อย นอกจากจะไปทำปริญญาโทหรือปริญญาเอก หรือไปทำในสาขาที่ยังบกพร่องอยู่ในระบบการเรียนของเขา แต่ผมว่าเป็นที่น่าอนาถที่ทุกวันนี้ลูกผมยังอยากให้หลานไปเรียนต่างประเทศอยู่และผมแน่ใจว่าถ้าเกิดระบบการศึกษาของเมืองไทยยังเป็นในรูปนี้ การส่งลูกไปศึกษาในต่างประเทศจะไม่มีวันจบสิ้นไปได้และนับวันจะมากขึ้นเหตุไฉนจึงเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนญี่ปุ่นจึงสามารถปรับปรุงระบบอุดมศึกษา ระบบการศึกษาของเขาให้ทันสมัยมีการพัฒนาไปถึงขั้นที่เป็นเลิศแล้ว เรียกว่าเทียบเท่ากับอเมริกาหรือยุโรป แต่ของเรายังล้าหลังอยู่มาก และไม่ใช่จะล้าหลัง ในแง่อเมริกาหรือยุโรปเท่านั้น แต่ขณะนี้ก็ล้าหลังแม้แต่ในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ไต้หวันหรือฮ่องกง ในใจผมคิดว่ามันต้องมีข้อบกพร่องอย่างมาก และในอดีตผมก็ไม่แน่ใจว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขในลักษณะเป็นการปรับปรุงแก้ไขขั้นพื้นฐานหรือเปล่า หรือเป็นการปรับปรุงแก้ไขในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า Cosmetic Changes หรือใช้แบบ Band-Aid เป็นแผลที่ไหนเลือดตกที่ไหนก็เอาพลาสเตอร์ปิดไว้ชั่วคราวก่อน เพราะฉะนั้นถ้าจะเปรียบระบบการศึกษาของเมืองไทย ผมไม่ได้พูดถึงระบบของการศึกษาครบวงจรของเรา แต่จะเปรียบเทียบแล้วขณะนี้ ถ้าเปรียบเป็นรูปร่างหน้าตาของคนพลาสเตอร์ก็คงจะเต็มไปหมด มันอาจถึงเวลาที่ว่าศัพท์สมัยใหม่เขาใช้ว่า Re-engineering บางคนก็แปลว่ายกเครื่อง บางคนก็บอกว่ายกเครื่องไม่ถูก แต่มันอาจถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มดูตัวเองแล้วว่าระบบต่าง ๆ ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม ไปจนถึงอุดมศึกษา มันช่วยให้คนไทยนั้นตามฝรั่งว่า Educated Person หรือเปล่าหรือเป็นเพียงแต่ทำให้คนไทยนั้นมีความรู้ทางวิชาการ แต่ยังไม่เป็น Educated Person เพราะฉะนั้นในลักษณะของคำว่า Educated Person คนนั้นไม่จำเป็นจะต้องได้ดีกรีอาจจะเรียนด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือ จากการฟัง จากการค้นคว้าเอกสารในมหาวิทยาลัย เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำคงยาก ผมเผอิญเกิดมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นครูใหญ่ และมีอาชีพเป็นครูตลอดมา และผมก็รู้สึกว่าผมโชคดีที่มีคนอย่างคุณพ่อที่เป็นคนค่อนข้างจะมีความคิดเสรี เพราะฉะนั้นการอบรมที่ผมได้ภายในครอบครัวนั้นเป็นการอบรมที่ปล่อยให้ผมคิด ปล่อยให้ผมทำ ปล่อยให้ผมตัดสินใจ แต่มีคุณพ่ออยู่เคียงข้างตลอดเวลาที่จะตอบคำถามถ้าเผื่อถามที่จะให้คำแนะนำในกรณีที่เหมาะสมและที่จะรับฟังข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้งและข้อวิจารณ์ของลูก หรือคนที่อ่อนอายุกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดกับตัวผมเอง ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้ว ผมคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ทันสมัยมาก หลายครั้งหลายคราวเราได้รับการวิจารณ์จากต่างประเทศว่า ระบบการศึกษาของเมืองไทยนั้น ปัญหาอุปสรรคใหญ่คือ ปัญหาคุณค่าทางสังคม หรือปัญหาทางด้านวัฒนธรรม ระบบวัฒนธรรมครูจะต้องเป็นใหญ่ สิ่งอะไรที่ครูพูดจะต้องถือว่าถูกทั้ง ๆ ที่เห็นว่ามันไม่ถูก มันไม่จริง นักเรียนก็ไม่กล้าที่จะขัดวัฒนธรรมบางอย่างเป็นวัฒนธรรมที่ดีที่ควรยึดถือต่อไป การให้ความเคารพต่อครูอาจารย์ของนักเรียนไทยนั้นมีมาก และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ผมว่าเราจะต้องแบ่งกันให้ถูกว่า การเคารพความเป็นครูของเขานั้นมันจะต้องไม่เกี่ยวโยงกับการเคารพว่าเขาเป็นครูที่ดีหรือมีความรู้ที่ดีหรือเขามีความรู้ทางวิชาการที่ดีหรือเปล่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้เคยพูดมาและอาจจะพูดในวันนี้อีก เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องดูตัวเองว่าคุณค่าทางสังคมของเรานั้นหรือวัฒนธรรมบางอย่างมันเป็นคุณค่าทางสังคม หรือวัฒนธรรมที่เราน่าจะยึดถือต่อไปหรือเปล่า เพราะว่าเราอยู่ในโลกหรือสังคมที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โลกของเราในปีนี้ ๒๕๓๗ นั้นไม่เหมือนกับโลกของเราเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว หรือ ๑๐๐ ปีที่แล้ว เราจะต้องทำอย่างไรที่จะปรับตัวเราเองไม่ใช่เพื่ออยู่ทันกับ ๒๕๓๗ แต่ต้องให้ทันสมัยปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๕ - ๒๕๕๐ ในสมัยที่ผมมีโอกาสอยู่ในรัฐบาลและมีอาจารย์เกษมร่วมเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย เราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปรับโครงสร้างต่าง ๆ ทางการศึกษา หรือมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทางการศึกษาอะไรบางอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมไทยนั้น ถ้าจะสืบสาวกันต่อไปแล้ว มันกลับมาจุดที่ว่าต้องแก้ไขที่จุดของการศึกษาก่อน ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครอง ระบบการเมือง ระบบสภา ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม การกระจายอำนาจ การกระจายรายได้สู่ชนบท การแก้ปัญหาคนยากจน Key answer ก็คือว่า ระดับการศึกษาของเมืองไทยและเราต้องเข้าใจว่าการศึกษาคืออะไร ถ้าเผื่อเราจะพูดถึงคุณภาพการประกันคุณภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ผมก็อยากเริ่มต้นด้วยการพูดในทำนองที่ว่าคุณภาพอยู่ที่ไหน เราเคยได้ยินภาษาคอมพิวเตอร์บอกว่า Garbage in garbage out หรือถ้าผมมาจากธุรกิจ มาจากโรงงาน เรารู้ว่าถ้าวัตถุดิบมันไม่ดี ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากเครื่องจักรหรือออกมาจากโรงงานมันก็จะไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อ เราจะพูดถึงการศึกษาแล้วผมว่าเราจะต้องไปที่จุดเริ่มต้น และไม่ใช่เริ่มต้นตอนเข้าอุดมศึกษา แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่คลอดออกมา เข้าโรงเรียนชั้นอนุบาลก็ดี ประถมศึกษาก็ดี หรือมัธยมศึกษาก็ดี มันจะต้องมีการกลั่นกรอง มีการขัดเกลา จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของเด็กและของวัตถุดิบอันนั้น จนกระทั่งมาถึงขั้นอุดมศึกษา เรามาแก้ที่อุดมศึกษาไม่ได้ ผมคิดว่าข้อบกพร่องของระบบการศึกษาของเมืองไทยก็คือว่า

จุดที่ ๑ มีหลายกระทรวง ทบวง กรมและหลายหน่วยงานทำเรื่องเดียวกันและคิดว่าการศึกษานั้นจะสามารถจำแนกประเภทออกไปได้ว่า ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา หรือการศึกษาพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือการศึกษาทางด้านเทคนิค ถ้าเผื่อเราจับได้ว่าการศึกษานั้นไม่อาจแบ่งขั้นตอนได้ การแบ่งขั้นตอนเป็นแต่ผลสะท้อนของ

  1. อายุ
  2. การผลิตบุคคลที่จะไปทำงานตามประเภทต่าง ๆ

แต่ทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้วงกรอบเดียวกัน ผมไม่เคยเห็นประเทศไหนที่จะมีกระทรวง ทบวง กรม ดูแลเรื่องการศึกษาถึงขั้นนั้น และผมคิดว่าอันนี้มีผลกระทบถึงคุณภาพของทั้งครูและนักเรียน มีผลกระทบถึงคุณภาพของการบริหารด้วย ทำไมเราถึงจะมีหน่วยงานหน่วยหนึ่งที่จะมาดูแลทั้งการศึกษาทุกรูปแบบได้หรือไม่ แทนที่จะเป็นกระทรวงศึกษาดูระดับหนึ่ง และมีกระทรวง ทบวงมหาวิทยาลัย และมีกระทรวงมหาดไทย กรมแรงงาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำอย่างไรจะสามารถดูว่าทุกอย่างเป็นทรัพยากรมนุษย์ และเราจะต้องจับว่าปัญหานี้ คือปัญหาทรัพยากรมนุษย์ ถ้าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้วนั้น ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งคือ การศึกษาเท่านั้น แต่การพัฒนานั้น จะเป็นในรูปแบบของการศึกษาที่เรียกว่า Formal Training หรือจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบนอกระบบก็ได้เราจะต้องมองว่าการศึกษานั้นจริง ๆ แล้วเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ประชาชนไทย เด็กไทย มีโอกาสเข้าไปถึง เป็นหน้าที่ของรัฐแต่ที่เราต้องระวังก็คือ อย่าไปทำให้เป็นแบบของซีลอนหรือศรีลังกา ที่ไปเริ่มต้นในทางที่ถูกที่ว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา เพราะฉะนั้นทุกอย่างฟรีหมด อันนั้นเป็นการก้าวก่ายของรัฐที่เริ่มต้นได้ดี แต่พอถึงระยะหนึ่ง จะปรากฏว่ารัฐไม่สามารถที่จะมีทรัพยากรแบ่งปันให้โครงการนี้เป็นโครงการที่สมบูรณ์ และต่อเนื่องได้ เหมือนกับโครงการ Social Security ต่าง ๆ เมืองไทยกำลังเริ่มตื่นตัวแต่ตื่นตัวช้าไป ๔๐ - ๕๐ ปี เมื่อหลายประเทศกำลังเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า โครงการ หรือ โปรแกรม Security ต่าง ๆ นั้นจริง ๆ แล้ว มันไปช่วยคนจริง ๆ หรือช่วยให้คนงอมืองอเท้า ระบบ Social Security ในสวีเดนก็ดี นิวซีแลนด์ก็ดี คนก็เริ่มตั้งคำถาม เพราะนับวัน ๆ รัฐรับภาระนี้ไม่ไหวเพราะงบไม่พอ ในนิวยอร์กก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ก็มาถึงจุดที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดหรือมองว่า Education หรือการศึกษาทั้งหมดต้อง Take Integrated Approach ไม่ใช่ Fragmented จะทำอย่างไรที่เราจะสามารถ Rationalize ของระบบนี้ให้ได้ทำไมถึงมีความจำเป็น มันมีความจำเป็นก็เพราะว่าการบริหารการจัดการงานทุกอย่างคืออะไร ก็คือเราจะสามารถจัดสรรทรัพยากรของเราเท่าที่มีอยู่จำกัด ภายในเวลาจำกัดเราจะจัดสรรอย่างไร Allocation Resources นั่นแหละคือการจัดการ นั่นแหละคือการบริหาร ไม่มีสถาบันไหนไม่มีระบบการศึกษาไหนที่จะบอกว่าเงินไม่จำกัดเวลาไม่จำกัด เพราะฉะนั้นภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ภายใต้งบประมาณที่เรามีอยู่แต่ละปีของรัฐ ก็จะต้องแบ่งสรรให้ถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่มีระบบการจัดการ ระบบการบริหารที่เป็น Integrated Approach แล้วทรัพยากรเหล่านั้นก็จะแตกกระจายไป แล้วมันจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ควรจะเป็น จะไม่ Optimal Use จะไม่มี Optimization เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงการศึกษา ผมไม่มีความรู้ทางวิชาการที่จะได้ไปบอกว่า ปัจจุบันนี้คุณภาพของอาจารย์ดีหรือไม่ แต่ผมก็เป็นห่วง ผมได้ยินมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยแล้วบอกว่าขณะนี้ คณะบางคณะในมหาวิทยาลัยบางแห่งของประเทศไทยเริ่มรับอาจารย์ ที่เกรด ๒ กว่า ๆ แล้ว ผมฟังแล้วรู้ศึกเศร้าทำไมคนไทยไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักเรียนโดยเฉพาะอาจารย์ถึงเริ่ม ผมไม่เชื่อคำที่เรียกว่า สมองไหล ผมไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องของเงินเดือนอย่างเดียว แต่ผมเชื่อว่าความศรัทธาความนิยมชมชอบ ความนับถือวิชาชีพครูของเรานั้น ค่อนข้างจะเสื่อมคลายไปมาก วันก่อนผมไปพูดที่เชียงใหม่ หรือขอนแก่นผมจำไม่ได้ ผมบอกว่ากลุ่มครูบาอาจารย์เป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาส และกลุ่มยากจน ผมว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมโดยเฉพาะสังคมไทยต้องเริ่มเพ่งเล็งให้ความเอาใจใส่กับเรื่องการศึกษาของเมืองไทยมากกว่าในอดีด ผมเคยเรียนรัฐบาลชุดนี้ว่า Agenda ของรัฐบาลชุดนี้ผมว่า Priority อยู่ที่การศึกษา ผมไม่เคยห่วงเรื่องของเศรษฐกิจหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องมาก ประเทศยิ่งเจริญช้า ปล่อยให้เอกชนทำไป รัฐบาลช่วยกำกับดูแลเท่านั้น แต่ถ้าเราคิดว่าเอกชนสามารถทำได้โดยที่รัฐไม่ต้องควบคุม เพราะถ้ารัฐบาลควบคุมเมื่อไร มันจะทำให้การเติบโตหรือความเจริญล่าช้าไปฉันใดฉันนั้น ทางด้านการศึกษา รัฐบาลซึ่งไม่มีความสามารถในการจัดการในการบริหาร ก็ควรจะเปลี่ยนสภาพตัวเอง จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้กำกับดูแล ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพควบคุมอยู่เสมอ พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ระบบราชการไทยนั้นเป็นระบบที่สร้างอำนาจให้กับตนเอง คุณเป็นข้าราชการเมื่อไร คุณเริ่มออกกฎก่อนถ้าเผื่อออกกฎแล้ว เราก็เป็นคนตีความของกฎนั้นด้วยใครที่ไม่รู้ความหมาย ก็ต้องมาถาม เรามีความภูมิใจว่ามีโอกาสหรือมีสิทธิครอบงำคนอื่นได้บ่อเกิดของคอรัปชั่น ทุกอย่างเกิดขึ้นจากสังคม ที่มีกฎเกณฑ์มากเกินไป สังคมไหนมีกฎเกณฑ์มากรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมาก สังคมนั้นจะมีคอรัปชั่นมาก ถ้าสังคมไหนเริ่มคลี่คลายไปในทางที่เรียกว่า Deregulating หรือ Decontrol โอกาสเรื่องฉ้อราชบังหลวงก็จะน้อยลง เมื่อพูดถึงเรื่องคุณภาพแล้ว ผมให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหาร ผมไม่ได้มีความสนใจที่จะเอามหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการเพื่อความมัน แต่ผมมองว่าตราบใดที่สถาบันการศึกษายังอยู่ภายใต้ขอบเขตหรือกฎเกณฑ์ของราชการ โอกาสที่จะรักษาคุณภาพหรือความพยายามที่จะเป็นศูนย์ของความเป็นเลิศทางวิชาการจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะว่ากฎเกณฑ์ของราชการนั้น อย่างผมมีโอกาสระยะ ๑๕ ปีที่ผ่านมานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ที่นิด้า นั่งอยู่ ๘ - ๑๐ ปี ขณะนี้อยู่ที่ศศินทร์ และจุฬาลงกรณ์ฯ และเคยอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย อาจารย์เกษมรู้ดี เพราะตอนนั้นท่านเป็นนายกฯ คณะกรรมการของนิด้า ผมต้องยอมรับว่าตอนที่ร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้ขึ้นมา ให้มีคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากข้างนอกเข้ามานั่งอยู่เป็นกรรมการด้วยนั้น ผมคิดว่าเป็นความตั้งใจที่ดีว่า ต้องเอาคนข้างนอกเข้ามา แต่ก็แบบไทย ๆ ที่ชอบทำตามแต่แบบฟอร์ม ระบบบอกว่าเอาคนข้างนอกเข้ามาจะได้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเอาเข้ามาแล้วก็ไปเน้นกฎเกณฑ์ จนกระทั่งว่าคนข้างนอกเข้ามาแล้วไม่รู้จะเอาเขาเข้ามาเพื่อทำอะไร ผมไปนั่งเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้วตอนที่ผมออกจากการเป็นนายกฯ หลายสถาบันเชิญให้ผมไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ผมไม่มีเวลาแต่ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่แน่ใจว่า ผมไปแล้วทำประโยชน์อะไรให้กับสถาบันนั้นบ้าง เพราะว่าคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย เมื่อเข้าไปนั่งแล้วให้ทำอะไร โดยเฉพาะจากคนข้างนอก ให้ไปนั่งเพื่ออนุมัติรายชื่อบุคคลจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสอนเลย ก็ไปเป็น Rubber Stamp ให้ไปอนุมัติกฎ ระเบียบพัสดุ การจัดตั้งคณะโน้นคณะนี้ ซึ่งเขาทำมาเป็นเวลา ๒ ปี เมื่อมาถึงแล้วเสนอเป็นปึ๊ง ๆ แบบนั้นนักธุรกิจคนข้างนอกเข้าไปแล้วเขารู้สึกว่าเสียเวลา อันเป็นข้อบกพร่องของสังคมไทยที่ชอบทำตามรูปแบบ แต่ไม่รู้เหตุผลหรือจุดประสงค์เป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมไม่อยากพูดว่าเป็นการบกพร่องของการศึกษา แต่ส่วนหนึ่งเป็นการบกพร่องที่ว่าคนไทยเราชอบทำอะไรฉาบฉวย ชอบทำตามรูปแบบแต่ไม่นึกไม่เข้าถึงประเด็นสาระ แม้แต่ระบบการเมืองขณะนี้ ระบบพรรคการเมือง ระบบสถาบันรัฐสภา หลายสิ่งหลายอย่างเอาแต่รูปแบบไม่ไปถึงสาระ

กลับมาเรื่องคุณภาพ พูดถึงการจัดการหรือการบริหารงานมหาวิทยาลัยนั้น ถ้าเผื่อต้องทำตามแบบราชการแล้ว ผมว่าไปไม่รอด ยกตัวอย่างบางครั้งที่เราบอกว่าเราทำตามรูปแบบ สมัยหลังจาก ๑๔ ตุลา เราก็บอกว่าประชาธิปไตยเบิกบาน เห่อเรื่องการเลือกตั้งการบริหารงานในมหาวิทยาลัยในตอนนั้น จนถึงวันนี้ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อธิการบดี คณบดี แต่ละแห่งที่ใช้ระบบการเลือกตั้งผู้บริหารปวดหัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น เชียงใหม่ รามคำแหง หรือที่ไหน ๆ ไม่ถึงกับยกพวกตีกัน แต่อาจารย์แบ่งเป็น ๒ พวก ๒ ฝ่าย ตั้งชื่อพรรค ฝ่ายไหนชนะอีกฝ่ายแพ้ก็บอกว่า ฉันแพ้ ฉันไม่ให้ความร่วมมือ มันสร้างความแตกแยกโดยไม่เข้าเรื่อง ผมก็ไม่เคยเห็นที่ไหนว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องไปใช้ในการบริหารสถาบันการศึกษา และคุณภาพจะอยู่ที่ไหน ถ้าเผื่ออาจารย์คนไหนที่ไม่มีศิลปะหรือวาทะศิลป์ที่จะทำให้เขาชนะการเลือกตั้งได้ เขาอาจจะเป็นอาจารย์ที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ทางวิชาการ แต่ก็ไม่สามารถมีอำนาจทำการบริหารได้ มันสร้างความแตกแยกไม่เป็นเอกภาพ สร้างความอิจฉาริษยา ส่วนใหญ่ทั่วโลกนั้นการเลือกอธิการบดี คณบดี เขาใช้วิธีการที่เรียกว่า Search Committee คนไม่ต้องสมัครด้วยซ้ำ แต่คุณหา Search Committee ที่ประกอบด้วยคนทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ไปเลือกใครมาก็ได้ ของฝรั่งไปเลือกมหาวิทยาลัยอื่นมาด้วยซ้ำ เพราะเขาคิดว่า เรื่องของคุณภาพของคนนั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องปริญญาอย่างเดียว แต่มีเรื่องของประสบการณ์และประสบการณ์ที่ได้มาจากหลาย ๆ แห่ง มันจะดีกว่าที่คุณเจริญเติบโตมาในสถาบันเดียว เพราะฉะนั้นจะเห็นเสมอว่านักวิชาการ Professor Lecturer ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้นเขาเรียนที่นี่ปริญญาตรี ปริญญาเอกไปจบที่นั่น ๕ ปีแรก เขาสอนที่นี่ อีก ๑๐ ปีต่อมาสอนอีกแห่งหนึ่ง วนไปเวียนมาจนกระทั่งอาจจะกลับมาที่เก่าก็ได้ การที่ประสบการณ์ตามสถาบันต่าง ๆ การที่ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ไปเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของที่ต่าง ๆ จะช่วยให้คนเรามีวิสัยทัศน์ จะช่วยทำให้เราเป็น All-rounder จะทำให้คนคนนั้น เมื่ออยู่ในตำแหน่งคณบดีหรืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วจะใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองผ่านมาแก้ปัญหาของสถาบันนั้นได้มาแต่งเติมปรับปรุง แต่ของเรา ผมมีความรู้สึกว่า เนื่องจากยังเป็นลักษณะที่คุณอยู่ กระทรวงไหนคุณก็อยู่กระทรวงนั้น คุณอยู่มหาวิทยาลัยไหน คุณก็อยู่มหาวิทยาลัยนั้น หลายแห่งที่ประชุมทางด้านการศึกษา หรือทางด้านอื่น ๆ คุยกันเอง ครูกับครู นักวิชาการกับนักวิชาการ ผู้บริหารกับผู้บริหารคุยกันเอง ไม่มีการเปิดหน้าต่างให้ลมหรืออากาศข้างนอกเข้ามาสัมผัสกับพวกคุณเลยน้อยมาก ผมไม่ใช่เป็นครั้งแรก ขอบคุณที่เชิญผมมา ผมไม่มีความรู้ทางวิชาการ ผมอาจจะพูดนอกประเด็น แต่ผมจะให้ความเห็นบางอย่างเป็นความเห็นที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าเผื่อความเห็นหรือข้อคิดเห็นของผมไปสามารถกระตุ้นพวกคุณหรือนักวิชาการหรือผู้มาประชุมทั้งหลายสามารถไปคิดต่อในประเด็นที่กำลังศึกษาหารือกันอยู่ ผมถือว่าผมทำหน้าที่แล้วมันมีความจำเป็นที่เราจะต้องตรวจสอบ ตัวเองนั้นอย่าตรวจด้วยตัวเองจะต้องตรวจสอบโดยคนอื่น ที่ไม่มีผลได้และผลเสีย เพราะถ้าตรวจสอบตัวเอง คุณภาพของตัวเอง โดยบุคคลที่มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย การตรวจสอบนั้นจะไม่ Objective การตรวจสอบจะต้องทำจากบุคคลคณะอื่นข้างนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย และมีความอิสระ การบริหารสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษาที่ภาษาสมัยใหม่ว่าอยู่ในกำกับของทางราชการ แต่ไม่เป็นของราชการนั้น เป็นการเล่นคำพูด ซึ่งผมก็ยินดีซึ่งใช้คำว่า อยู่ในกำกับของทางราชการ จะสามารถทำให้สถาบันมหาวิทยาลัยนั้นได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสให้สามารถบริหารเรื่องของบุคคล การเงิน งบประมาณ แต่ผมอยากจะพูดว่านับวันต่อไปก็คงเป็นเรื่องของหลักสูตรด้วย ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการควบคุมหลักสูตรของกระทรวงศึกษาก็ดี หรือของทบวงมหาวิทยาลัยก็ดีเป็นวิธีการที่ถูกต้อง มันอาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องนั่งคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม และมันจะดีกว่าไหมที่จะให้ท้องถิ่นนั้น โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น เขาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวของเขาเอง เพราะผู้บริหารของท้องถิ่น สถาบันในท้องถิ่น หรือผู้บริหารของสถาบัน ในสาขาต่าง ๆ ก็สามารถรู้ถึงความต้องการ รู้ถึง Needs และ Aspiration ของคนมากกว่า มากกว่าคนที่อยู่ในส่วนกลาง ปัจจุบันนี้การพยายามจะสร้างระบบที่เรียกว่า Community College ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นทางที่ดี ไม่ใช่ว่าให้คนมาหาสถาบันการศึกษาแล้ว แต่สถาบันการศึกษาจะต้องวิ่งไปหาคน แต่ถ้าวิ่งไปหาคนในท้องถิ่นเราจะต้องรู้ด้วยว่าเขาต้องการอะไร ตลาดต้องการอะไร ผมคิดว่าเรื่องหลักสูตรเป็นจุดอ่อนค่อนข้างจะใหญ่อันหนึ่งของระบบการศึกษาไทย ผมเห็นหลานผมเรียน ป. ๓ ป. ๔ หรือมัธยม ๑ ผมสงสารมากว่าวัน ๆ ใช้เวลาในเรื่องของการทำการบ้าน การเรียนพิเศษ และได้ไม่คุ้มค่า ผมเคยยกตัวอย่างสมัยอยู่อังกฤษใหม่ ๆ เข้าเรียนโรงเรียนมัธยม ผมจบ ม. ๗ ไปเป็นนักเรียนที่เรียนดีสอบได้ที่ ๑ - ๒ อยู่เสมอ และครั้งหนึ่งตอนอยู่ ม. ๗ นั้นไม่ทราบจะเรียนอะไร เลยไปเข้า ม. ๗ ด้านอักษรศาสตร์และตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเกลียดไวยากรณ์ไทย อีกวิชาคือการย่อภาษาไทย แต่วิธีการสอนหรือหลักสูตรขณะนั้น คะแนนที่ให้กับไวยากรณ์ไทยก็ดี หรือย่อไทยก็ดีเป็นคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้คะแนนดีทางด้านคณิตศาสตร์ หรืออะไรอย่างอื่นแล้วนั้น ความด้อยของเราในเรื่องไวยากรณ์ก็ดีหรือการย่อภาษาไทยนั้นมันไม่กระทบกระเทือนถึงคะแนนขั้นสุดท้าย ผมไปถึงอังกฤษเมื่ออายุ ๑๖ ปี ภาษาอังกฤษในระดับเด็กไทยนั้นผมดีพอประมาณ แต่พอถึงอังกฤษแล้วไปเทียบเท่ากับมัธยม ๖ เราก็รู้ในทันทีว่าเรียนมาทางภาษาอังกฤษนั้นใช้ไม่ได้เลย ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะผมไปเมื่อค่อนข้างจะโตแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาก คือการเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างมากทีเดียว ต้องเรียนพิเศษเสาร์ อาทิตย์ อะไรต่าง ๆ เพราะตามเด็กของเขาไม่ทัน แต่ก็มีวิชาหนึ่งที่เวลาสอบ ที่อังกฤษสมัยก่อนเขาเรียกว่า G.C.E. คือ General Certification Education เวลาสอบภาษาอังกฤษเขามีวิชาที่มีการเรียนในชั้นเวลาสอบถือว่าเป็นแขนงของการสอบที่สำคัญมาก ซึ่งเรียกว่า Precis Writing คือการย่อความผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนอังกฤษถึงให้ความสำคัญกับวิชานี้มาก ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าวิชาย่อภาษาไทย เราเขียนชุ่ย ๆ ไป ใน ๑๐ คะแนนเขาให้ ๕ คะแนน มันก็ผ่านไปได้ ผมไม่เคยเห็นว่าทำไม จนกระทั่ง พอเรียนอยู่ได้สักปีภาษาอังกฤษดีขึ้น ก็เริ่มมองเห็นว่าที่อังกฤษเขาทำอะไรเขามีเหตุผลและเหตุผลของการให้ความสำคัญของ Precis Writing หรือการย่อความนี้ เพราะอะไร เพราะการย่อความนั้นเขาจะให้เอกสารหรือหนังสือมา ๕ หน้า และหลักของการย่อความคือเราจะต้องสรุปสาระของกระดาษ ๕ หน้าหรือ ๑๐ หน้านั้น โดยไม่ใช้คำที่ปรากฏอยู่ในข้อความเดิม เราต้องหาคำใหม่ขึ้นมาและเขียนในภาษาของเรา ทำไมถึงมีความสำคัญมากเพราะจากลักษณะง่าย ๆ ที่เราย่อความภาษาอังกฤษนั้น คุณสามารถเทสต์นักเรียนได้ถึง ๓ อย่างคือ หนึ่ง เด็กอ่านแล้ว Vocabulary ในหัวมีพอที่เข้าใจสิ่งที่อ่านนั้น เพราะถ้าเผื่ออ่านแล้วปรากฏว่าคำนั้นก็ไม่รู้คำนี้ก็ไม่รู้ และไม่มี Dictionary เปิดนั้น ก็หมายความว่า Vocabulary ของเด็กที่สอบนั้นไม่พอเพียงนั่นเทสต์ข้อแรก ข้อที่สองเด็กคนนั้นอาจจะรู้ Vocabulary แต่อ่านแล้วจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะถ้าเผื่ออ่านไม่เข้าใจก็ไม่สามารถย่อได้ เทสต์ข้อสาม เด็กคนนั้นอ่าน Vocabulary แล้วถ่ายทอดได้หรือเปล่าในภาษาของเขาเอง เพราะฉะนั้นการเรียนในระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยอังกฤษนั้น มันทำให้เรื่อง Precis Writing เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต้องใช้จด Lecture เพราะถ้าไม่เข้าใจจะจดไม่ได้ คุณต้องจดตามความเข้าใจของคุณเอง หรือคุณไปทำ Paper Work คุณต้องไปค้นคว้าจากหนังสือแล้วต้องไปเขียนให้เป็นภาษาของคุณเองทุกอย่างมันกลับมาที่ Precis Writing หมด แต่ผมไม่ทราบว่า ที่อเมริกาเขาทำกันอย่างไร ที่อเมริกาเขาอาจจะใช้ Tick มากกว่า แต่อันนี้เป็นรากฐานของการเรียนระดับอุดมศึกษาของอังกฤษคุณจะต้องเก่ง Precis Writing เพราะว่าคุณต้องจด Lecture หรือทำรายงานต่าง ๆ

พอมาถึงเมืองไทยผมไม่ทราบว่าแบบนี้ในเรื่องย่อความ ภาษาไทยนั้นในโรงเรียนประถมหรือมัธยมยังให้ความสำคัญหรือเปล่า และคะแนนจะเป็นแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ แต่ผมคิดว่าเราจะต้องมาในเรื่องของ Curriculum ในเรื่องของหลักสูตรว่าหลักสูตรที่เราให้ ๆ กันไว้นั้น หนึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้นักเรียนเกินไปหรือเปล่า และสิ่งที่เราบังคับให้เขาเรียน สิ่งที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาก็ดี หรือทบวงมหาวิทยาลัยก็ดี สอดคล้องกับความเป็นจริง สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคมหรือไม่ เพราะอันนี้ก็ย้อนกลับมาถึงเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งทรัพยากรในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงทรัพยากรในเรื่องงบประมาณอย่างเดียว แต่หมายถึง Allocation of Time ด้วยโลกเราเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือเวลาที่มีอยู่ คือวันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีวันไหนที่จะมี ๒๕ ชั่วโมงหรือ ๒๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไร แบ่งเวลาอย่างไร ให้เวลาที่เด็กเรียนวันละ ๕ -๖ ชั่วโมงก็ดี หรือสิ่งที่เด็กกลับไปบ้าน ทำการบ้านวันละ ๑ หรือ ๒ ชั่วโมงก็ดี ให้ผลตอบแทนในทางที่ดีที่สุด ผมเคยถามเจ้านายพระองค์หนึ่งว่าทำไมเรียนหนังสือกันมาก ทำไมต้องทำการบ้านถึงค่ำคืน เสาร์-อาทิตย์ต้องเรียนพิเศษ พระองค์ท่านก็ตอบว่า หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเขา ผมก็ถามนักวิชาการพวกอาจารย์หลายคนก็ให้คำตอบซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจนักว่าเขาบอกว่าจะไปโทษกระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่ได้ เพราะหลักสูตรที่ให้ไว้ต้องการเตรียมให้คนเข้ามหาวิทยาลัยได้ ผมก็เลยไม่รู้ว่ามันผิดตรงไหน มันมีจุดบกพร่องตรงไหน ทางนี้ก็อ้างว่าถ้าไม่มีหลักสูตรประถม หรือมัธยม หลักสูตรมัธยมที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะมันจำเป็นต้องให้เป็นอย่างนี้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จะไม่เป็นการเตรียมให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยนั้นของทบวงมหาวิทยาลัยได้ ก็ต้องกลับมาที่หลักสูตรของมหาวิทยาลัยว่า หลักสูตรของมหาวิทยาลัยนั้นเหมาะสมหรือเปล่า ผมคิดว่าระบบการศึกษาทุกแห่งเขาได้กำหนดไว้ว่าหลักสูตรนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก วิชาที่เรียน ลักษณะการเรียน ลักษณะ Contents ของวิชาต่าง ๆ นั้น แต่ไหนแต่ไรเรารู้สึกว่าระบบการศึกษาของอังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่นก็ดี เป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ปรากฏว่าในระยะ ๒๐ ปีที่ผ่านมาทั้ง ๓ ประเทศจนกระทั่งทุกวันนี้ ต่างมีการตรวจสอบตัวอย่างว่า ที่ว่าของเราดีนั้นดีจริงหรือ และหลังจากตรวจสอบเรื่องความเป็นธรรมโดย Objectivity แล้วทุกประเทศก็ลงความเห็นว่า ของตัวเองไม่ดีจริง อย่างที่คิดและอย่างที่คนอื่นคิด หรืออย่างที่ต่างชาติคิด ดังนั้นเขาจึงมีการปรับปรุงตลอดเวลา อย่างเมืองไทยผมแน่ใจระบบการศึกษาไม่ดีเท่าไหร่ และผมได้พูดสนุก ๆ อยู่เสมอว่า เมืองไทยยังโชคดี คงมีคนฉลาด ๆ มากนะ ระบบการศึกษา หรือวงการแพทย์เราก็ยังมีหมอที่เก่งอยู่ เรายังมีคนเก่งกาจมากมายทีเดียว แต่ถ้าระบบการศึกษาดีกว่านี้ ผมว่าเมืองไทยมีโอกาสที่จะทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ใต้หวัน และฮ่องกง ผมไปเกาหลีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่า ผมไม่รู้ระบบการศึกษาของเขาดีเท่าไหร่ ไม่รู้เขาจัดการอย่างไร แต่ผมคิดว่าของเขาดีกว่าเมืองไทยแน่ ผมคุยกับรัฐมนตรีช่วยกระทรวง Planning เขากล่าวว่าระบบการศึกษาของเขายังไม่ดีนัก คงจะต้องมีการตรวจสอบใหม่ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นกระแสคลื่นนี้ในการศึกษาของไทย หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยของไทย ผมเห็นมีการประชุมหลายครั้ง เป็นการประชุมวิชาการ และผมได้เอกสารมาดู แต่ละคนจะส่งให้ผมเป็นปึ๊ง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะถามคือว่า ประชุมเสร็จแล้วมีข้อเสนออะไรหรือเปล่า อันนี้ไม่ใช่โจมตีรัฐบาลนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลตั้งแต่ ๖๐ ปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้

ดังนั้นอาจจะถึงเวลาที่ไม่ใช่ว่าเป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่จะต้องมี Action Plan แล้วและ Action Plan ต้องเขียนให้ชัดด้วยว่าจะต้องมีมาตรการอย่างไร ผมว่าไม่ใช่ Action Plan มันเป็นเพียง Objective ซึ่งดูได้ง่าย ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วว่าจะใช้ Re-engineering หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผมว่า Community ของสถาบันมหาวิทยาลัยก็ดี หรือของระบบการศึกษาไทยก็ดี มองเห็นว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นแหละความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงไม่กล้าเผชิญความจริง และไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ไม่มีการประกันที่แน่นอน คนไทยจะทำอะไรต้องแน่ ๒ บวก ๒ ต้องเป็น ๔ ถ้ามีข้อสงสัยว่า ๒ บวก ๒ แล้วไม่ใช่ ๔ อาจเป็น ๕ ก็ไม่กล้าตัดสินใจ แต่ผมว่านับวัน ๆ จะช้าลงไป และนับวัน ๆ นั้น ถ้าเกิดไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะ ด้านการบริหารของสถาบันแล้ว จะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยด้วย

หมวดที่ ๗ : สิ่งแวดล้อม ▲ กลับขึ้นด้านบน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๗ : สิ่งแวดล้อม ▲ กลับขึ้นด้านบน

การบรรยายพิเศษ
เรื่อง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยในสหัสวรรษหน้า
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๒
ใน สมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา
ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

โครงร่างการบรรยาย

-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยที่ผ่านมา

-มุมมองของประชาชนทั่วไป

-มุมมองของผู้บริหารประเทศ

-มุมมองของนักวิชาการ


-แรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

-สิ่งที่สะท้อนจากวิกฤษเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของโครงสร้างเศรษฐกิจ และความอ่อนแอของสังคมและการเมือง

-กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่ประเทศไทย ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กระแสการค้าเสรี การแข่งขันจากต่างประเทศ การกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ความรวดเร็วของข่าวสารข้อมูลและการติดต่อสื่อสาร และพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ


-สัญญาประชาคมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

-จากการเป็นแค่ผู้ให้กับผู้รับ มาเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วยกัน


-สังคมไทยในอนาคต

-การรักษาสมดุลระหว่างการเป็นสังคมที่เปิดสู่โลกภายนอก ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสังคมไทยเอาไว้


-สังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยใน ๒๐ ปีข้างหน้า

-สังคมไทยในอนาคตต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความรู้ คู่ไปกับปัญญาที่สร้างสรรค์ เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตของคนไทย เป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประชาชน และนำพาสังคมไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสามารถที่จะอยู่ร่วมกับสังคมโลก


ท่านรัฐมนตรีฯ แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมสมัชชาทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาบรรยายในวันนี้ การจัด “สมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา” ครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันคิดเพื่อมองอนาคตของประเทศไทย โดยเชิญคนจากหลายสาขาอาชีพมาสร้างความเข้าใจ เพื่อมาร่วมกันคิดว่าประเทศไทยจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นตัวกลางสำคัญในการพัฒนาได้อย่างไร


การบรรยายในวันนี้ ทางผู้จัดได้มอบหมายให้ผมมาพูดในเรื่อง “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยในสหัสวรรษหน้า” ผมคงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเป็นนักบริหารไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ การบรรยายในวันนี้คงเป็นมุมมองที่มาจากคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมไทยและได้เห็นได้ฟังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยมามาก สำหรับการบรรยายผมคงเริ่มต้นจากการมองสิ่งที่ผ่านมา ก่อนจะมองไปยังอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยที่ผ่านมา

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยที่ผ่านมา คนทั่วไปมักมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเข้าใจยาก เช่น สูตรคณิตศาสตร์ ทฤษฎีฟิสิกส์ สูตรเคมี ชีววิทยา ห้องทดลอง ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ นอกจากซับซ้อนและเข้าใจยากแล้ว คนส่วนใหญ่ยังมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต่างชาติรู้ดีกว่าและทำได้เก่งกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการแขนงต่าง ๆ หรือการผลิตสินค้าแบบอัตโนมัติทั้งโรงงาน หรือการให้บริการต่าง ๆ เช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง การขนส่งด้วยเครื่องบินเหนือเสียง การสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับใช้ป้องกันประเทศ และอื่น ๆ อีกมากมาย


คนส่วนใหญ่มักมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ไกลตัวไม่ใช่เรื่องของชาวบ้านเป็นเรื่องของนักวิชาการเป็นเรื่องของผู้มีความรู้ คนที่เรียนได้ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่เรียนเก่ง ความเชื่อเหล่านี้ ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของคนเก่งหรือคนมีความรู้เท่านั้น แม้แต่นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีชื่อเสียงเป็นถึงระดับศาสตราจารย์ ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับลูก ๆ ที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งเช่นเดียวกับพ่อแม่ แต่ลูกของท่านเหล่านี้จำนวนมากกลับไม่มีใครสนใจวิทยาศาสตร์หรือชอบที่จะเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะอะไรทำให้เด็ก ๆ คิดไปอย่างนั้น พวกเขาไม่สนใจเรียนคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยาก เรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์อย่างไร หรือจะเอาไปทำอะไร


ไม่เพียงแต่ทัศนคติของคนทั่วไปเท่านั้น ที่มองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไกลตัวและเข้าใจยาก ทำให้ไม่สนใจและอยากจะเรียนรู้หรือนำมาใช้ แม้แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำประเทศเองก็มีทัศนคติว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเพียงวิชาการแขนงหนึ่งเท่านั้น ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจชัดเจน และตระหนักว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกด้าน ถึงแม้ที่ผ่านมา ผู้บริหารประเทศไม่ได้ละเลยความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ แต่ก็ทำโดยทำกันไปเท่าที่จำเป็น การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาทั้งในภาครัฐและเอกชน และการส่งเสริมการรับและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็ทำเพียงเท่าที่ทรัพยากรจะเอื้ออำนวยให้ทำได้


ยิ่งไปกว่านั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังคงถูกมองว่าเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ปรากฎอยู่ในทุกสาขาการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการเกษตร อุตสาหกรรม บริการ พลังงาน สิ่งแวดล้อม การแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา หรือแม้แต่การเมืองการปกครองเอง ก็ยังต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาสังคม เช่น การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสอบสวนในกระบวนการสอบสวนและพิจารณาคดี หรือการทำสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ เป็นต้น


ในส่วนของนักวิชาการเองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ยังคงเป็นการมองอยู่ภายในประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองมากกว่าการมองออกไปยังสังคมและส่วนรวม นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ตนเองสนใจมากกว่าเรื่องที่ประเทศและสังคมต้องการ ถึงแม้การค้นคว้าหาความรู้หรือวิทยาการใหม่ ๆ ด้วยการวิจัยและพัฒนาจำเป็นต้องให้อิสระทางความคิดแก่ผู้ทำวิจัยก็ตาม แต่ถ้าเรามีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด เราคงจำเป็นจะต้องเลือกโดยคำนึงถึงสิ่งที่สังคมจะได้กลับมา ควบคู่ไปกับการปล่อยให้นักวิจัยทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการ


นอกจากนี้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังเป็นการพัฒนาที่อยู่นอกภาคการผลิต งานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถาบันวิจัยของรัฐและมหาวิทยาลัย มากกว่าในภาคการผลิตจริง ๆ ในภาคเอกชน ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ที่มีอยู่ไปสู่การพัฒนาในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศยังนับได้ว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมาและไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจนเพียงพอที่จะตอบกับสิ่งที่สังคมให้มาได้


ดังนั้นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อมโยงที่สังคมมีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีต่อสังคม ไม่ว่าจะมาจากมุมมองของประชาชนทั่วไป ผู้บริหารหรือนักวิชาการ เราควรคิดกันต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ได้


แรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

จากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงผลของการพัฒนาที่อาจพูดได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ “ขาดสติ” ซึ่งเน้นความมั่งคั่งทางวัตถุมากกว่าความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเห็นตึกสูง คอนโดมิเนียม โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี ชาวบ้านเลิกปลูกข้าว ปลูกพืช และหันมาขายที่ดิน นักอุตสาหกรรมปิดโรงงานมาเล่นหุ้น เงินได้มาก็ซื้อรถซื้อของใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย คนไทยจำนวนไม่น้อยขนเงินที่ได้จากการเล่นหุ้นรายวัน ไปซื้อของฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศมาใช้ แล้วเมื่อภาพลวงตาเหล่านี้หายไปและวันหนึ่งเราพบกับภาพที่แท้จริง ความเฟื่องฟูในอดีตกลับหายไปในพริบตา รัฐบาลต้องประกาศลดค่าเงินบาท สถาบันการเงินจำนวนมากต้องถูกสั่งปิด ตึกสูงและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากถูกปล่อยให้ร้าง คนจำนวนมากต้องเป็นหนี้เป็นสินเพราะไปกู้มาเก็งกำไรที่ดินและเล่นหุ้น ชาวบ้านก็ไม่มีที่ทำกินเพราะขายที่ดินไปหมดแล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศที่ “ขาดสติ” เรามองความมั่งคั่งทางวัตถุ ลงทุนเกินตัวในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตอย่างแท้จริงเพื่อให้ได้กำไรมาก ๆ มากกว่าการลงทุนที่มีความพอดี และสร้างความเจริญทางจิตใจของคนในสังคมมากกว่าวัตถุที่ได้มา เราคงต้องเร่งแก้ไขฟื้นฟูสิ่งที่เป็นอยู่อย่างเร่งด่วน แต่การฟื้นฟูในครั้งนี้ คงไม่ใช่การทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอย่างไร้ทิศทางดังเช่นในอดีต


นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นแรงผลักดันภายในประเทศแล้ว ในอนาคต กระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลกจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยอย่างมาก กระแสโลกาภิวัตน์ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สามารถรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้พร้อมกัน สามารถบริหารจัดการและตัดสินได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และการชำระเงินก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว


กระแสการเปิดเสรีทางการค้าและการสร้างระเบียบการค้าใหม่ของโลกที่มีองค์กรการค้าโลกหรือ WTO เป็นผู้ดูแล การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น NAFTA EU AFTA ฯลฯ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวเอง กำแพงภาษีที่ลดลง หรือการเปิดเสรีในการค้าและบริการต่างๆ การถูกตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร หรือ GSP (General System of Preferences) ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่


ในขณะที่โลกดูเสมือนว่าเปลี่ยนไปเป็นการค้าเสรี การกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นมาโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ กัน เช่น การกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานคุณภาพสินค้า มาตรฐานสิ่งปนเปื้อน มาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการตัดแต่งยีน หรือ GMOs (Genetically Modified Organisms) ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือ EU ที่กำลังเป็นข่าวกันอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้ความรู้เรื่องลายพิมพ์พันธุกรรม (DNA fingerprint ) มาเป็นหลักฐานยืนยัน ซึ่งในอนาคต การที่ผู้ประกอบการไทยจะก้าวไปค้าขายแข่งกับคนอื่นในตลาดโลกได้จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ


สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้การแข่งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศรุนแรงมากขึ้น คนที่เคยอยู่สบายได้รับการคุ้มครองมาเป็นเวลานาน หรือธุรกิจที่ผูกขาดก็จำเป็นต้องปรับและพัฒนาตัวเองโดยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยต้นทุน คุณภาพสินค้าและบริการใหม่ ๆ ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากที่จะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน


สัญญาประชาคมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

  • จากการเป็นแค่ผู้ให้กับผู้รับมาเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วยกัน

จากแรงผลักดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่ส่งผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมไทย ทำให้เราคงต้องหันมามองสิ่งที่สังคมส่วนรวมยึดถือปฏิบัติหรือสัญญาประชาคมที่เคยมีต่อกันระหว่างสังคมกับประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโลโนยี ว่าควรจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ด้วยเช่นกัน เพราะสัญญาประชาคมก็เปรียบเหมือนข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าจะปฏิบัติกันอย่างไรต่อไป

แต่เดิมมานั้นสังคมให้ทรัพยากรแก่ประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีควรส่งเสริม แต่ก็ให้ทรัพยากรมาเท่าที่จะให้ได้โดยไม่ทำให้ส่วนอื่นเดือดร้อน เมื่อประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับทรัพยากรนั้นมา ก็ทำเท่าที่จะทำได้ ด้วยความตั้งใจและให้คืนแก่สังคมเท่าที่จะให้ได้ โดยคาดหวังว่า เป็นหน้าที่ของสังคมที่จะนำเอาสิ่งที่ได้มานั้นไปใช้ประโยชน์เอง พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ผมมีเงินที่จะให้คุณอยู่ ๑๐๐ บาท และมีให้แค่นี้เท่านั้นจะเอาไปทำอะไรก็คิดเรื่องของคุณขึ้นมา ถึงเวลาก็ขอให้มีงานส่งผมก็พอ และบอกด้วยว่าเอาเงินไปใช้ถูกต้องตามที่ขอไว้ ส่วนผู้ขอ เมื่อได้เงินมา ๑๐๐ บาท ก็ใช้และทำที่สามารถจะทำได้

ภายใต้แรงผลักดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กำลังรุมล้อมเราเข้ามา ภาพที่เรื่องของใครคนนั้นก็ทำไป คงไม่ใช่ภาพที่ควรจะเป็นในอนาคตสำหรับสังคมไทย สังคมกับประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องหันมาทำงานร่วมกัน การมีส่วนร่วมเป็นแนวคิดที่สำคัญสำหรับสัญญาประชาคมใหม่ ทุกฝ่ายจะต้องมาร่วมกันในการวางแผน และนำแผนที่คิดไปสู่การยอมรับของสังคม และนำเอาผลการดำเนินงานกลับสู่วงจรการวางแผนอีกทีหนึ่ง ประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะได้รับประโยชน์ตรงตามที่ต้องการกลับคืนจากสิ่งที่ประชาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างหรือพัฒนาขึ้นมา

สังคมไทยในอนาคต

  • การรักษาสมดุลระหว่างการเป็นสังคมที่เปิดสู่โลกภายนอก ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสังคมไทยเอาไว้

หลังจากที่เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมา ทีนี้เราคงต้องหันมามองอนาคตกันบ้าง ใน ๒๐ ปีข้างหน้า ภาพของสังคมไทยที่ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ ก็คือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยกว่าครึ่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในสังคมชนบท คนจำนวนมากของประเทศยังมีความเป็นอยู่แบบเกษตรกรรมดั้งเดิม เป็นสังคมที่อบอุ่น มีความรู้สึกผูกพัน เป็นสังคมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ และมีความเอื้ออาทรต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากประเทศเราเป็นสังคมเปิด มีเสรีภาพในการค้าขายและประกอบวิชาชีพ ทำให้เราใช้ต้นทุนที่ธรรมชาติให้มากันอย่างฟุ่มเฟือย กระแสวัฒนธรรมใหม่ที่มากับสื่อสารสนเทศและสื่อบันเทิงต่าง ๆ จากนอกประเทศจะเริ่มเข้ามาแทนที่เอกลักษณ์และคุณค่าแบบดั้งเดิมของสังคมไทยมากขึ้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงนำมาซึ่งปัญหามนุษยสัมพันธ์และความเอื้ออาทรระหว่างสมาชิกร่วมสังคมและปัญหาของสถาบันครอบครัวที่จะตามมา

ความอ่อนแอและล้าหลังของสังคมชนบทและภาคเกษตรกรรมดั้งเดิม ภาวะวิกฤตของสถาบันครอบครัว ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่สูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศต่อไปจะเน้นแต่ความมั่นคงและประสิทธิภาพของเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเดียวไม่ได้ ในอนาคตรูปแบบเศรษฐกิจควรเป็นรูปแบบผสมผสานที่มีประสิทธิภาพที่จะสามารถกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจออกไปยังชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างทั่วถึง เป็นการพัฒนาที่เน้นศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ให้แต่ละท้องถิ่นมีการพัฒนาที่สอดคล้องกับต้นทุนทางธรรมชาติ และเปิดทางไปสู่รูปแบบเศรษฐกิจแบบผสมผสาน และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม และค่านิยมที่ดีที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์แบบไทย สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมไทย สามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ในประชาคมโลกและมีความพอดีระหว่างความมั่งคั่งทางวัตถุกับความเจริญของจิตใจ


สังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยใน ๒๐ ปีข้างหน้า


สังคมไทยในอนาคตต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความรู้คู่ไปกับปัญญาที่สร้างสรรค์ เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตของคนไทยเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประชาชน และนำพาสังคมไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสามารถที่จะอยู่ร่วมกับสังคมโลก

สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ เราจะสร้างความพอดีระหว่างการอยู่ร่วมกับคนอื่นในประชาคมโลกและรักษาสิ่งที่ดีงามในสังคมไทยไว้ได้อย่างไร ในด้านหนึ่งผมคิดว่าทุกคนคงไม่ปฏิเสธการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ผู้ซื้อผู้ใช้ที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ๆ ทำอย่างไรเราจะผลิตสินค้าได้ทันและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ในราคาที่เหมาะสม นั่นก็คือเราจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันของตนเองขึ้นมา ดังนั้น เราจะแข่งขันกับคนอื่นโดยใช้ความได้เปรียบของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเดียวคงไม่พอ หรือพึ่งความรู้และเทคโนโลยีจากคนอื่นเช่นที่ผ่านมาตลอดไปไม่ได้ เราจะต้องมีความคิดริเริ่มใหม่ วิธีการใหม่หรือสินค้าใหม่ที่จะไปนำเสนอต่อผู้ใช้ เราจะต้องมีนวัตกรรมเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้ และสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งจะต้องอาศัยพื้นฐานและความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ เราคงไม่สามารถผลิตสินค้าด้วยการลองผิดลองถูกหรือออกแบบสินค้าได้โดยไม่ต้องอาศัยแนวคิดหรือหลักเกณฑ์อะไรเลย เราจะต้องมีการพัฒนาวิธีคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยหรือสังคมโลก

กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องตระหนัก ตั้งแต่ในระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ไปจนถึงในระดับโลกเราจะคิดถึงแต่ด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราคงไม่สามารถจะผลิตโดยใช้ต้นทุนทรัพยากรที่มีอยู่เท่าใดก็ได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างสมดุล การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องคิดถึงในระยะยาวมากกว่าผลในระยะสั้น ภาระของสังคมที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องได้รับการดูแลและรักษาสภาพความสมดุลของระบบเอาไว้ ของเสียจากการผลิตจะต้องได้รับการจัดการที่ดี ในทำนองเดียวกัน การผลิตก็ต้องได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดของเสีย พลังงานทดแทน หรือเทคโนโลยีสะอาด เช่น พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ก็เป็นทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณา

ผลของการพัฒนาจะต้องทำให้คนในประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การบริการ การแพทย์และสาธารณสุข ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้จะต้องสามารถช่วยให้คนในสังคมดำรงชีวิตได้อย่างพอดี มีวัฒนธรรมของไทยเป็นเอกลักษณ์ มีระบบการศึกษาที่ทำให้ทุกคนสามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อทำให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การสร้างปัญญาให้กับคนในประเทศและก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อใช้เป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของทุกคนในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องสามารถทำให้คนในประเทศมีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เข้มแข็งมีสันติในสังคม และมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า สังคมไทยจะต้องเป็นสังคมผสมผสาน และรักษาสมดุลระหว่างการอยู่ร่วมกับสังคมโลกและการรักษาความเป็นไทยเอาไว้เช่นกัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดอยู่ในประชาคมโลก เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องเชื่อมโยงเข้าไปในสังคมไทย เพื่อเป็นรากฐานของความคิด และการสร้างสรรค์ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา เพื่อสร้างองค์ความรู้และการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศของเรา ผมคิดว่าการบรรยายในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่จะช่วยกันมองอนาคตของประเทศ และระดมความคิดจากทุก ๆ ฝ่ายเพื่อร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ของประเทศไทยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าต่อไป

หมวดที่ ๗ : สิ่งแวดล้อม ▲ กลับขึ้นด้านบน

ประเทศไทยอีก ๕ ปีข้างหน้ากับ Digital Economy
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
จัดโดย สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (ATCI)
วันพุธที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๒
บริษัท เมโทร ซิสเตมส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ท่านผู้มีเกียรติ

ความรู้เป็นรากฐานของการพัฒนาสังคม การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ของโลก เกิดจากความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมาใหม่ ๆ ทั้งสิ้น แท่นพิมพ์ของ Gutenberg ทำให้สิ่งตีพิมพ์แพร่ไปทั่วทั้งยุโรป สร้างความรู้และปฏิวัติความตื่นตัวของสังคมโลก ความรู้เป็นทรัพยากรที่ไม่มีการอิ่มตัวต่างกับทรัพยากรของโลกอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ แรงงานหรือวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด ต่างกับทรัพยากรโลกอุตสาหกรรมไม่สูญหายไปจากผู้ครอบครอง ทอม วัตสัน ผู้ก่อตั้ง IBM มักกล่าวกับเซลล์แมนของเขาว่า “ถ้าคนสองคนเอาเงิน ๑ ดอลลาร์มาแลกกัน ต่างคนต่างจะกลับบ้านด้วยเงินคนละ ๑ ดอลลาร์เท่าเดิม” “แต่ถ้าทั้ง ๒ คน แลกความคิดเห็นและความรู้ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างจะมีความรู้เพิ่มขึ้นอีกคนละหนึ่งอย่าง” นอกจากนี้ความรู้ยังแตกยอดและเปลี่ยนแปลงไปกับเวลา Francis Bacon เน้นการใช้ความรู้เพื่อรวมวิทยาการและปรัชญาให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสังคม จึงได้กล่าวไว้ว่า “ความรู้ คือ พลัง (Knowledge itself is power)” ซึ่งพลังในวันนั้น หมายถึงความสามารถที่จะโน้มน้าวและควบคุมธรรมชาติ แต่ความรู้ก็ถูกต่อยอดมาเป็นความรู้ ในเชิงได้เปรียบและเสียเปรียบในสังคม เกิดเป็นพลังในเชิงอำนาจ Bacon เองคงจะผิดหวังถ้าเป็นพลังอำนาจในทางที่ไม่ดีต่อสังคม ความรู้ได้มาจากข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งถ้อยคำหรือสิ่งของ เราสามารถให้รหัสตัวเลขแทนข้อมูลทุกชนิด Pythagoras จึงได้กล่าวไว้ว่า “All things are numbers” ซึ่งเรากำลังเห็นว่าเป็นจริง เพราะข้อมูลทุกอย่างที่คอมพิวเตอร์ใช้ทำงาน ต้องเป็นรหัสตัวเลขทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า ดิจิตอล เพราะฉะนั้นสังคมที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือ จึงได้ชื่อว่าสังคมดิจิตอล


สังคมดิจิตอล เป็นสังคมที่ใช้ข้อมูลข่าวสาร (information) กับทุกกิจกรรม การผลิตต้องใช้ information ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต การค้า ตราสารเงินตรา การบริหาร การสื่อสารบันเทิง การศึกษา ล้วนแล้วแต่ใช้ information ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกใจเลยว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและคมนาคม (ICT – Information and Communications Technology) ทำให้ปริมาณการค้าบริการที่มี information เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อในปี ๑๙๙๕ การส่งออกของบริการโลก ซึ่งรวมถึงงานทรัพย์สินทางปัญญา เช่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (software) การให้คำปรึกษามีมูลค่ามากกว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์รวมกันหรือมากกว่าปริมาณรวมของการส่งออกอาหารและน้ำมันโลก อุตสาหกรรม ICT จึงเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดมหาศาล และเติบโตเร็วที่สุดอันหนึ่ง


อุตสาหกรรม ICT ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคมอย่างมากมาย การแพร่ขยายการใช้เครือข่าย internet ยิ่งทำให้ตลาด ICT โตขึ้นไปอีก Internet เชื่อมโยงทำให้โลกติดต่อเข้าหากัน และยิ่งใช้ information เพิ่มขึ้นมากอีก Internet ถูกใช้งานทั้งทางด้านติดต่อธุรกิจและงานส่วนตัว แทนจดหมายแทนโทรศัพท์ ติดต่อค้นหาข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้ ตลอดจนการใช้เพื่อการบันเทิงและซื้อขายของกัน


โลกได้ก้าวเข้าไปสู่สังคมดิจิตอลแล้ว และเราก็กำลังถูกกำหนดให้เข้าร่วมด้วย ความจริงแล้วส่วนใหญ่ชาติที่พัฒนาแล้ว จะเป็นผู้กำหนดอนาคตให้กับชาติด้อยพัฒนา ซึ่งก็มีทั้งในแง่ดีและเสีย ข้อดีคือการตัดขั้นตอนการพัฒนา เพราะการได้รับความรู้ วิทยาการที่ดี ได้แนวทางเศรษฐกิจสังคมที่มีการทดสอบแล้วก่อน ทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้เร็วและง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือเราไม่ได้พัฒนาความคิดและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเองหรือเป็นผู้นำเลย สังคมดิจิตอลเป็นอีกอนาคตหนึ่งที่ชาติพัฒนาแล้วยื่นมาให้เรา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะถ้าหากเราไม่ไปด้วย เราก็จะไม่สามารถแข่งขัน หรืออยู่ร่วมกับสังคมโลกใหม่ได้


สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (ATCI) ได้เสนอให้ผู้มีประสบการณ์ ในด้านต่าง ๆ มาเสนอข้อคิดเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองใน ๕ ปีข้างหน้า เพื่อจะให้ผู้เชี่ยวชาญ ICT ถกกันว่าเราจะไปสู่สังคมดิจิตอลได้อย่างราบรื่นอย่างไร ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดี เพราะถ้าเราอยากรู้ว่าจะไปที่ไหนกันได้อย่างไร เราก็จะต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน จะไม่ขอกล่าวลึกไปในเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะจะได้ฟังจากท่านผู้อภิปรายหลายท่านอยู่แล้ว แต่จะขอแสดงข้อคิดเห็น ๔ - ๕ ประการในการที่จะก้าวเข้าสู่สังคมดิจิตอล

  1. อีก ๕ ปีข้างหน้าความเหลื่อมล้ำของสังคมภายใน ยังคงจะมีอยู่ คำถามมีอยู่ว่าสังคมดิจิตอลที่เกิดใหม่นี้ จะกระจายและซึมซับเข้ากับสังคมปัจจุบันได้เร็วมากน้อยแค่ไหน มีการกล่าวกันว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมโลก ทำให้ระดับความรวยและจนของสังคมห่างกันมากขึ้น มีความเห็นว่าในบ้านเรา สังคมดิจิตอลจะยิ่งแบ่งแยกขั้วต่างของสังคมให้มากขึ้นกว่ายุคอุตสาหกรรม ความรวยความจน คนมีคนไม่มี ความสงบเรียบร้อยกับอาชญากรรมสังคม ความใฝ่ฝันและความผิดหวังกลับจะเห็นเด่นชัดขึ้น

    เรื่องของคนมีและไม่มี จะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมเรา คนส่วนใหญ่ของเรายังมีฐานะยากจน ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ หรือโอกาสได้ใช้เกือบไม่มีเลย เครื่องคอมพิวเตอร์ยังแพงและจำเป็นน้อยกว่าปัจจัยสี่ที่เขายังมีไม่พอด้วยซ้ำ บริการการสื่อสารยังไม่ทั่วถึงและราคายังสูงกว่าที่จะให้คนจนเหล่านี้มีโอกาสใช้ได้

    แต่คนไม่มีโอกาสเหล่านี้ จะมีโอกาสเห็นและรับรู้จากภาพความจริงและจากสื่อต่าง ๆ ว่าคนที่มีโอกาสมีความสุขและได้เปรียบเขามากนัก ซึ่งจะเป็นการสร้างความคาดหวังที่เลื่อนลอยเพิ่มต่อไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายให้รัฐ และผู้วางแนวนโยบายจะต้องทำทุกอย่างเพื่อลดช่องว่างนี้ให้ได้

  2. อีก ๕ ปีข้างหน้า เราจะต้องใช้เวลาในการปรับระดับสังคมภายในและภายนอกมากขึ้นอีก สังคมดิจิตอลจะเปิดประตูให้เราเข้าไปสู่สังคมโลกมากขึ้น ข้อมูลของแต่ละประเทศมีมากมายให้รู้เห็น ให้เปรียบเทียบถึงนโยบาย และความสามารถของรัฐที่ประสบความสำเร็จกว่าเรา เปรียบเทียบถึงประสิทธิภาพของเศรษฐกิจและสังคมเรากับคู่แข่ง ทำให้คิดว่าจะเป็นความกดดัน หรือเป็นการท้าทายให้เรามุมานะขึ้น ความรู้สึกชาตินิยมกับแรงผลักดันให้คล้อยตามโลกและกติกาใหม่ ๆ ของโลก จะสร้างความกังวลให้แก่รัฐและสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน รัฐจะต้องเรียนรู้และสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก ไม่แตกต่างกับครอบครัวที่ต้องมีการเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น และเมื่อทำด้วยความยุติธรรมย่อมไม่เป็นการสูญเสียอธิปไตย การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ จะไม่จำกัดเพียงภายในประเทศต่อไปอีก รัฐจะต้องพัฒนาทักษะของการโน้มน้าวและเจรจาระดับนานาชาติทุกแขนงของเศรษฐกิจสังคมให้ดีและมากขึ้น

  3. การลดช่องว่างระหว่างประสิทธิภาพขององค์กรเอกชนและรัฐ สังคมดิจิตอลเป็นสังคมของผู้มีความรู้และสังคมบริการที่ดี เป็นความหวังที่จะให้ทุกคนยืนอยู่ในระดับเดียวกัน แต่บริการของเอกชนและบริการของรัฐนับวันกลับจะห่างไกลกันมากขึ้น องค์กรเอกชนมีการลงทุนใช้เทคโนโลยีและปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพล้ำหน้ากว่าภาครัฐมาก ปฏิบัติการรวดเร็ว กระชับตัว ให้ความสำคัญกับลูกค้าและใช้เครือข่าย ICT ทำทุกอย่างที่จะได้มาซึ่งบริการที่ดี แต่องค์กรรัฐยังคงปฏิบัติการในรูปเดิม มีกฎระเบียบขั้นตอนมาก งานล่าช้าไม่เป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน ยังใช้ ICT เพื่อลดแรงงานและเวลาเพื่องานภายในมากกว่าภายนอกอยู่ ไม่มีการใช้ ICT เพื่อลดขั้นตอนปฏิบัติงานและบริการประชาชนให้ฉับไวขึ้น เป็นการสูญเสียทรัพยากรและเวลาของสังคมที่วัดเป็นเงินไม่ได้ แต่ยังคงเป็นภาระให้ประชาชนรับต่อไป


ปัญหาประสิทธิภาพของการบริหารรัฐเป็นปัญหาค้างคาที่ทราบและเข้าใจกันดี แต่การแก้ไขเป็นไปอย่างล้าช้า และถูกต่อต้านกันมาก เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง กระทบต่อความมั่นคงของตำแหน่ง กลัวเทคโนโลยี ตลอดจนกลัวสูญเสียอำนาจ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการให้เร็วขึ้น ต้องสามารถให้ความรู้และบริการประชาชน ให้ได้ทัดเทียมกับที่ภาคเอกชนกำลังกระทำอยู่ รัฐจะต้องพัฒนาและดึงดูดเจ้าหน้าที่ ICT ที่มีความรู้และคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ จัดตั้งองค์กรที่มีทักษะในการช่วยให้ก้าวไปสู่สังคมดิจิตอลง่ายและเร็วขึ้น

  1. สร้างบรรยากาศให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเพื่อจัดระเบียบและกติกาใหม่ของสังคม สังคมดิจิตอลต้องการเรียนรู้ มีระเบียบและกติกาใหม่ คนรุ่นปัจจุบันจะต้องปรับเปลี่ยนให้ยอมรับคอมพิวเตอร์ ในขณะที่วงการคอมพิวเตอร์พยายามทำทุกอย่าง ให้การใช้เทคโนโลยีง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นแต่ยังต้องใช้เวลา แต่การใช้คอมพิวเตอร์ของทุกวันนี้ไม่ใช่การเรียนวิชาเขียนโปรแกรม หรือปลุกปล้ำกับเทคโนโลยีที่ยุ่งยาก เราใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล พิมพ์เอกสาร ค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งวิชาการ การใช้ง่ายขึ้นมาก อุปกรณ์ทุกชนิดมีคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่ การใช้คือเพียงการอ่านคำอธิบาย หรือเข้าใจสัญลักษณ์ของเครื่องและเลือกกดปุ่ม คนรุ่นปัจจุบันต้องหัดใช้ ATM เครื่องเสียงหรือโทรทัศน์ โทรศัพท์ไร้สาย และจอ PC ที่พ่วงต่อกับ Internet ให้เป็นธรรมดา ความคุ้นเคยเช่นนี้จะทำให้การใช้เครือข่ายดิจิตอลเป็นที่ไว้วางใจและแพร่หลายได้เร็วขึ้น


การทำธุรกิจค้าขายบนเครือข่าย Internet ที่เรียกกันว่า “Electronic Commerce" ต้องการกติกาใหม่ ใครคือผู้ขาย ใครคือผู้ซื้อ ใครรับผิดชอบว่าซื้อขายกันไม่ผิดตัว ใครรับผิดชอบในการจ่ายเงิน ดิจิตอล ยังเป็นปัญหาทั้งโลก แต่ปัญหาจะถูกขจัดไป เช่นเดียวกับเมื่อสมัยที่คนเราเริ่มรู้จักการใช้ตัวเลขแทนรหัสหรือก้อนกรวด มีปัญหาต่อต้านในการใช้มาก เพราะตัวเลขถูกบิดเบือนแก้ไขกัน จนเกือบเป็นที่ยอมรับไม่ได้ กฎหมายปัจจุบันต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อรองรับกฎกติกาใหม่ และป้องกันอาชญากรรมหรือความผิดพลาดเพื่อปกป้องประโยชน์ให้กับสังคม


กฎกติกาใหม่จะต้องสอดคล้องกับนานาชาติ เพราะสังคมดิจิตอลเป็นสังคมที่ไร้พรมแดน การปรับปรุงแก้ไขระเบียบการค้า กฎหมาย กติกาสังคมต้องมีอีกมาก แต่จะต้องทำพร้อมกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐจะต้องพัฒนาความรู้และความสามารถของบุคลากรทางด้านเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้สามารถต่อรองกติกาและเงื่อนไขระดับชาติได้ เพราะนอกจากการต่อรองทางด้านเกษตรแล้ว เรายังเป็นรองในการต่อรองทางด้านเทคโนโลยีมาก (ITA, IPR, Rule of Origin)

  1. การต่อสู้ทางการเมือง และการเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ จะยังคงมีต่อไป รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นยังอยู่ไกลกว่าที่จะมองเห็น แต่เราไม่จำเป็นต้องรอเรื่องนี้ที่จะให้ชาติพัฒนาและรุ่งเรือง เราต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สุจริต และมีความเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว สังคมดิจิตอลที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ ค้าขายติดต่อกันได้สะดวก และเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อ จะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐสนับสนุน ต้องมีนโยบายและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้เป็นผล รัฐจะต้องเป็นผู้นำและลงทุนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดปริมาณวิกฤติ (critical mass) เพื่อลดค่าใช้จ่ายของส่วนรวมในระยะยาว และให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย


สังคมดิจิตอลเป็นอีกระลอกหนึ่งของการพัฒนาของโลกที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งตายตัว แต่จะเป็นเพียงการโอบล้อม และปฏิรูปสังคมให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมกับช่วงกาลเวลา ICT และ Internet ในวันนี้ทำให้เราเห็นว่า สังคมจะเชื่อมโยงใยกันเป็นเครือข่าย ดิจิตอล เพื่อให้สังคมโลกได้ร่วมกันเรียนรู้ร่วมกันทำธุรกิจ และเป็นอยู่กันอย่างสงบสุข แต่ยังจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันตลอดไป เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่า “นวัตกรรมที่ตั้งใจไว้ในวันนี้มักจะเปลี่ยนประโยชน์ไปในวันหน้าอย่างคาดไม่ถึง” เช่นเดียวกับประโยชน์ของพลาสติกมีมากหลายเท่ากว่า ความตั้งใจเริ่มต้นของโรลส์รอยที่จะให้เป็นเพียงปุ่มประดับหัวเกียร์ให้แวววาวเท่านั้น แม้กระทั่ง Internet เองก็เกิดขึ้นมาจากเครือข่ายงานทหารและข่ายวิจัยพัฒนาของสหรัฐ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจสังคมโลกในปัจจุบัน


โดยสรุป สังคมดิจิตอลเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยต้องการผู้นำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความพร้อมของสังคมใหม่นี้ เป็นการทดสอบถึงความสามารถของเรา ที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่สังคมโลก ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากรัฐในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากภาพเอกชน การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเกิดขึ้นรวดเร็วให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มิฉะนั้นเราจะเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะสังคมดิจิตอลเป็นสังคมที่จะต้องชิงไหวชิงพริบกันในเชิงความรู้ในเวลาที่จำกัด

หมวดที่ ๗ : สิ่งแวดล้อม ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าว
เรื่อง อุตสาหกรรมไทยในยุคสารสนเทศ
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๘
ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ


ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานไอทีเฉลิมพระเกียรติ: เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประชาชน และมาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญและความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการพัฒนาอุตสาหกรรมในวันนี้


ผมดีใจที่ได้เห็นบุคคลต่าง ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือเรียกสั้น ๆ ว่า IT (Information Technology) ทั้งนี้เป็นที่คาดกันว่าการเปลี่ยนแปลงในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลกับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สามารถปรับตัวได้ทันและอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเช่นกันกับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ไม่พร้อม ไม่เข้าใจและไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

1.การพัฒนาอุตสาหกรรมและสภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน


อุตสาหกรรมของไทยได้ผ่านช่วงสำคัญในชีวิตการพัฒนามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการเกิดและการก่อร่างสร้างตัวในระยะแรก โดยจุดเริ่มต้นของภาคอุตสาหกรรมไทยมีขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน พร้อม ๆ กับการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และ 2 และภาคอุตสาหกรรมได้กลายเป็นภาคเศรษฐกิจใหม่ ที่ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการลงทุนและการจ้างงาน เพิ่มเติมจากการเกษตรและการพาณิชย์ ที่เป็นพื้นฐานเดิมของเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ภาคอุตสากรรมได้เข้าเชื่อมโยงกับการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นครั้งแรก แต่การค้ายังคงถูกจำกัด โดยนโยบายปกป้องตลาดภายในประเทศ อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมได้มีการเจริญเติบโตสูงในอัตราร้อยละ ๑๑.๓ ต่อปี ในช่วง ๑๕ ปีแรก (พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๒๐)


การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งที่ ๒ คือ การเติบโตครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อภาคอุตสาหกรรมได้เจริญเติบโตเกินกว่าขนาดของตลาดภายในประเทศจะรองรับได้และรัฐบาลได้ปรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมมุ่งสู่การส่งออกในช่วงโอกาสเหมาะที่ตลาดโลกขยายตัว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเข้าเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกโดยตรงทั้งการลงทุน เทคโนโลยีและการค้า ภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ ๖ ต่อเนื่องถึงฉบับที่ ๗ มีการขยายตัวกว่าร้อยละ ๙.๘ ต่อปี


อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตที่สูงของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ ๒ เป็นไปในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของรัฐบาลในขณะนั้นจะสามารถสนองตอบทางด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ทันโดยเฉพาะการกระจายโครงสร้างพื้นฐานให้ชี้นำการกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาค ผลที่เกิดตามมาก็คือภาคอุตสาหกรรมและความเจริญทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่ จึงมีการย้ายถิ่นฐานจากชนบทมาสู่เมืองหลวงมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาความแออัด ปัญหามลพิษ และความเสื่อมโทรมทางสังคมดังที่ทราบกันดี ในขณะนี้ขนาดของปัญหาการกระจุกตัวของอุตสาหกรรม และแหล่งงานยังมีอยู่สูง แม้จะได้มีโครงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น โครงการถนน ๔ ช่องทาง โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งอยู่ในระยะที่ ๒ และการกระจายอุตสาหกรรมไปอยู่เขตส่งเสริมการลงทุนเขตที่ ๓ เป็นต้น อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้อยู่ในวิสัยที่น่าจะจัดการได้แต่ต้องอาศัยการดำเนินการต่อเนื่อง


ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคนี้คือ การเน้นหนักที่อุตสาหกรรมเบาและใช้แรงงานสูง ซึ่งที่จริงก็เหมาะสมสำหรับสถานะการณ์ในช่วงนั้นเพราะค่าแรงยังต่ำและมีแรงงานเหลือจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันตลาดแรงงานตึงตัว ค่าแรงสูงขึ้น และเกิดการขาดแคลนแรงงานในทุกระดับ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเปิดเข้าสู่การแข่งขันยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูงจากประเทศค่าแรงต่ำ เช่น จีนและเวียดนาม จึงคาดว่าอุตสาหกรรมเบาเหล่านี้คงไม่สามารถเป็นแรงผลักให้กับเศรษฐกิจได้อีกนานเท่าใด และจุดนี้เองน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมครั้งที่ ๓ ที่จะเป็นการปรับเข้าสู่การผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและใช้เงินลงทุนต่อแรงงานสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการหนีไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงนั้นจะทำให้อุตสาหกรรมไทยในรูปแบบใหม่นี้ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศที่พัฒนาแล้วพร้อม ๆ กับการเปิดเสรีเนื่องจากข้อการตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น GATT และ AFTA ไม่เพียงเท่านั้นการปฏิวัติของเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นตัวกระตุ้นเสริมให้การแข่งขันในการค้าสินค้าอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นความสำเร็จของการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทยในครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถนำเอาการปฏิวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นข้อได้เปรียบในการเพิ่มขีดความสามารถในระบบการผลิต การค้า และการบริการในภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เร็วกว่าประเทศอื่นได้อย่างไร

2.บทบาทของสารสนเทศ


เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับการนำเอาข้อมูลมาจัดระบบในรูปของดิจิตอล และการดึงเอาข้อมูลหลักเหล่านั้นมาใช้ในกระบวนการทำงานของเครื่องจักรจะช่วยปลดปล่อยมนุษย์จากงานที่ซ้ำซากจำเจและน่าเบื่อ อย่างเช่น การบวกลบเลขหลาย ๆ ครั้ง การพิมพ์จดหมายซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือการแก้แบบที่ต้องมาวาดแบบกันใหม่หลาย ๆ ครั้ง ทำให้มนุษย์มีโอกาสและเวลามากขึ้นในการทำงานที่ต้องใช้ความสามารถของมนุษย์อย่างแท้จริง เช่น งานสร้างสรรค์ งานที่ต้องใช้ดุลยพินิจตัดสินใจ และงานที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ นอกจากนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยให้มนุษย์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านลูกค้า ด้านเทคโนโลยี ด้านการผลิต หรือการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องศึกษาและเสียเวลาหาความเชี่ยวชาญระดับลึกในทุก ๆ ด้าน เหมือนแต่ก่อน สรุปก็คือ IT ปลดปล่อยมนุษย์จากการทำงานในลักษณะเครื่องจักร และเปิดโอกาสให้มนุษย์ทำงานสร้างสรรค์ที่มนุษย์เท่านั้นสามารถทำได้


สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยีมาสู่ IT ภาคอุตสาหกรรมและบริการ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Microprocessor ซึ่งเข้าไปทดแทนเทคโนโลยีเครื่องกลในกิจการต่าง ๆ และช่วยให้เกิดความสามารถใหม่ ๆ ในผลิตภัณฑ์และบริการ โดยเฉพาะในสินค้าอุปโภค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เทคโนโลยี Microprocessor ก่อให้เกิดการพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC ให้ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในสำนักงานและในโรงงานตลอดจนบ้านเรือนทั่วไป


ลักษณะพิเศษของ PC คือ เป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่ทำงานตามชุดคำสั่ง หรือ Software ที่ใส่เข้าไป นั่นคือ PC มีความยืดหยุ่นที่จะใช้ได้หลายขบวนการทั้งการวางแผนด้านผลิต การควบคุมคุณภาพการทดสอบ การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า การบัญชีและการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ และที่สำคัญ PC อาจนับได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่มีการพัฒนาเร็วที่สุด คือ นับวันแต่จะมีความเร็วยิ่งขึ้น จุได้มากขึ้น ใช้โปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ขนาดของเครื่องเล็กลง และมีราคาถูกลง คงจำกันได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้คอมพิวเตอร์ หมายถึง Mainframe ที่ต้องมีห้องพิเศษ มีนักคอมพิวเตอร์คอยควบคุม แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถซื้อ PC ได้ในราคาถูกและมีประสิทธิภาพสูงกว่า Mainframe เหล่านั้นด้วยซ้ำ


เมื่อ Microprocessor และ PC มีราคาถูกลงจะมีการใช้งานกว้างขวางมากขึ้น ทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับ IT มีความเป็นไปได้ เช่น ระบบเครือข่ายดิจิตอล และการลงทุนในอุตสาหกรรม Software เป็นต้น ประกอบกับกระบวนการใช้ข้อมูลมีลักษณะพิเศษที่เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นต้นทุนต่อหน่วยก็จะยิ่งลดลง ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีระบบเครือข่ายดิจิตอลที่รวดเร็วจึงถูกลงและทำให้เราสามารถวางโครงสร้างทางด้านสื่อสารที่สะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทั่วทุกมุมโลก กรณีนี้เป็นเช่นเดียวกับการปฏิวัติของระบบโทรศัพท์ที่ขจัดข้อจำกัดด้านระยะทางและภูมิศาสตร์ในด้านคำพูด แต่ระบบเครือข่ายดิจิตอลปฏิวัติระบบข้อมูลทั้งหมดไม่เพียงแต่คำพูดแต่รวมถึงข่าวสารและภาพวีดีโอจำนวนมากโดยความถูกต้อง และแม่นยำ


ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้แทบทุกองค์กรเริ่มเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นระบบ LAN (Local Area Network) ส่วนทางรัฐบาลได้เริ่มสนับสนุนการสร้างโครงฐานการสื่อสารด้วยโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านหมายเลข โดยใช้สายใยแก้ว และโครงการดาวเทียมสื่อสารไทยคม ในขณะที่ NECTEC องค์การโทรศัพท์และองค์การสื่อสารซึ่งเป็นองค์กรหลักด้าน IT ของไทยก็ได้นำ Internet มาสู่ประเทศไทยเพื่อติดต่อกับโลกภายนอก และเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ยุคทางด่วนข้อมูลซึ่งสามารถขนถ่ายข้อมูลระบบหลายสื่อรวมกัน เช่น ข้อมูล เสียง และสัญญาณวีดีโอ เราจะสามารถประกอบธุรกิจแบบไร้พรมแดนจริง ๆ


นอกจากความก้าวหน้าทางด้านเครื่องจักรหรือ Hardware แล้วการพัฒนาระบบการสั่งเครื่องจักรหรือ Software ก็ได้มีการวิวัฒนาการอย่างเร็วเช่นกัน ไม่เพียงแต่จะมีสมรรถภาพสูงขึ้นเท่านั้น ยังสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น

  1. ทุกวันนี้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมและระหว่าง PC ซึ่งอาจจะอยู่คนละแห่งไกลจากกันเป็นไปได้โดยง่าย ระบบไปรษณีย์อีเล็คโทรนิกส์หรือ E-Mail ก็ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการติดต่อและสื่อสารระหว่างกัน ระบบกราฟฟิกส์ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะของแบบฟอร์มผ่านคอมพิวเตอร์ เช่น การส่งใบแจ้งหนี้ หรือใบขนส่งสินค้า รวมทั้งแบบฟอร์มภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.)

  2. ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านอิเล็คโทรนิกส์ (Electronic Data Interchange — EDI)

    ระบบ EDI จะมีบทบาทสำคัญด้านการบริการทางการค้าในรูปของการรับส่งข้อมูล เช่นการอำนวยความสะดวกด้านระเบียบพิธีศุลกากรและระบบการขนส่งสินค้า ทำให้ลดระยะเวลาในการออกสินค้ามีความถูกต้อง รวดเร็ว สามารถช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริการได้มากขึ้น

    ระบบ EDI คือการส่งแบบฟอร์มอิเล็คโทรนิกส์ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นตัวหลักในการทำงานโดยผ่านเครือข่ายดิจิตอลโทรคมนาคมซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่อ่านข้อมูลหรือรับคำสั่งแล้วก็ทำงานตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ ตัวอย่างเช่น การป้อนคำสั่งซื้อ – ขาย โดยการอ่านรหัส (Barcode) เพื่อการจัดการคลังสินค้า เป็นต้น และข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์และประมวลผลต่อไปได้ในอนาคต

    ระบบ EDI มีประโยชน์หลายด้านเพราะช่วยให้เกิดความแม่นยำด้านข้อมูลซึ่งทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า บริการและการผลิต ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจลดลง ในที่สุดเป็นการช่วยสร้างความแตกต่างแก่ผลิตภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถในการตอบรับแก่ลูกค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าสู่ตลาดใหม่

  3. Software โปรแกรมประเภท CAD/CAM ซึ่งช่วยในการออกแบบ หรือ โปรแกรมด้านวางแผนการผลิต หรือที่เรียกกันว่า Resources Planning (MRP) ทำให้เกิดปฏิวัติในการใช้ Computer ในกระบวนการผลิตซึ่งจะเอื้ออำนวยให้สามารถออกแบบและควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผลิตให้มีความยืดหยุ่นได้ กล่าวคือสามารถปรับตัวในการผลิตสินค้าหลายอย่างได้ในเวลาอันสั้นไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์หรืออุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ ระบบซอฟแวร์ลักษณะนี้เองที่จะกระตุ้นให้เกิดความสร้างสรรค์โปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ สำหรับอุตสาหกรรมหลาย ๆ ประเภทในการออกแบบสินค้าและปรับปรุงขบวนการผลิตเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการแข่งขัน

  4. Software ระบบข้อมูล On-line และการค้าผ่านระบบเครือข่ายอีเล็คโทรนิกส์ อย่างเช่น Internet ก็จะเกิดขึ้น จะรวมข้อมูลด้านการตลาด การศึกษา ข่าวสารด้านอุตสาหกรรม มากมายซึ่งอุตสาหกรรมไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการค้าระหว่างประเทศ

     

    3.อุตสาหกรรมไทยในยุคสารสนเทศ


อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๗ รัฐได้วางแผนที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวร้อยละ ๙.๕ เพื่อให้เศรษฐกิจส่วนรวมขยายในอัตราร้อยละ ๘.๒ ต่อปี ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีการวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยปรับภาคนำจากอุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งทอ มาสู่อุตสาหกรรมหลักอื่นโดยเฉพาะอีเล็คโทรนิกส์และคอมพิวเตอร์ แผน ๘ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินงานคงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องพยายามขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์อีเล็คโทรนิกส์ นั่นก็หมายความว่าในอนาคตอันใกล้ อุตสาหกรรมอีเล็คโทรนิกส์ และ IT คงจะกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนึ่ง


ในทำนองเดียวกันเศรษฐกิจไทยจะพัฒนาเข้าสู่กิจกรรมในภาคบริการมากขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าในภูมิภาค ดังเห็นได้จากอัตราการเติบโตของบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมบริการงานในภาคอุตสาหกรรมเอง จะเห็นได้ว่าศักยภาพของการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้น ได้เปลี่ยนไปจากการเน้นเฉพาะการผลิตเข้าสู่การสร้างความได้เปรียบในการออกแบบ การตลาดและการบริการหลังการขาย ในอุตสาหกรรมบางชนิดมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่าของเรา เช่น เวียดนาม ในขณะที่ฐานการออกแบบและการค้ายังคงอยู่ในประเทศไทย ตัวอย่างในปัจจุบัน คือ เครื่องหนัง และรองเท้ายาง และแน่นอนที่ IT จะมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในทิศทางนี้ รวมถึงการสร้างแนวทางธุรกิจใหม่ให้กับกิจกรรมการค้าปลีก (retail), การแพทย์, การกฎหมาย การบัญชี ฯลฯ


อย่างไรก็ตาม ในส่วนโอกาสที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคนั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการพัฒนาด้านอีเล็คโทรนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับที่ต่ำกว่ามาเลเซีย และสิงคโปร์ การแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำใน ASEAN จึงเป็นไปได้ลำบาก เพราะประเทศเหล่านี้ได้พัฒนาตัวเองไปสู่สังคมยุค IT ไกลกว่าประเทศเราแล้ว ประเทศไทยจึงควรเน้นการสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม IT และเครือข่ายเข้ากับประเทศ ASEAN เหล่านั้นเพื่อผลประโยชน์ในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศอื่น แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีโอกาสเป็นผู้นำใน ASEAN ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วก็ตาม แต่ด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในด้านการอุตสาหกรรม เงินทุนและบุคลากรที่มีอยู่ ซึ่งหากมีการวางแผนและระดมกำลังอย่างแท้จริง ประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะไล่ทันประเทศเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยควรมีโอกาสเป็นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ และเชื่อมโยงเครือข่ายของอินโดจีนเข้าด้วยกันให้ได้

4.นโยบายที่ควรเร่งรัด

ในการพัฒนา IT และการนำเอา IT เข้าไปปรับปรุงการผลิต การดำเนินงาน และการบริหารในภาคอุตสาหกรรมนั้น รัฐและเอกชนต้องช่วยกันดำเนินการในสิ่งเหล่านี้

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสาร
    ระบบเครือข่ายระดับประเทศจะเป็นโครงฐานสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าสู่ยุคข่าวสารที่ประชาชนทุกคนทั่วประเทศจะสามารถรับประโยชน์ได้ รัฐจำเป็นจะต้องเป็นผู้นำทางในการกระจายระบบเครือข่ายไปสู่ทุกมุมของประเทศ ซึ่งรวมถึงระบบโทรคมนาคมและกฎหมาย การเปิดตลาดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อลดค่าใช้จ่ายแก่ผู้บริโภคในที่สุด
  2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    การขาดแคลนบุคลากรด้าน IT นั้นอยู่ในขั้นวิกฤต และคาดการณ์ว่าจะประสบสภาพที่เลวร้ายกว่าปัจจุบันก่อนที่ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น รัฐต้องเร่งหามาตรการที่เหมาะสมสำหรับสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรใหม่ด้าน IT ให้เพียงพอ เพื่อหยุดยั้งสภาพค่าตัวเฟ้อของบุคลากรด้าน IT และต้องหาทางร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการเสริมสร้างความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทุกวันนี้ความสามารถในการถ่ายทอด การอบรมทางไกลผ่านดาวเทียมก็มีพร้อมอยู่แล้ว การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทำกันอยู่อย่างแพร่หลาย
    สำหรับบุคลากรในปัจจุบันที่ทำงานอยู่แล้วในสาขา IT ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมจากองค์กรเพื่อให้เกิดความสามารถที่จะปรับตัวได้ทันความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนอยู่เสมอ การเรียนรู้เกี่ยวกับงานจากประสบการณ์ขององค์กรหรือเพื่อนร่วมงานจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างในการสร้างศักยภาพทางด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตนเอง ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปด้วยและองค์กรที่ลงทุนสำหรับการอบรมเช่นนี้เท่านั้นจึงจะได้บุคลากรที่มีความสามารถและมีความพอใจในการทำงานสูง พร้อมที่จะปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  3. การกระตุ้นให้มีข้อมูลด้านการตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า
    รัฐบาลควรต้องวางแนวนโยบายกระตุ้นภาคเอกชนให้มีการสรรหาข้อมูลด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าที่จะส่งออก เพื่อการติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่ง และติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ค้า ตัวอย่างที่ IT จะช่วยในเรื่องนี้ได้คือ การสรรหาข้อมูลการตลาดจาก Internet แต่ที่เหมาะสมนั้น รัฐบาลควรลงมือจัดทำระบบเครือข่ายข้อมูลการผลิตและการค้านี้เอง เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมและผู้ส่งออกของไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงขึ้น
  4. การลงทุนร่วม

การบุกตลาดต่างชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรม IT และการนำ IT มาประยุกต์ปรับปรุงภาคอุตสาหกรรมในระยะแรกนั้น จำเป็นต้องมีการร่วมมือกับบริษัทต่างชาติที่มีเทคโนโลยีทางด้านนี้อยู่แล้ว และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรเสริมบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและใช้กลไกของรัฐ เช่น ทูตการค้า เป็นผู้คัดเลือกและเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย

5.บทสรุป

ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีวงจรชีวิตที่เข้าสู่ระบบการปรับตัวครั้งใหญ่ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง การปฏิวัติเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น อาจเป็นโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไทยพอ ๆ กับที่เป็นโอกาสให้กับประเทศอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและการสนองตอบต่อเทคโนโลยีที่ทันต่อเวลาของภาคเอกชนเอง

หากจุดมุ่งหมายของประเทศไทยคือการรักษาศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคนำการพัฒนาประเทศต่อไป ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องหันไปพัฒนาการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศให้จริงจังมากขึ้นกว่านี้ ทั้งในสองส่วนคือ การพัฒนาอุตสาหกรรม IT ให้เป็นแกนนำของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตและการนำเอาประโยชน์จาก IT มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต การค้าและการบริการ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณท่านผู้จัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าปีอันเป็นมงคลเนื่องในวาระครบรอบการครองราชย์ ๕๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะนำการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่จุดมุ่งหมายและประสบความสำเร็จดังที่ทุกคนต้องการ

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำกล่าวของฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ใ นพิธีมอบใบรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสากล ISO 14001
วันจันทร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓
ณ โรงไฟฟ้าบางปะกง

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

ท่านผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ท่านผู้นำท้องถิ่น และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

ขอแสดงความชื่นชมยินดีกับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานโรงไฟฟ้าบางปะกงทุกคน ในความสำเร็จจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม จนได้รับใบรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสากล ISO 14001 จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ในยุคโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน มีการติดต่อกิจกรรมร่วมกันระหว่างประเทศหลากหลายรูปแบบ มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จัดเป็นมาตรฐานสากลที่นานาอารยประเทศที่เป็นสมาชิกถือปฏิบัติ และยอมรับร่วมกันซึ่งกำหนดโดยองค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสมาชิก 100 กว่าประเทศ ตัวแทนสมาชิกมาจากหน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติทั้งหมด สำหรับประเทศไทยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในส่วนของประเทศไทย นอกจากมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รับผิดชอบดูแลแล้ว ยังมีหน่วยงานหนึ่งคือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เป็นที่น่ายินดีว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรหนึ่ง ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและมีความห่วงใยในสภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยด้วย ผมได้ติดตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าบางปะกงมาโดยตลอด เห็นว่าโรงไฟฟ้าบางปะกงแม้จะเกิดขึ้นเมื่อ ๒๐ ปีมาแล้วแต่ก็ยังพัฒนาก้าวทันเทคโนโลยีและนำระบบการจัดการที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาใช้ในการพัฒนางานโดยตลอดมาอย่างต่อเนื่อง เป็นการแสดงถึงความมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายและสติปัญญาความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่

ในส่วนของการบริจาคเงินให้แก่องค์การยูนิเซฟประเทศไทยนั้น ผมในฐานะทูตองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย ขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน ที่ได้เสียสละทุนทรัพย์ส่วนตัว แสดงความเอื้ออาทรแก่เด็กไทยผู้ด้อยโอกาสให้ได้พบแสงสว่างในชีวิต ขอให้เมตตาจิตของท่านในครั้งนี้เป็นกุศล ที่นำพาท่านและครอบครัวไปสู่ความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย
ในพิธีเปิดการสนทนานำร่องท่องเที่ยวไทย ปี ๒๐๐๐
จัดโดย กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย
ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
โดยการสนับสนุนขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
วันอังคารที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
ณ โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมยินดีที่ได้มาพบกับท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ในเรื่อง “นำร่องท่องเที่ยวไทยในปี ๒๐๐๐”

เมื่อไม่นานมานี้เอง เรายังคิดกันว่าเรื่อง ‘ท่องเที่ยว’ เป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่จริงจัง ไม่มีสาระ ความคิดของมนุษย์เรามักจะมาในรูปคู่ตรงกันข้าม เช่น ‘ดี’ กับ ‘เลว’ ‘ขาว’ กับ ‘ดำ’ ‘เรื่องจริงจัง’ กับ ‘เรื่องเล่น ๆ’ ‘เรื่องงาน’ กับ ‘เรื่องเที่ยว’ เราเคยคิดกันว่าคนดีคือคนที่เอาจริงเอาจังและทำแต่งาน มีแต่คนเหลวไหลเท่านั้นที่จะเอาแต่ ‘เที่ยวเล่น’ ‘เที่ยว’ และ ‘เล่น’ มีนัยยะว่าเหลวไหล ไร้สาระ มากกว่าจะมีความหมายถึงการแสวงหาความรู้ หรือการเปิดโลกทัศน์ แต่ทุกวันนี้ความเข้าใจในเรื่อง ‘เที่ยว’ และ ‘เล่น’ ได้เปลี่ยนไป โดยคนได้ตระหนักเห็นด้านที่สร้างสรรค์ของกิจกรรมทั้งสองมากขึ้น

ในทางเศรษฐกิจ ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่มีบทบาทมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และต่อเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด ธุรกิจการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่อง ‘เล่น ๆ’ ที่ใครจะคิดถึงอย่างฉาบฉวยได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อการท่องเที่ยวเป็นพระเอกในการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า การท่องเที่ยวเป็นเรื่องเบา ๆ ไม่จริงจัง ไม่มีเนื้อหา ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องการเงิน การคลัง และการเมือง แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น การท่องเที่ยวอาจไม่ใช่เรื่องรุนแรงฉับพลันเท่ากับการขึ้นราคาน้ำมัน การลดค่าเงินบาท การเลือกตั้ง หรือการประท้วง แต่การท่องเที่ยวมีผลกระทบได้รุนแรงและกว้างไกลไม่น้อยกว่ากันเลย ทั้งในเชิงที่เป็นคุณและที่เป็นโทษ เพียงแต่ไม่ได้มีลักษณะ ‘ฉับพลัน’ เท่านั้น ผมจึงได้กล่าวว่าผมยินดีที่วันนี้เราจะสนทนากันในเรื่องการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวเป็นพระเอกในฐานะกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว และยิ่งมาเป็น ‘วีรบุรุษ’ เมื่อมีภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ดูเหมือนว่าใคร ๆ ก็อยากจะมีธุรกิจการท่องเที่ยวกันทั้งนั้น แต่ละจังหวัดก็ต้องการจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไม่ได้สำคัญเฉพาะกับเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่สำคัญต่อประเทศอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป ชาวอเมริกันและชาวยุโรปไม่ได้เป็นแต่เพียงนักท่องเที่ยวเป้าหมายของเราเท่านั้น ประเทศของเขาเองก็เป็นผู้นำในฐานะแหล่งท่องเที่ยวด้วย

นิตยสารต่างประเทศเคยตีพิมพ์ว่าเมืองไทยเป็นดินแดนของเซ็กส์และกอล์ฟ ภาพพจน์แบบนี้ต้องเปลี่ยน แต่ภาพพจน์จะเปลี่ยนได้จริงก็ต่อเมื่อความเป็นจริงต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ทุกวันนี้เราไม่พูดถึง sex tour กันแล้ว แต่พูดกันถึง Ecotourism คำว่า Eco มาจากคำว่า Ecology หรือระบบนิเวศ Ecotourism ซึ่งเราแปลกันว่า ‘การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ’ จึงหมายถึงการท่องเที่ยวที่มุ่งพานักท่องเที่ยวไปชื่นชมธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็เป็นการท่องเที่ยวที่เคารพธรรมชาติด้วย

สาเหตุที่ Ecotourism เป็นที่นิยมกัน เป็นเพราะคนเมืองเครียดกับวิถีชีวิตในเมืองและถวิลหาธรรมชาติมากขึ้น การเดินป่า ดูถ้ำ ดูนก ดำน้ำ ขี่จักรยาน และการตั้งค่ายเป็นที่นิยมกันมากขึ้นของคนทุกวัย ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเช่นนี้ ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบของกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะมีต่อธรรมชาติและระบบนิเวศด้วย มิฉะนั้นแล้ว การที่คนเข้าไปใกล้ธรรมชาติมากขึ้นและยังพกความคิดบริโภคนิยม ความคิดที่เห็นตนเองเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่น ๆ ในระบบนิเวศติดตัวไปด้วย ก็มีแต่จะทำให้ธรรมชาติทรุดโทรมลง นอกจากนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่หากไม่จัดการอย่างระมัดระวังก็ยังอาจมีผลทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ด้วย ที่จริงในเรื่องนี้เราเคยมีประสบการณ์มามาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงในเรื่องที่มีชายหาดสวยงามหลายแห่ง แต่บางหาดกลับกลายเป็นแหล่งของ Sea, Sand and Sex เช่นที่พัทยา และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง ดังนั้นจึงต้องมีเป้าหมายที่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสร้างความเป็นธรรม พูดง่าย ๆ ก็คือ การพัฒนาที่ไม่ได้คิดถึงแต่เราเพียงคนเดียว แต่คิดถึงคนอื่น ๆ และคนรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย เราจึงต้องคำนึงด้วยว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวของเรานั้น จะส่งผลในทางทำลาย หรือในทางส่งเสริมทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของเราเองกันแน่

ผมจะยกตัวอย่างเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ที่จริงแล้วไม่เล็กเลย เพราะเป็นเรื่องของ “ช้าง”

ประมาณ ๓ - ๔ ปีมานี้ เราได้ยินเรื่องน่าสลดใจเกี่ยวกับช้างอยู่หลายครั้ง มีตั้งแต่ช้างตกเหวตาย ช้างอาละวาด ช้างบุกรุกไร่สวนของชาวบ้าน จึงถูกชาวบ้านทำร้ายบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ถึงกับนั่งยางช้างก็ยังมี รวมทั้งช้างที่ถูกนักล่าสัตว์ป่าล่าเอางาและชิ้นส่วนอวัยวะอื่น ๆ ระยะหลังมานี้ คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่แต่เพียงอ่านข่าวเห็นข่าวเกี่ยวกับช้างเท่านั้น แต่เรายังได้เห็นช้างจริง ๆ เดินอยู่บนถนนคอนกรีตในกรุงเทพฯ บ้างก็บาดเจ็บเพราะตกท่อ บ้านผมอยู่ที่ถนนสุขุมวิท แต่เดิมสุขุมวิทเป็นย่านพักอาศัยที่สงบร่มเย็น เดี๋ยวนี้กลายเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญทั้งกลางวันและกลางคืน และมีปัญหาการจราจรติดขัดอยู่แทบตลอดเวลา บนถนนที่วุ่นวายนี้ นอกจากจะมีรถยนต์ รถขนส่ง และรถไฟฟ้า ซึ่งทันสมัยที่สุดแล้ว ปัจจุบันยังมีช้างเดินให้เห็นอยู่ทุกวัน ที่จริงกรุงเทพฯ เป็นแหล่งสุดท้ายของช้าง ช้างเดินทางอพยพไปเมืองอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ แม้แต่จังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเกาะยังมีช้างอยู่หลายเชือก ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว

ช้างเคยเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย และเคยมีบทบาทในการปกป้องแผ่นดิน ในสมัยอยุธยา ช้างช่วยพระมหากษัตริย์ปกป้องแผ่นดินในยามรบทัพจับศึก คงจำกันได้ว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า ในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้นพระองค์ทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร ตกมาในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ในสมัยราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความจำเป็นที่อาณาจักรไทยจะต้องมีเขตดินแดนทางภูมิศาสตร์ที่แน่ชัด เพื่อการเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกในเรื่องเขตแดน จึงได้ทรงเตรียมการสำรวจเพื่อการจัดทำแผนที่เขตแดนประเทศราชหัวเมืองลาวเพื่อต่อกรกับฝรั่งเศส ได้ทรงมีพระบัญชาให้ผู้เชี่ยวชาญชื่อเจมส์ แมคคาร์ธี ซึ่งได้รับพระราชทานยศเป็นพระวิภาคภูวดลนำคณะขึ้นไปสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำแผนที่ใน พ.ศ. ๒๔๒๗ พระวิภาคภูวดลใช้ช้างนำคณะสำรวจเดินทางขึ้นไปถึงหลวงพระบาง แผนที่สยามที่จัดพิมพ์ขึ้นตามมาตรฐานสากลเป็นครั้งแรก อันเป็นผลงานของพระวิภาคภูวดลนั้นพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาช้าง ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)

นอกจากจะเป็นสัตว์พาหนะที่รับใช้แผ่นดิน ช้างยังเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองดังจะเห็นได้ว่า ในตราแผ่นดินจะมีรูปช้างอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างเผือกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระบรมเดชานุภาพ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ. ๑๑๐ (พ.ศ. 2434) ธงสยามมีลักษณะเป็นธงพื้นแดง ตรงกลางเป็นรูปช้างเผือกหันหน้าเข้าเสาธง และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เมื่อผู้ใดพบช้างเผือก จะนำถวายพระเจ้าอยู่หัว ช้างเผือกเหล่านี้จะได้รับพระราชทานยศ ‘พระ’ และ ‘พระยา’ ดังเช่น พระยาเศวตวรวรรณฯ (ในรัชกาลที่ ๕) พระเศวตวรลักษณ์ฯ (ในรัชกาลที่ ๕) พระเศวตวชิรพาหะฯ (ในรัชกาลที่ ๖) พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ (ในรัชกาลที่ ๗) และพระเศวตอดุลยเดชพาหนะฯ (ในรัชกาลที่ ๙) นอกจากนี้ ช้างเผือกยังเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ข้าราชการ โดยมีมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกเป็นชั้นสูงสุด

ที่ผมกล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงบทบาทที่สำคัญของช้างใน วัฒนธรรมไทย แม้แต่คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ ยังได้จัดตั้ง ‘คณะอนุกรรมการการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย’ และได้สถาปนาวันที่ ๑๓ มีนาคม เป็นวันอนุรักษ์ช้างไทย

ช้างเหล่านี้เป็น ช้างบ้าน หรือ ช้างเลี้ยง คือช้างที่มาอยู่กับมนุษย์เสียแล้ว ไม่ได้อยู่ป่าอย่างบรรพบุรุษ ในปัจจุบัน ทั้งประเทศไทยมีช้างเลี้ยงอยู่ทั้งหมดประมาณ ๓,๐๐๐ เชือก กระจายอยู่ใน ๔๑ จังหวัดในภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ทุกวันนี้ช้างเลี้ยงมีหน้าที่ช่วยเจ้าของหรือควาญช้างในกิจกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดและสอนง่าย จึงสามารถฝึกให้ทำการแสดงต่าง ๆ และให้พานักท่องเที่ยวชมป่า แต่อาชีพเหล่านี้ก็คงมีไม่พอ เราจึงเห็นช้างมาเดินขายกล้วย ขายความสงสาร ขอทานอยู่ในเมือง การจะแก้ปัญหาช้างในเมืองด้วยการสกัดช้างไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ และผลักดันช้างที่อยู่ในกรุงเทพฯ ให้ออกไปนั้น ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สาเหตุ จะแก้ปัญหาช้างเลี้ยง จะต้องแก้ปัญหาปากท้องของคนเลี้ยงช้างเป็นสำคัญ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ มีช้างเลี้ยงอยู่จำนวนมาก จังหวัดสุรินทร์ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการแสดงช้างมาช้านานและมีการเลี้ยงช้างมานานนับร้อยปี มีช้างเลี้ยงอยู่ประมาณ ๒๐๐ เชือก สุรินทร์เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ชาวสุรินทร์มีรายได้เฉลี่ยเพียง ๑๓,๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี หรือเท่ากับ ๑,๑๒๕ บาทต่อคนต่อเดือน หรือ ๓๗.๕๐ บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่เล็กน้อยมาก ยังไม่พอเป็นค่าทางด่วนขั้นแรกในกรุงเทพฯ ด่านเดียวเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากควาญช้างนำช้างเข้าเมือง เพื่อให้คนลอดท้องช้าง หรือเพื่อขายกล้วยให้คนที่ผ่านไปมาซื้อเลี้ยงช้าง เขาจะมีรายได้เฉลี่ยวันละ ๕๐๐ บาท จะผลักดันช้างและเจ้าของช้างออกนอกเมืองได้อย่างไร ถ้าหากรายได้แตกต่างกันมากกว่า ๑๐ เท่าเช่นนี้

แต่ยังมีช้างอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ช้างป่า ซึ่งถึงแม้ไม่ต้องมาเดินอยู่ในเมือง ก็ต้องทนทุกขเวทนาเหมือนกัน เพราะต้องอดอยาก อดน้ำ อดอาหาร เนื่องจากมนุษย์บุกรุกป่า ทำให้พื้นที่ป่าร่อยหรอลง เมื่อเราเริ่มต้นการพัฒนาประเทศ ด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เรามีพื้นที่ป่าประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ แต่ในปัจจุบันเราเหลือพื้นที่ป่าเพียงประมาณ ๒๐ - ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อคนเข้าไปเปลี่ยนพื้นที่ป่าและพื้นที่รอบ ๆ ป่าไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมบ้าง ทำเขื่อนบ้าง ทำถนนบ้าง หรือแม้แต่ทำสถานที่ท่องเที่ยว ช้างก็ต้องอพยพหลบเข้าไปในพื้นที่ที่สูงขึ้น และไปสู่พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า เมื่อถึงฤดูแล้ง ช้างป่าเหล่านี้ขาดน้ำ ขาดอาหาร ก็ต้องลงมารุกรานพืชไร่ สร้างความเดือดร้อนกับชาวบ้าน เมื่อพื้นที่ป่าลดลง บ้านของช้างก็ร่อยหรอลงด้วย

คนไทยเราเองพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการทำลายป่า ทั้งเพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการทำไม้ คนไทยเราเองเป็นคนเอาช้างไปลากไม้ทำไม้ ซ้ำเติมให้พื้นที่ป่าซึ่งเป็นบ้านที่แท้จริงของช้างลดลง ปัจจุบันเรามีช้างเลี้ยงประมาณ ๓,๐๐๐ เชือก และมีช้างป่าเพียงประมาณ ๒,๐๐๐ เชือก จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีช้างป่าเหลืออยู่น้อยกว่าช้างบ้านถึงประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก เมื่อมีการทำป่าไม้กันอย่างไร้ขอบเขต จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ กระทั่งรัฐบาลต้องประกาศนโยบายปิดป่า คนเลี้ยงช้างเหล่านี้ก็หมดอาชีพเดิม ต้องพาช้างซึ่งเคยใช้ลากไม้มาแสดงให้นักท่องเที่ยวดูบ้าง มาขอทานในเมืองบ้าง และไม่มีใครเหลียวแลทุกข์สุขของช้างเหล่านี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ในทางกฎหมายช้างป่าอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งมีอายุเกือบ ๘๐ ปีแล้ว และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ภายใต้กฎหมายนี้ ช้างมีฐานะเป็นสัตว์คุ้มครองแต่ไม่ใช่สัตว์สงวน กฎหมายเหล่านี้ไม่สามารถคุ้มครองช้างได้จริง ดังปรากฏว่าระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๒๒ ช้างถูกลักลอบล่าจากป่าอนุรักษ์ถึง ๙๑ เชือก และระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๓๔ ช้างถูกฆ่าและจับออกจากป่าอนุรักษ์ถึง ๘๖ เชือก

ช้างบ้านที่มาเดินอยู่ในเมืองอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ. ๒๔๘๒ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งไม่ใช่กฎหมายที่มุ่งหมายเพื่อการดูแลคุ้มครองช้างแต่ประการใด มีแต่เพียงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๘๑ ที่กำหนดโทษผู้กระทำการทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น กฎหมายนี้ครอบคลุมสัตว์โดยทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่ช้าง

เรื่องของช้างเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลจากการพัฒนาประเทศไทย และเราได้เห็นแล้วว่า ประวัติศาสตร์ของช้างไทย ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจของมนุษย์ เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

ช้างที่ต้องทิ้งป่า ทิ้งบ้าน มาเดินตามถนนสุขุมวิท ขอทาน ขายความสงสาร จึงเป็นสัญลักษณ์ของภาคที่ถูกย่ำยี ภาคที่ถูกละเลยทอดทิ้ง ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ในอดีต ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี สัญลักษณ์ของความสง่างาม สัญลักษณ์ของความเป็นผู้นำ แต่วันนี้ ช้างได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลว และความไม่เป็นธรรมในการพัฒนาของไทย ทุกวันนี้ เมื่อเราเห็นช้างเดินอยู่บนถนนในกรุงเทพฯ เรารู้สึกเวทนา ทั้งนี้เพราะเราไม่เพียงแต่สงสารช้างเท่านั้น แต่เรายังรู้สึกอับอายด้วย

ผมอยากจะเรียกร้องให้เรา ส่งช้างกลับบ้าน คืนช้างสู่ป่า

การห้ามช้างเข้ากรุงเทพฯ อาจจะช่วยให้เราไม่ต้องเห็นช้างให้รู้สึกเวทนา แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ช้างเลย ช้างอาจต้องย้ายไปหากินในเมืองอื่น ๆ หรือแม้แต่ในประเทศอื่น ถ้าจะแก้ที่สาเหตุ ก็ต้องทำนุบำรุงคนในชนบทของเราให้มีช่องทางทำมาหากินได้ดีกว่านี้ ไม่ต้องมาพึ่งความสงสาร หรือขายความอับอายของคนกรุง และจะต้องทำนุบำรุงป่า ให้ช้างอยู่ในป่าได้ ไม่ต้องอพยพไปอยู่ในถิ่นที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่าเดิม และไม่ต้องมารบกวนพืชไร่ของชาวบ้าน

ถ้าธุรกิจการท่องเที่ยวของเราพัฒนาไปในวิถีทางเดียวกับที่เราทำกับช้าง ทำกับป่า คือ ใช้กติกามือใครยาวสาวได้สาวเอา ตัวใครตัวมัน ไม่ต้องคิดถึงคนอื่น ๆ และคิดแค่สั้น ๆ ไม่คิดถึงคนรุ่นหลัง ๆ เหมือนที่เราใช้ช้างจนหมดประโยชน์แล้วก็ทอดทิ้งไม่ดูแล เหมือนที่เราบุกป่าจนเหลือป่าไม่พอสำหรับเป็นบ้านช้าง ถ้ายังทำเช่นนี้ โดยไม่ปรับปรุงวิธีคิดของเราเสียใหม่ ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นของเราจะไม่เหลือ ทั้ง ๆ ที่ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่า ภูเขา แม่น้ำ ลำคลอง และวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น วัดวาอาราม สถาปัตยกรรม งานศิลปกรรม หัตถกรรมท้องถิ่น และดนตรีพื้นบ้าน เหล่านี้นี่แหละคือขุมทรัพย์ของการท่องเที่ยว หากเราขุดใช้จนหมดเสียแล้ว เราก็จะไม่เหลืออะไรเป็นต้นทุนให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวของเราได้อีก

ผมอยากให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของเรา อยากให้เรามีความจำ ทั้งที่เป็นความทรงจำที่ดี และความทรงจำที่เจ็บปวด เพื่อที่เราจะไม่พลาดพลั้ง และกระทำผิด ซ้ำซาก

ผมจะถือโอกาสนี้พูดถึงการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นการค้าเสรี (Trade Liberalization) การท่องเที่ยวจัดเป็นการค้าประเภทหนึ่ง และจะตกอยู่ภายใต้การพิจารณาการค้าเสรีได้ด้วย ที่สำคัญการท่องเที่ยวของไทยใช้ราคาถูกเป็นจุดขาย เป็นข้อได้เปรียบทางการค้า เช่นเดียวกับสินค้าประเภทอื่น ๆ จากประเทศไทย

ประการแรก ผมอยากจะเตือนว่า โลกของเรายังไม่มีการอภิบาลด้วยเมตตาธรรมหรือยุติธรรม แต่ยังเป็นโลกที่แต่ละชาติจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะมีจำนวนประชากร มีรายได้ มีความรู้ หรือมีประวัติศาสตร์ต่างกันเพียงใด ในสังคมโลก กฎที่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอายังคงเป็นกฎหลัก ดังนั้นแต่ละประเทศจึงต้องคอยดูแลปกป้องประโยชน์ของตนเอง อย่าคิดว่าประเทศ คน หรือบริษัทที่เขาร่ำรวยกว่าเรา มีความรู้มากกว่าเรา เขาจะช่วยเหลือเรา ดูแลเรา เพราะความร่ำรวยและความรู้ไม่ได้รับประกันเมตตาธรรมหรือยุติธรรม แต่ประเทศที่มีความรู้มากกว่า ร่ำรวยกว่า และมีประวัติศาสตร์ของอำนาจมานานกว่า สามารถคิดวิธีและสามารถกำหนดกฎเกณฑ์กติกาได้ดีกว่าเรา สังคมโลกยังคงใช้กฎ ‘อำนาจคือธรรม (might is right)’ ‘อำนาจ’ ในที่นี้มีได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แต่เพียงกำลังทางทหารเท่านั้น แต่ยังหมายถึง อำนาจทางเศรษฐกิจ ความรู้ และเทคโนโลยี เป็นต้น เราจึงยิ่งต้องระมัดระวังตัวไม่ให้เพลี่ยงพล้ำได้โดยง่าย

ผมไม่อยากเห็นเราคนไทยตกอยู่ในตลาดโลกภายใต้การค้าเสรี และมีชะตากรรมดุจเดียวกับช้างไทยภายใต้การพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศไทย

ประการที่สอง ผมอยากจะพูดถึงเรื่องความจำหรือสำนึกทางประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับความทรงจำของเราในเรื่องช้าง สังคมไทยยังมีสำนึกด้านประวัติศาสตร์น้อย ผมเชื่อว่าถ้าเรามีสำนึกทางประวัติศาสตร์มากขึ้น มีความทรงจำยาวนานขึ้น เราก็จะมีสำนึกเรื่องความรับผิดรับชอบ (accountability) มากขึ้นด้วย

อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผมยังไม่อยากให้เราลืมวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเราลดค่าเงินบาทในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หรือ โคบอลต์-๖๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ และผมอยากเห็นความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือในภาครัฐเอง

ผมหวังว่าการสนทนาในเย็นวันนี้จะก่อให้เกิดแนวทางใหม่ ความคิดใหม่ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขึ้นในประเทศไทย ผมหวังว่าทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวจะมีความห่วงใยในสิ่งแวดล้อม ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เคารพในวัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยระลึกถึงเรื่องช้างเป็นอุทาหรณ์

ในโอกาสที่สายัณห์สนทนาของเราในวันนี้ เป็นกิจกรรมเพื่อการระดมทุนด้วยในฐานะประธานของกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ผมขอขอบคุณผู้ร่วมจัดอันได้แก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNESCO ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม ขอขอบคุณบริษัทต่าง ๆ ที่ช่วยอุปถัมภ์กิจกรรมนี้ และทุกท่านที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับเรา และขอเปิดการสนทนา ณ บัดนี้

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

คำปราศรัย
ในพิธีเปิดงานนิทรรศการเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ศตวรรษแห่งชีวิต
“ก่อนจะสายเกินไป” และงานสัมมนาเรื่อง “ปฏิญญาโลก…
เพื่อสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน”
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ประธานกรรมการสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๓

ผมรู้สึกว่าเราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนกันมานานมากแล้ว แต่เหมือนกับว่าคุณค่าและความจำเป็นของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกที่มีต่อวิวัฒนาการและความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิตทั้งมวลยังไม่ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์มากพอ หลายคนรู้สึกสะกิดใจเมื่อได้ยินใครพูดถึง แต่แล้วก็กลับไปมีพฤติกรรมแบบเดิม ๆ หรือทุกคนจะลืมนึกไปว่าทรัพยากรของโลกนั้นมีจำกัดและมีวันหมดสิ้น แล้วเมื่อถึงวันนั้นเราหรือลูกหลานของเราจะเป็นอย่างไร?

ณ วันนี้ ชุมชนโลกกำลังเผชิญเคราะห์กรรมที่เป็นผลกระทบจากการกระทำของพวกเราเอง ภายใต้แนวคิดและระบบคุณค่าแบบนิยมวัตถุที่กำกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศส่วนใหญ่ในโลก ทำให้เกิดรูปแบบการผลิตและการบริโภครวมถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็วและรุนแรง แม้การพัฒนาในรูปแบบนี้จะอำนวยผลให้เกิดประโยชน์บ้างสำหรับบุคคลบางกลุ่มบางพวก แต่มันได้นำมาซึ่งความไม่ยั่งยืนไม่เป็นธรรม ความยากจนอดอยาก ความไม่รู้ การฉ้อโกง อาชญากรรม ความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรง และปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมอื่น ๆ ทั้งหมดล้วนนำไปสู่ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสทั้งต่อสุขภาพร่างกายและความเบิกบานแห่งจิตใจของมนุษยชาติ

เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจถึงรากฐานของวิกฤตการณ์ที่มนุษยชาติกำลังประสบอยู่ในครั้งนี้ ผมขอถ่ายทอดสาระสำคัญของร่างปฏิญญาโลก (The Earth Charter Benchmark Draft II) ที่ทุกท่านถืออยู่ในมือ กับประเด็นสำคัญที่เก็บได้จากหนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ เล่ม ๑ ทัศนะแม่บทเพื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบใหม่ ซึ่งมูลนิธิโกมลคีมทองแปลมาจาก The Turning Point ของ Fritjof Capra เพื่อให้ท่านเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้อง “เปลี่ยน” เพื่อกอบกู้โลกจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้

ท่านทราบหรือไม่ว่า ณ วันนี้ เรากำลังเผชิญหน้ากับการคุกคามต่อการสูญชาติพันธุ์ของเรา และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ อันอาจเนื่องมาจากสงครามนิวเคลียร์ หรือจากโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ โดยการระเบิดของนิวเคลียร์และการรั่วไหลของเครื่องปฏิกรณ์ ที่จะทำให้สารกัมมันตภาพรังสีซึ่งเป็นพิษถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ยิ่งสารพิษเหล่านี้สะสมเพิ่มขึ้นในอากาศ ในอาหารและในน้ำที่เราบริโภคมากขึ้นเพียงใด เราก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งและโรคทางพันธุกรรมมากขึ้นเพียงนั้น จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เป็นผลให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบอย่างมีปฏิภาคโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ โดยนอกจากจะทำให้อากาศเป็นพิษแล้ว น้ำและอาหารก็ยังเป็นอันตรายแก่สุขภาพ เนื่องจากถูกพิษจากสารเคมีเข้าไปเจือปนหรือปนเปื้อนในรูปแบบต่าง ๆ ทุกวันนี้พิษจากสารเคมีจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนในสังคม

ในขณะที่ความแตกสลายของสังคมในลักษณะต่าง ๆ อันเนื่องมาจากฐานคิดแบบนิยมวัตถุ ความคิดเชิงควบคุมครอบงำทำลายล้าง เพื่อการมีอำนาจเหนือสิ่งที่ด้อยกำลังกว่า โดยขาดจิตวิญญาณแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความเป็นกัลยาณมิตรกับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ได้ส่งผลต่อจิตใจมนุษย์ทำให้เกิดภาวะท้อแท้สิ้นหวัง โรคประสาทหลอน และอาการผิดปรกติทางจิตอื่น ๆ

ควบคู่ไปกับความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและทางสังคม เกือบทุกประเทศต่างกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การเกิดภาวะเงินเฟ้อ การว่างงาน รวมทั้งการกระจายรายได้และทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของการผลิต คือ พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติกำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ปัญหารอบด้านเช่นนี้ ทำให้นักการเมืองไม่ทราบว่าจะจัดการกับปัญหาใดก่อน นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายกำลังถึงทางตัน ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นในสาขาของตนได้โดยลำพังอีกต่อไป ด้วยความจริงก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ล้วนเป็นด้านต่าง ๆ ของวิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรมหนึ่งเดียวกัน

จากประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา คงทำให้หลายท่านตระหนักดีแล้วว่า เทคโนโลยีและเงินตราไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ไขวิกฤตการณ์ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคต่างหากที่น่าจะมีความสำคัญมากกว่า

ดังนั้น ในช่วงของการสัมมนาในวันนี้ ผมจึงหวังว่าคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน จะได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาคำตอบ ต่อคำถามที่ว่าเราจะสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร เราจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ระบบคุณค่า พฤติกรรมในการดำรงชีวิต พฤติกรรมการผลิตและการบริโภค ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในลักษณะใด จึงจะสามารถนำพาสังคมไทย และสังคมโลกไปสู่ความมั่นคงยั่งยืน และสันติสุขของชีวิตทั้งหลายในโลกนี้

ในโอกาสนี้ ผมขอขอบคุณแทนสรรพชีวิตทั้งหลายที่อยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา ที่คณะผู้จัดนิทรรศการและงานสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ทุ่มเทความพยายาม เพื่อที่จะกระตุ้นให้ท่านทั้งหลายให้ตระหนักถึงหายนะของโลกที่เกิดจากการกระทำของเรา และเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ขณะเดียวกันก็เปิดเวทีให้พวกเราได้แสดงความเห็นต่อการกำหนดทางเลือกใหม่ของเราเอง และสุดท้ายผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราที่มารวมกัน ณ ที่นี้ จะไม่เพียงแต่ตระหนัก จะไม่เพียงแต่มาช่วยคิดว่าเราควรทำอะไร แต่จะเริ่มทำในสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย จะได้ไม่ต้องเสียใจเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไป

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถา
เรื่อง การเฝ้าระวังป่า ยุทธวิธีสู่ความยั่งยืนของชุมชนและป่า
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว
ในงานสัมมนา “เฝ้าระวังป่า เพื่อโลกสีเขียว”
จัดโดย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
ณ อาคารสำนักงานใหญ่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีมากที่ได้มาพบกับทุกท่าน ณ ที่นี้ ซึ่งไม่ว่าท่านจะมาจากส่วนไหนของประเทศ แต่เมื่อท่านยินดีมารวมกัน ในการสัมมนาครั้งนี้แล้ว ผมเชื่อว่าท่านก็คือคนรักป่า

ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับท่านที่ได้รับรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” ในวันนี้ ทั้งเจ้าของงานเขียน บุคคล และชุมชน ผมขอเป็นตัวแทนของคนรักป่าที่เข้าร่วมสัมมนาในวันนี้และคนทั้งประเทศ ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้สร้างสรรค์ผลงานและลงมือกระทำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ให้ป่ายังคงเป็นรากฐานของวิถีชีวิตชนบท และเกื้อหนุนชีวิตของเมืองต่อไป

ท่านคือผู้มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาต้นทุนของการดำรงชีวิตนี้เอาไว้ และรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” ที่ทุกท่านได้รับไป ย่อมหมายถึง “ดอกผล” ตอบแทนคุณความดีที่ได้กระทำมา ผมหวังว่าทุกท่านจะยึดมั่นและสืบสานงานที่ทำอยู่ เสมือนคำสัญญาที่ไม่มีใครร้องขอหรือบังคับ แต่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจ จากหัวใจที่รักและผูกพันกับผืนป่า ให้ดำเนินต่อไปตราบนานเท่านาน

การสัมมนาในครั้งนี้ ได้กำหนดประเด็นค่อนข้างเจาะจงไปที่ การเฝ้าระวังป่า แค่ด้วยความมุ่งหวังที่ยิ่งใหญ่คือ สีเขียวของโลกนั้นมิใช่เรื่องง่ายแต่ก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเฝ้าระวังป่ามิใช่เป็นยุทธวิธีเดียวที่จะทำให้มีป่าสีเขียวอยู่บนผืนโลก แต่ยังคงต้องอาศัยยุทธวิธีอื่น ๆ ทั้งด้านการศึกษาวิจัยการฟื้นฟู และการควบคุมควบคู่กันไป แต่ที่ต้องมาพูดถึงการเฝ้าระวังป่าในวันนี้นั้น เพราะเราได้ละเลยเรื่องนี้กันมานาน ที่ผ่านมาเรามีงานศึกษาวิจัยมากมายจะต้องหาที่เก็บ มีการปลูกป่ากันมาหลายปี ใช้งบประมาณทั้งของรัฐและเอกชนไปปีละหลายสิบล้านบาท เรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับป่าไม้หลายฉบับ ซึ่งไม่สามารถที่จะทำให้มีผลบังคับใช้ได้อย่างจริงจัง แต่ป่าไม้ของเราก็ยังคงลดลงทุกปี

การเฝ้าระวังป่า ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Forest Watch นั้น มิใช่เป็นการเฝ้ามองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ผมอยากให้หมายรวมถึง การเฝ้าระวังป่าอย่างมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อดูแลรักษาให้มีการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างสมดุลย์

การเฝ้าระวังป่า ยุทธวิธีสู่ความยั่งยืนของชุมชนและป่า ที่ผมจะกล่าวปาฐกถาต่อไปนี้ หลายท่านคงตั้งคำถามอยู่ในใจแล้วว่าจริงหรือ? ทำอย่างไร? ใครจะเป็นผู้เฝ้าระวัง? ก็คงจะหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีก และจริงหรือที่ว่า หากเฝ้าระวังป่าแล้ว ป่าจะตอบแทนคุณต่อผู้ที่ดูแลรักษาอย่างไม่รู้หมดสิ้น ผมเชื่อว่า คำตอบและตัวอย่างที่ดีก็ได้ประจักษ์แก่สายตาทุกท่านไปแล้วเมื่อสักครู่ และยังชี้ให้เห็นว่าทั้งนักเขียน นักพัฒนา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชาวบ้าน และชุมชน ต่างก็คือ พลังในการเฝ้าระวังและรักษาป่าด้วยกันทั้งสิ้น

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามมากมายที่จะผลักดันและเชื้อเชิญให้รัฐ ปรับกระบวนทัศน์ในการจัดการพื้นที่ป่า ลดภาระที่เคยแบก ลดอำนาจที่เคยกุม กระจายไปสู่ชุมชนหรือบุคคลที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกับป่า โดยรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนและเสริมสร้างพลัง ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งที่จะดำเนินรูปแบบในการใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างยั่งยืน ความพยายามเช่นนี้ ก็ได้ปรากฏอย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้ รัฐมีหน้าที่ต้องให้การส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้บุคคลและชุมชนก็มีสิทธิในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงชุมชนดั้งเดิม ก็สามารถมีสิทธิดังกล่าวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้เช่นกัน ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นทุกท่านและทุกชุมชน ล้วนมีสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องมีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าด้วยกันทั้งสิ้น

ในเรื่องของการเฝ้าระวังป่า ผมขอกล่าวเฉพาะหลักการ ส่วนกระบวนการ ยุทธวิธีตลอดจนการสร้างกลไกต่าง ๆ ในการประสานความร่วมมือหรือสร้างเครือข่ายนั้น คงเป็นประเด็นที่เวทีสัมมนาในช่วงต่อไปของวันนี้และวันพรุ่งนี้ จะได้ร่วมคิดร่วมทำกันต่อไป

หลักการที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญ ในการที่จะให้เกิดรูปแบบของการเฝ้าระวังป่าที่สามารถยังผลไปสู่การจัดการป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคปัจจุบันนี้ควรประกอบด้วย

ประการแรก คือ การผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปัจจุบันเรามีผลงานการศึกษาวิจัยด้านป่าไม้อยู่ค่อนข้างมาก ที่นักวิชาการและนักวิจัย จากหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำการศึกษาวิจัยไว้ โดยยังขาดทิศทาง ขาดการผสมผสาน เพื่อการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำการประมวล และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยเหล่านั้น และกำหนดทิศทางการวิจัยต่อไปให้มีความสอดคล้องและสนองตอบต่อความต้องการที่แท้จริงของประเทศ

สำหรับความสำคัญของเทคโนโลยี ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์ที่อยากจะกล่าวถึงในที่นี้ คือ เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS (Geographic Information System) และเทคโนโลยีภาพถ่ายระยะไกล (Remote Sensing) หรือภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันใช้กันอยู่ในบางหน่วยงานเท่านั้น อันที่จริงเรื่องนี้มิใช่เรื่องใหม่ แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจและรู้ว่าจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังป่าได้ และนอกจากนี้การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารไร้พรมแดนด้วยระบบอินเทอร์เนต (Internet) ก็สามารถช่วยในการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

ดังนั้น เราจะต้องผลักดันและนำเอาองค์ความรู้ใหม่และเทคโนโลยีเหล่านี้ ลงสู่พื้นดินลงสู่ระดับรากหญ้า ถ่ายทอดให้กับประชาชนและชุมชน ที่เราตระหนักและให้ความไว้วางใจว่า เขาคือผู้มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังป่า ได้เข้าใจและสามารถนำไปใช้ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่พวกเขาสั่งสมและสืบทอดกันมาเพื่อการเฝ้าระวังและดูแลรักษาป่าได้อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน

ประการที่สอง คือ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ

ผมมีความเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชน มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังป่าและดูแลรักษาป่าได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการได้ประโยชน์จากป่าด้วย เพราะปัจจุบันยังมีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอีกหลายฉบับซึ่งก็รวมกฎหมายป่าไม้ด้วย ที่ยังไม่ได้ปรับแก้ให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับได้กลายเป็นอุปสรรค ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ปัจจัยเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ขณะเดียวกันก็ต้องมีการยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้น เพื่อรับรองสิทธิของประชาชนและชุมชนอย่างจริงจัง จึงจะสามารถบังเกิดผลได้อย่างแท้จริง

สำหรับพระราชบัญญัติป่าชุมชนนั้น จะเป็นกฏหมายที่ดีพอหรือไม่ผมอยากให้พิจารณาหลักการและผลประโยชน์โดยรวมอย่างรอบคอบ อย่ามองเพียงการได้ประโยชน์หรือการสูญเสียประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ผมดีใจที่งานสัมมนาในครั้งนี้ จะได้หยิบยกประเด็นนี้มาอภิปรายกันอีกครั้ง แต่อยากจะฝากไว้ว่ายังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่จำเป็นต้องมีการทบทวนและพิจารณาใหม่ว่าได้ให้สิทธิแก่ชุมชนในการเฝ้าระวังป่า และได้ประโยชน์จากป่าได้จริงหรือยัง

ประการสุดท้าย คือ การสร้างความเข้มแข็งขององค์กร

คำว่าองค์กรในที่นี้ ผมหมายถึงองค์กรในหลายระดับ แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับองค์กรในระดับชุมชนเป็นอันดับแรก ความสำเร็จในการเฝ้าระวังป่าและดูแลรักษาป่า ขององค์กรระดับชุมชนของเรามีอยู่มากมาย ในวันนี้ชุมชนป่ากาลอ ก็สามารถเป็นตัวอย่างความสำเร็จให้แก่หลายท่านได้ประจักษ์

หลายท่านคงจะจดจำกระแสพระราชดำรัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่เหล่าพสกนิกร เรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง พออยู่พอกิน และมีความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเองได้ ผมคิดว่านี่คือคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่จะทำหน้าที่เฝ้าระวังป่าทั้งหลายคือ ต้องมีความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเอง และมีความพอเพียง

สำหรับองค์กรในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าจำเป็นต้องริเริ่มให้มีขึ้นในประเทศเรา คือเครือข่ายเฝ้าระวังป่า อันจะเป็นการประสานความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ เครือข่ายจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายประสานเป็นศูนย์การเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้กับองค์กรต่าง ๆ และสร้างให้เกิดพลังทางสังคม ที่จะผลักดันให้การจัดการป่าไม้ของประเทศเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม

การรวมกันและจัดตั้งเครือข่ายเช่นนี้ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในบ้านเรา แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเครือข่ายในต่างประเทศซึ่งมีอยู่มาก บางเครือข่ายก็สนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ ด้าน อย่างเช่น กลุ่ม Green Peace บางเครือข่ายก็จัดตั้งขึ้นเพื่อทำงาน และเคลื่อนไหวเฉพาะเรื่องป่าไม้ อย่างเช่นกลุ่ม RAN หรือ Rainforest Action Network สำหรับกลุ่ม RAN เป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา (San Francisco, USA) เป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกอยู่ทั่วโลก มุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อปกป้องผืนป่าฝนเขตร้อนทั่วโลก ผมเห็นว่าเป็นกลุ่มที่พัฒนาจนมีความก้าวหน้า มีความเข้มแข็ง มีพลัง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะการทำงานเพื่อปกป้องผืนป่าลุ่มน้ำอะเมซอน ในประเทศบราซิล (Amazon Basin, Brazil) และผืนป่าลุ่มน้ำคองโก ประเทศแอฟริกา (Congo Basin, Africa) ด้วยใช้วิธีการระดมความร่วมมือของคนในท้องถิ่น ในการร่วมพิทักษ์ป่าของท้องถิ่น โดยมีเพื่อนสมาชิกทั่วโลกเป็นแนวร่วม

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รูปแบบความร่วมมือต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในบ้านเราเพราะแต่ละองค์กรไม่สามารถทำงานได้อย่างโดดเดี่ยว เพียงแต่ความรู้สึกรักและหวงแหนป่าก็ไม่เพียงพอในการรักษาป่า จะต้องอาศัยการกระทำ อาศัยพลังแห่งการร่วมมือร่วมใจและประสานสามัคคี ดังเช่น กระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ พระองค์ทรงย้ำถึงความสำคัญของความพร้อมเพียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ให้ดำรงอยู่ในคุณธรรมของความมีเมตตา หวังดีให้กัน เพราะคนที่มีไมตรีต่อกันจะคิดอะไรก็คิดในทางสร้างสรรค์ มีคุณประโยชน์เกื้อกูลกัน หากกระทำได้เช่นนี้มั่นใจได้ว่าเราจะสามารถรักษาประเทศชาติและความเป็นไทยของเราได้อย่างยืนยาว

แนวพระราชดำรัสนี้คนไทยทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดคุณ ในการดำเนินชีวิตหรือในการทำงานได้ทุกประเภท รวมถึงการเฝ้าระวังป่าและดูแลรักษาป่าด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยกำลังคนเพียงไม่กี่คน หรือเพียงไม่กี่องค์กร แต่ยังต้องอาศัยพลังแห่งความสามัคคีของคนทั้งประเทศ โดยมีเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง ทั้งความเมตตาระหว่างเพื่อนมนุษย์ และความเมตตาต่อสรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสร่วมประสานความร่วมมือในการทำงาน ระหว่างรัฐและราษฎร์ ด้วยความมุ่งมั่นและเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการคืนผืนป่าให้แผ่นดิน ภายใต้โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ ๕๐ ที่มีกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นแกนนำ มีภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษาตลอดจนพลังประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการปลูกและฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลดังกล่าว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ จนถึงปัจจุบัน

นับเป็นเรื่องที่ดี ที่หน่วยงานหลักในโครงการดังเช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดการสัมมนาระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในครั้งนี้การยกประเด็นเรื่องความสำคัญของการเฝ้าระวังป่ามาพูดคุยกัน ผมก็คาดหวังที่จะเห็นความสำเร็จของการสัมมนา มีแนวทางการเฝ้าระวังป่าแบบมีส่วนร่วม ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีกลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังป่า เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศให้ยั่งยืนสืบไป

การเฝ้าระวังป่าแบบมีส่วนร่วม จึงเป็นความท้าทายของทุกท่าน เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของชุมชน เป็นนิมิตหมายที่ดีแห่งความร่วมมือร่วมใจ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะเป็นเครื่องชี้วัดภาวะความอยู่รอดของผืนป่าและสังคมไทย

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่า ทั้งรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” และกิจกรรมการสัมมนาเรื่อง “การเฝ้าระวังป่า เพื่อโลกสีเขียว” ในครั้งนี้ จะเป็นพลังกระตุ้นให้เกิดการประสานความร่วมมือ จุดประกายความคิดและปลุกจิตสำนึก ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากความผันผวนทางเศรษฐกิจและความทรุดโทรมทางสังคม จะริดรอนกำลังใจหรือส่งผลให้ผู้ที่คอยพิทักษ์รักษาและเฝ้าระวังป่าต้องท้อแท้สิ้นหวังไปบ้าง ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่พร้อมจะเป็นกำลังใจและยืนหยัดเคียงข้างพวกท่านทั้งหลาย

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

สุนทรพจน์และคำกล่าวเปิดการประชุม
เรื่อง วิถีอนุรักษ์กับการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
เนื่องในการประชุมสมัชชาเยาวชน แห่งชาติ ครั้งที่ ๑
วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ ศูนย์ประชุม องค์การสหประชาชาติ

 

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญให้มากล่าวสุนทรพจน์นำในการประชุมสมัชชาเยาวชน เพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมครั้งที่ ๑๔ ตลอดจนเป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาเยาวชน แห่งชาติในวันนี้

พัฒนาการและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์ไปจากเดิมอย่างมากมาย จากที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายกับธรรมชาติ มาสู่การดัดแปลงธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของตน วิถีชีวิตและพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว ดำเนินการไปได้โดยอาศัยพลังงานเป็นฐานสำคัญทั้งสิ้น เนื่องจากไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำเนินไปโดยไม่ใช้พลังงานตามธรรมชาติที่มีอยู่ในโลก ดังนั้นวิถีชีวิตหรือพฤติกรรมของมนุษย์กับการใช้พลังงานและผลกระทบจากการใช้พลังงาน จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก มีการคาดการณ์กันว่าหากการใช้พลังงานของโลกยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ ๓.๕ ทุกปี เช่นนี้ทรัพยากรพลังงานแหล่งสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ จะหมดไปจากโลก ภายในเวลาเพียง ๕๐ ปีเท่านั้น

วิถีชีวิตของมนุษย์ ซี่งปรับเปลี่ยนไปสู่การบริโภคที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้ จึงก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ธรรมชาติ และวิกฤตการณ์มนุษย์ที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วย ผลกระทบดังกล่าวมิใช่เพียงกระทบต่อปริมาณของทรัพยากร ซึ่งมองเห็นได้ว่ากำลังลดลงอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังได้เข้าไปทำลายถึงรากฐานความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งเชื่อมโยงกันอยู่อย่างสลับซับซ้อนให้เสียสมดุล จนระบบนิเวศอาจจะไม่ฟื้นตัวได้อีก

สำหรับประเทศไทย ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ซึ่งเริ่มเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จนสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ รัฐได้มุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อมุ่งไปสู่ความทันสมัยตามแบบอย่างตะวันตก เกิดถนนสายหลักและสายรอง เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายในทุกภูมิภาค มีเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เกิดขึ้นหลายแห่ง มีโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย วิถีชีวิตของคนไทย ปรับเปลี่ยนจากสังคมเกษตร ไปสู่สังคมแห่งการบริโภค ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเราเคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์จึงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ป่าไม้ของไทยที่ในอดีตที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ ในปัจจุบัน ได้ลดลง เหลือเพียงร้อยละ ๒๕ ซึ่งอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ขณะเดียวกันการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ ได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

ทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อภาคการผลิตของเกษตรกรผู้ยากจน และเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประสบกับสภาวะขาดแคลน จนรัฐบาลต้องเข้าไปจัดการให้มีการจัดสรรการใช้น้ำ เพื่อกระจายปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัดให้พอเพียง วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำจืดกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและของโลก

เราได้ใช้ทรัพยากรพลังงาน ทั้งถ่านหิน น้ำมันก๊าซธรรมชาติ และพลังงานน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และตอบสนองความต้องการของประชากรทั้งประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศธรรมชาติ สร้างมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ที่สำคัญมลพิษอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้พลังงานในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน่าวิตก

นอกจากปัญหาความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรธรรมชาติ แล้วการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเมือง โดยไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัว ของบริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ จนเกินขีดความสามารถของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวจะรองรับ ก็ทำให้เกิดปัญหาความแออัด ความสกปรก ขยะมูลฝอย น้ำเสียต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะโครงสร้างและการบริหารจัดการที่ซ้ำซ้อนของภาครัฐเอง ทำให้การควบคุมปัญหามลภาวะและมลพิษทางอุตสาหกรรมด้อยประสิทธิภาพ

ในสมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ ผมและคณะผู้บริหารประเทศขณะนั้น จึงให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยตระหนักดีว่า หากทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย สภาวะแวดล้อมก็จะขาดสมดุล แล้วคุณภาพชีวิตของคนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง จะดีได้อย่างไร จึงได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมฉบับแรกของประเทศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พร้อมกับออกพระราชบัญญัติการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานในปีเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะคงไว้ซึ่งสมดุลของคุณภาพสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรพลังงานและคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความพยายาม และความร่วมมือจากทุกฝ่าย และจากคนทั้งประเทศ ที่จะต้องช่วยกันหาความพอดี ระหว่างวิถีอนุรักษ์ กับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุดของชาติ นับว่าเป็นทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งเป็นทุนทางสังคมอันสำคัญ ที่จะต้องเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นกำลังหลัก ต้องแบกรับภาระในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต จะต้องรู้จักหน้าที่ที่จะพัฒนาตนเอง ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคข้อมูลข่าวสาร แต่อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงความเก่งอย่างเดียว คงจะไม่เพียงพอ คนเก่งที่เห็นแก่ตัว คิดแต่จะใช้ความเก่ง เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง มองผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย และสังคมจะเกิดช่องว่าง ผมอยากเห็นเยาวชนเติบโตขึ้นเป็นคนดีมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ สุจริต มีความรักในศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีของไทย ภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยและมีวิถีชีวิตอย่างไทย ซึ่งเป็นวิถีแห่งสังคมที่อยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ที่สำคัญ จะต้องเติบโตขึ้น และมีคุณธรรมในการตัดสินใจกำหนดวิถีชีวิต สังคมจึงจะอยู่รอด เป็นสังคมที่ร่มเย็นอย่างแท้จริง และในบรรดาคุณธรรมเพื่อการอยู่รอดทางสังคมนั้น ความเป็น ประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงการเคารพในสิทธิหน้าที่และการยอมรับในเหตุผลที่ถูกต้อง โดยมองประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น และลดกระแสความขัดแย้งในสังคม ที่กำลังระบาดอยู่อย่างแพร่หลาย ในขณะนี้

การที่เยาวชน จะเตรียมตนเองให้พร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของประเทศและของโลกดังกล่าว ต้องแสวงหา การเรียนรู้ เพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรง ลำพังความรู้ที่ได้จากห้องเรียนหรือจากการอ่านตำราไม่เพียงพอ เยาวชนจะต้องนำความรู้ที่มีอยู่ออกมาสู่การปฏิบัติ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ โดยการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ใช้สถานการณ์ปัญหาที่มีอยู่จริงเป็นห้องเรียน

ห้องเรียนแห่งชีวิต ดังกล่าว นอกจากจะทำให้เยาวชน ได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างฝังแน่นแล้ว ผลจากการได้ร่วมกันทำงานจะสร้างความเป็นเพื่อน และความสนิทสนมซึ่งกันและกัน จนทำให้เราเกิดการเรียนรู้เรื่องกฏระเบียบของสังคม ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีประการสำคัญ จะทำให้รู้จักปรับเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีการอนุรักษ์ และค้นหาความสมดุลในการพัฒนาได้อย่างลงตัว

ดังนั้น การที่เยาวชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้รวมตัวกันจัดตั้งสมัชชาเยาวชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น และประเทศชาติ จึงนับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นพัฒนาการอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย ผมขอแสดงความชื่นชมต่อสมัชชาเยาวชน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้การสนับสนุนการจัดตั้งสมัชชาเยาวชน และจัดการประชุมสมัชชาเยาวชนแห่งชาติครั้งนี้ขึ้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีเยาวชนแห่งนี้จะยั่งยืน และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ สร้างค่านิยมใหม่ ให้กับสังคมผมขอให้เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ จงเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการประชุม และผนึกกำลังกันเป็นเครือข่ายที่แน่นแฟ้น เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาส่วนรวม ที่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ต่อท้องถิ่นและประเทศชาติ และที่สำคัญที่สุด เพื่อเป็นมรดกอันล้ำค่า ให้กับอนุชนคนรุ่นหลังของเราสืบไป

ผมขอเปิดการประชุมสมัชชาเยาวชน เพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ณ บัดนี้ ขอให้การประชุมครั้งนี้จงสัมฤทธิ์ผลสมดังวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถา
เรื่อง ธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อม
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
การสัมมนาทางวิชาการ
สิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้ภาวะวิกฤต
จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมยินดีที่ได้กลับมาพบกับท่านในเวทีนี้อีกครั้งหนึ่ง เวทีของการประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ และได้ว่างเว้นไปเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ครั้งก่อน ๆ เราได้สัมมนากันในเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ร่ำรวยในขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้คนตระหนักถึงความสำคัญในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ในเมื่อคนจำนวนมากยังมีความเห็นว่าการห่วงใยในเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นการขัดขวางการพัฒนาซึ่งกำลัง รุ่งโรจน์

กลับมาพบกันในปีนี้ เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อพบกันครั้งที่แล้ว เรามีวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติมเพิ่มขึ้นมา ภายใต้วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจนี้ สิ่งแวดล้อมจะยิ่งวิกฤตรุนแรงขึ้น หรือจะบรรเทาเบาบางลง ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองทาง เพราะเมื่อเงินทองขัดสนขึ้น ทรัพยากรที่จะไประดมในเรื่องการทำนุบำรุงหรือฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพก็ย่อมจะขัดสนตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีเงินงบประมาณและเงินในตลาดลดลง การลงทุนเพื่อโครงการสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ย่อมลดน้อยลง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษก็ย่อมลดลงตามไปด้วย ทั้งสองความคิดนี้มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถึงแม้เงินจะเป็นปัจจัยที่สำคัญ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการพิทักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม คือ การจัดการ

ผมได้พยายามผลักดันเรื่องธรรมาภิบาลเสมอมาในเวทีต่าง ๆ ทั้ง Good governance ในทางการบริหารการเมือง และในทางการบริหารธุรกิจ หรือที่เรียกกันว่า Good corporate governance ในวันนี้ผมตั้งใจจะพูดในเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อม

ทำไมธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่สำคัญก็เพราะว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หัวข้อการสนทนาของนักวิชาการ หรือผู้บริโภคชนชั้นกลางเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของการทำมาหากิน เรื่องของป่า ของดิน ของต้นน้ำลำธาร และเป็นเรื่องของสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเรา เราในที่นี้หมายถึงพวกเราทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด และรวมทั้งที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นดูโลกด้วย

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเรื่องของวิถีชีวิต เป็นเรื่องทางสังคมวัฒนธรรม เป็นเรื่องเศรษฐกิจ และเป็นเรื่องการเมือง

เมื่อครั้งที่ผมเป็นผู้นำรัฐบาล เราได้ให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและได้ลงมือปรับปรุงพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมที่มีมาแล้ว ๓ ฉบับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พ.ศ. ๒๕๒๑ และ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาเป็น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประเด็นสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ การกระจายอำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อม การปรับองค์กร การริเริ่มให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด การประกาศเขตควบคุมมลพิษ และการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เหล่านี้คือเครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

เครื่องมือเหล่านี้จะดีพอหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องเฝ้าประเมินกันต่อไป แต่ถึงแม้ว่าเครื่องมือเหล่านี้จะดีอยู่แล้ว หรือจะพอมีศักยภาพอยู่บ้างก็ตาม เครื่องมือจะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้เครื่องมือที่ใช้เป็น และใช้ได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย กฎและระเบียบล้วนคือกติกา แต่การกีฬาใด ๆ ก็ตาม แม้เมื่อมีกติกาที่ดีแล้ว จะต้องมีกรรมการที่ยุติธรรม มีผู้เล่นที่สามารถ และน้ำใจนักกีฬาด้วย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากติกา กรรมการและผู้เล่นก็คือคนดูที่คอยให้กำลังใจหรือทักท้วงทั้งผู้เล่นและกรรมการ องค์ประกอบเหล่านี้ ทั้งกติกา กรรมการ ผู้เล่น และคนดู ล้วนสำคัญทั้งสิ้น

ผมต้องการจะพูดถึงจังหวัดสมุทรปราการเป็นตัวอย่าง สมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม จังหวัดนี้มีประชากรกว่าหนึ่งล้านคน มีโรงงานถึงกว่า ๘,๐๐๐ โรงในปัจจุบัน และที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงสู่อ่าวไทย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมนานาขนาด และหลากหลายประเภท รวมทั้งอุตสาหกรรมยุคบุกเบิก ซึ่งยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีหรือการจัดการที่สะอาด เช่นโรงงานอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงได้ประกาศให้จังหวัดนี้ เป็นเขตควบคุมมลพิษตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น

อานิสงส์ประการหนึ่งจากการเป็นเขตควบคุมมลพิษ คือ โครงการบำบัดน้ำเสีย รวมมูลค่ากว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากไหน ส่วนหนึ่งมาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ส่วนหนึ่งมาจากเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นมาภายใต้รัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำอีกเช่นกัน และเงินอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย

โครงการที่มีผลต่อสาธารณะชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่ากว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นนี้ ตัวโครงการเองจะต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่และจากประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ด้วย มีแต่เพียงหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ ให้การสนับสนุนเท่านั้นยังไม่พอ ทั้งนี้เพราะธรรมาภิบาลไม่ได้หมายถึงเพียงแต่รัฐบาล หรือการมีหน่วยงานของรัฐที่ดีเท่านั้น เพราะแม้แต่การมีรัฐบาลที่ดีก็ยังไม่พอเพียงที่จะมี good governance ทั้งนี้เพราะ good governance ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ good government. governance ไม่ใช่ government แท้จริงแล้วการจะมี good governance ได้ เราจะต้องมีรัฐบาลที่เล็กลงและมีอำนาจความรับผิดชอบลดน้อยลงไป

นอกจากนี้กระบวนการในการอนุมัติโครงการ ในการเตรียมการของโครงการ และในการดำเนินโครงการทั้งหมดจะต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง มีรายงานในหนังสือพิมพ์บางฉบับเสนอว่า มีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อที่ดินเพื่อเป็นที่ตั้งของโครงการ และการเลือกบริษัทที่ปรึกษา รายงานข่าวระบุว่ามีการกว้านซื้อที่ดินไว้ล่วงหน้า ในราคาต่ำเนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำท่วม และขายให้กับโครงการนี้ราคาสูงผิดปกติ นี่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบว่าจะมีโครงการดังกล่าว

เรื่องประเภทนี้เกิดขึ้นในแทบทุกพื้นที่ที่มีโครงการบำบัดน้ำเสีย เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ควรจะป้องกันได้ถ้าต้องการจะป้องกัน ทั้งนี้โดยการสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงให้ดีพอ และให้ประชาชนได้รู้สึกร่วมเป็นเจ้าของโครงการ ถ้าประชาชนได้ทราบล่วงหน้าอย่างกว้างขวาง เรื่องการเอาเปรียบประชาชน และเอาประโยชน์จากเงินของแผ่นดิน เช่นนี้ย่อมจะเกิดขึ้นได้โดยยาก

ส่วนประเด็นการทุจริตในหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีมูลหรือไม่ก็ตาม สมควรจะต้องได้รับการตรวจสอบและแถลงอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะชน ทั้งที่อยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ และประชาชนทั่วไป

โครงการบำบัดน้ำเสียรวมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผลพวงจากการปรับปรุงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อเกิดข้อครหาคลางแคลงขึ้นเช่นนี้ สมควรที่จะได้มีการตรวจสอบ และเปิดเผยให้ประชาชนทราบ ผมต้องการจะย้ำว่ากระบวนการเหล่านี้จะต้องโปร่งใส และในกรณีที่มีผู้กระทำความผิด จะต้องมีการดำเนินการโดยเปิดเผย ทั้งนี้เพื่อรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม และประโยชน์ของสาธารณะ ขณะเดียวกันก็เพื่อพิทักษ์เกียรติภูมิของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ทั้งหมดนี้คือกระบวนการในการสร้างธรรมาภิบาล

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์

นอกเหนือจากกติกาในการจัดทำโครงการบำบัดน้ำเสีย รวมที่ผมได้พูดถึงข้างต้นในการควบคุมมลพิษก็จะต้องมีการสร้างกติกาเช่นกัน และกติกานี้จะต้องวางอยู่บนหลักการของความยุติธรรมเช่นกันด้วย ดังนั้นหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” จึงได้รับการยอมรับและมีการประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ ประเทศไทยได้พยายามที่จะสร้างกลไก หรือเครื่องมือเพื่อประยุกต์หลักการดังกล่าว

เครื่องมือหนึ่งในการนี้ได้แก่เครื่องมือทางเศรษฐกิจอันได้แก่ภาษี และค่าธรรมเนียมมลพิษ เครื่องมือเหล่านี้จะจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษเปลี่ยนพฤติกรรมของตน ให้เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น และในบางกรณียังอาจสร้างนวัตกรรมในการผลิตได้ด้วย อย่างไรก็ดี เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จะใช้ได้ผลดีนั้น จะต้องพิจารณาถึง ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ความเสมอภาค และความยืดหยุ่น ซึ่งจะต้องพิจารณาเงื่อนไขของแต่ละประเทศ และเงื่อนไขของแต่ละประเภทอุตสาหกรรมไป

เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ควรจะพิจารณาสำหรับประเทศไทยขณะนี้ ได้แก่ “ค่าปรับการปล่อยมลพิษ (Emission Charge)” และ “ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ (Pollution Management Fee)” ทั้งนี้โดยกำหนดให้ “ค่าปรับการปล่อยมลพิษ” มีอัตราสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการบำบัดมลพิษ ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ผู้ปล่อยมลพิษยุติการปล่อยมลพิษเนื่องจากจะแพงกว่าค่าใจ้จ่ายในการทำตัวให้สะอาดเสียเอง

ส่วน “ค่าธรรมเนียมเพื่อการจัดการมลพิษ” คือค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษในระดับสูง และเก็บในอัตราเท่ากับต้นทุนของการบำบัดหรือกำจัดของเสีย และจะจัดคืนให้กับโรงงานที่ต้องการจะสร้างหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษลง

ในการจะใช้เครื่องมือทั้งสองจะต้องมีการคำนวณอัตราค่าปรับและค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม จะต้องมีระบบตรวจสอบ (monitoring) และต้องมีกลไกทางการบริหารและทางกฎหมายรองรับ และสนับสนุนให้ดำเนินการได้จริงและมีประสิทธิภาพ

กระบวนการและกลไกที่ควรจะสร้างขึ้นนี้จะต้องคำนึงถึงความยุติธรรม และการบังคับใช้ให้ได้ผลดีด้วย ซึ่งย่อมขึ้นกับความร่วมมือและความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายต่าง ๆ ของภาครัฐ ธุรกิจอุตสาหกรรม องค์กรเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้

แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัด

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เป็นกลไกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิต โดยมีผู้ผลิตเป็นกลุ่มเป้าหมาย หรือ target group ของกลไกนี้ยังมีอีกกลไกหนึ่งซึ่งสามารถจะผนวกกลุ่มเป้าหมายหลาย ๆ กลุ่มเข้าร่วมมือกันได้ กลไกนี้ออกแบบไว้ให้ใช้ในระดับจังหวัด เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น

กลไกนี้คือ “แผนปฏิบัติเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด” ซึ่งผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า “แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัด” แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นกลไกที่ริเริ่มขึ้นจากพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ อีกเช่นกัน แผนนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อการกระจายอำนาจในการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจของพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ หลักการนี้ต่อมาก็ได้รับการยืนยันและสนับสนุนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเราถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ให้ท้องถิ่นมีอำนาจและความรับผิดชอบในการดูแลรักษาสิ่งเวดล้อมของตน

แต่ถึงแม้จะมีการให้จัดทำแผนสิ่งแวดล้อมจังหวัดแล้วก็ตาม ผมได้ทราบว่าการจัดทำแผนดังกล่าวยังไม่บรรลุเจตนารมณ์ ของการริเริ่มให้จัดทำแผนเท่าที่ควร

แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัด จำเป็นจะต้องมีการจัดทำอย่างประสานและสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด เพราะการทำแผนเป็นกิจกรรมเชิงรุก เป็นการมองไปข้างหน้าซึ่งควรจะต้องมองอย่างรอบด้าน ถ้าการพัฒนามุ่งไปทางหนึ่งและการดูแลสิ่งแวดล้อมมุ่งไปอีกทางหนึ่ง แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัดย่อมจะไม่สามารถสัมฤทธิผลในการพิทักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้ แผนในระดับจังหวัดจะต้องเป็นแผนเชิงบูรณาการ (integrated plan) จึงจะพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จริง

ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ การให้ประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วม สร้างการตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างความรับผิดชอบร่วมกัน และที่สำคัญสร้างการยอมรับในแผน และในโครงการหรือกิจกรรมด้านสิ่งเวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมาจากแผนนั้น ๆ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๗๙ ระบุว่า “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน”

อาจจะมีคนสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร?

แผนสิ่งแวดล้อมจังหวัดสามารถจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้มาตรา ๗๙ นี้ สัมฤทธิ์ผลได้เป็นอย่างดี เพราะพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ก็มีอยู่แล้ว เพียงต้องปรับปรุงวิธีการปฏิบัติขึ้นบ้างเท่านั้น ผมอยากเห็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ อยากเห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. กระตือรือร้น ทวงถามและเข้าร่วมกับกระบวนการจัดทำแผน ผมอยากเห็นองค์กรประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นประชาคมจังหวัด หรือองค์กรประชาชน และชมรมทั้งหลายซึ่งผมเชื่อว่ามีมากอยู่แล้วในหลายจังหวัดในปัจจุบัน ขวนขวายทำความเข้าใจในเรื่องนี้ และประชาสัมพันธ์กับพี่น้องเพื่อนฝูงเพื่อที่จะได้เข้าร่วมช่วยเหลือในการจัดทำแผนดังกล่าว

ผมขอยกตัวอย่างจังหวัดสมุทรปราการอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแผนสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นไปได้อย่างที่ควรจะเป็น กรณีข้อสงสัยหรือความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการบำบัดน้ำเสียรวมดังกล่าวก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น และเมื่อได้เกิดขึ้นแล้วไม่ใช่แต่เพียงหน่วยราชการเท่านั้น แต่ชมรมต่าง ๆ จะต้องลุกขึ้น ทวงถาม ทำความเข้าใจ และหาความกระจ่างในเรื่องนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นในจังหวัดของตนให้ได้

การจัดการป่า

เมื่อพูดถึงกรณีของความขัดแย้งอันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อม การจัดการป่าเป็นประเด็น “วิกฤตเรื้อรัง” ของประเทศเรา ผมต้องพูดถึงเรื่องป่าทุกครั้งที่มีการประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทั้งนี้เพราะยังมิได้มีการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไป ผมมีความหวังว่าวันหนึ่งผมจะไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ก็คงจะไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ ผมคิดว่าตกมาถึงวันนี้เราคงต้องยอมรับความจริงว่ามีประชาชนของเราจำนวนหนึ่งที่ต้องมีวิถีชีวิตทำมาหากินอยู่กับป่า

ผมไม่ได้หมายถึงการทำธุรกิจไม้ในป่าธรรมชาติหรือป่าอนุรักษ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องผิด กฎหมายสำหรับประเทศไทย แต่ผมหมายถึงประชาชนในพื้นที่จริง ๆ ประชาชนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่าชีวิตที่เขาดำเนินอยู่นั้น ในกรณีเช่นนี้เราต้องพยายามคิดว่าคนกับป่าน่าจะอยู่ด้วยกันได้ แต่การพูดว่าคนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ก็อาจเป็นอันตรายต่อการอนุรักษ์ป่าได้เช่นกัน

ประเด็นที่สำคัญเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่าจะให้คนอยู่กับป่าอย่างไร ทั้งคนและป่าจึงจะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีฝ่ายใดต้องเดือดร้อน ซึ่งก็คือประเด็นการจัดการนั่นเอง สูตรสำเร็จในเรื่องนี้ยังไม่มี และก็จะไม่มีด้วยในอนาคต แต่แนวความคิดเรื่องป่ากันชนเป็นแนวความคิดที่ควรจะได้รับการพิจารณาและพัฒนาอย่างเหมาะสม ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ขอบป่าสามารถมีชีวิต และการทำมาหากินอย่างพอเพียง และขณะเดียวกันก็ดูแลรักษาป่าไม่ให้ใครมาบุกรุกทำลายเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน วิธีการที่ถูกต้องได้ผลที่สุดอาจจะยังไม่มี แต่เราต้องพยายามหาหนทางและศึกษาจากโครงการนำร่องในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการขยายผลในกรณีที่ประสบความสำเร็จต่อไป

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากให้ในวันนี้ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมโลก ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่ประชุมนี้ตระหนักดีถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่นานาชาติได้ให้ความสนใจ และการเจรจาระดับนานาชาติก็ได้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง เช่นเดียวกันกับสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเราเอง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกเกี่ยวโยงกับเรื่องการผลิต การดำรงชีวิต และคุณภาพชีวิต เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ และเป็นเรื่องทางการเมืองด้วย เราจึงเห็นได้ว่าการประชุมนานาชาติในเรื่องดังกล่าวเป็นการเจรจาต่อรองกันเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองเป็นหลักด้วย หาใช่เป็นแต่เพียงการตกลงกันเพื่อสร้างความร่วมมือในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกไม่ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จึงยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องขวนขวายหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เชิงเศรษฐกิจ และเชิงการเมือง เพื่อที่จะได้ร่วมพิทักษ์โลก โดยในขณะเดียวกันก็ไม่เพลี่ยงพล้ำในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก ดังเช่นที่เราได้เพลี่ยงพล้ำไปแล้ว ในเรื่องทางการเงิน

เมื่อประเทศไทยต้องยอมปรับค่าเงินบาทตามราคาในตลาดโลก อันนำไปสู่การลดค่าเงินบาท และวิกฤตเอเซีย ซึ่งได้ลามข้ามทวีปไปถึงประเทศบราซิลแล้วนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้วิจารณ์การบริหารการจัดการของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนของไทยว่าขาดประสิทธิภาพ ขาดความรับผิดชอบ ไม่โปร่งใส และไม่สุจริต หรือเรียกโดยรวมว่าไม่มี Good governance นั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ IMF ไม่ได้พูดถึงคือ Global Monetary Governance หรือธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการการเงินในเวทีโลก ซึ่งยังคงเป็นระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาอยู่ ประเทศที่ตามไม่ทันก็จะต้องเพลี่ยงพล้ำไปเอง แต่เราไม่ควรที่จะยินยอมรับกติกาดังกล่าวนี้ เพราะกติกาทั้งหลายนั้นสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์โดยมีปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งเป็นรากฐานเสมอ

ผมคิดว่าเราไม่ควรจะยอมรับกติกาโลกที่ตั้งอยู่บนปรัชญาที่เห็นว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เราควรจะสนับสนุนกติกาที่จะช่วยให้พลเมืองโลกล้วนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เราควรจะสนับสนุนกติกาโลกที่มีรากฐานอยู่บนการสร้างสังคมโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

เมื่อพูดว่าเป็นธรรมและเท่าเทียม ผมไม่ได้หมายความว่าคนทั้งโลกจะต้องมีเงินเดือนหรือรายได้ที่เท่ากัน แต่ผมหมายความว่าถ้าคนคนหนึ่งอายุ ๔๕ ปี และทำงานอย่างขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และจ่ายภาษีเต็มมาตลอดเวลา ๒๕ ปีของการทำงาน อยู่มาวันหนึ่งต้องกลายเป็นคนว่างงาน ต้องพบว่ามูลค่าของรายได้ของตนตกลงเหลือเพียงครึ่งเดียว และยังกลายเป็นคนมีหนี้สินที่ยังไม่ทราบว่าจะปลดเปลื้องได้อย่างไรภายในเวลา ๑๕ ปีที่เหลืออยู่ของชีวิตการทำงานก่อนวัยเกษียณ ในขณะที่คนบางคนอาศัยตำแหน่งหน้าที่ พรรคพวก และช่องว่างทางกฎหมายต่าง ๆ หลบเลี่ยงภาษี หารายได้โดยทุจริต และกลายเป็นมหาเศรษฐีไปในช่วงเวลาสั้น ๆ กรณีเช่นนี้ ผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม

ที่ผมพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อให้ท่านสิ้นหวัง แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีอะไรที่เราจะต้องทำ ต้องช่วยกันทำอีกมากเพื่อทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น และในฐานะที่ท่านมีหน้าที่การงานหรือมีความสนใจในด้านสิ่งแวดล้อมจึงได้มาชุมนุมกัน ณ ที่นี่ในวันนี้ ส่วนหนึ่งที่ท่านจะช่วยได้ คือ การเข้าร่วมในการสร้างธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น ในระดับชาติ หรือในระดับโลก สุดแต่ว่าท่านนั่งอยู่ในตำแหน่งใดจุดใด แต่ที่แน่นนอนที่สุด ผมเรียกร้องให้เราประสานมือกัน

ผมขอยุติปาฐกถาเรื่องธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้วยประโยคของ David Starr Jordan (๑๘๕๑ - ๑๙๓๑) ที่กล่าวไว้ว่า Wisdom is knowing what to do next. Virtue is doing it.

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถา
เรื่อง สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับธรรมรัฐ
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
การสัมมนาโต๊ะกลม
แนวทางในการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม
จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑
ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมยินดีมากที่ได้พบกับทุกท่าน ณ ที่นี้ทุกท่านที่ได้รับเชิญมาล้วนเป็นผู้ที่จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันงานสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของสังคมไทยอยากจะเรียนว่าผมฝากความหวังไว้กับท่านทุกคน

ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าวิกฤต บ้างก็ว่าเป็นวิกฤตทางการเงิน บ้างก็ว่าเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถมองเห็นวิกฤตนี้ได้เพียงเท่านี้ ก็น่าจะอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสังคมเราถูกนำโดยความคิดทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมานาน ผมเพียงแต่อยากจะชี้จะย้ำให้เห็นว่าพวกเรามักจะถูกปลูกฝังให้เห็นอะไรอยู่เพียงด้านเดียว เมื่อเรามองเห็นอะไรได้เพียงด้านเดียว แน่นอนว่าเราก็ย่อมแก้ปัญหาอยู่เพียงด้านเดียวเป็นหลัก สิ่งที่เราจะต้องทบทวนสำหรับวิกฤตครั้งนี้คือ วิธีการพัฒนาของประเทศไทย และวิธีคิดของคนไทย

เราพัฒนาถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา แล้วจึงมาให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและการศึกษา เราจะพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาพื้นที่ แต่หัวใจของการพัฒนาอย่างหนึ่งที่ในอดีตนักพัฒนาไม่พูดถึง นักวางแผนไม่พูดถึง ไม่กล้าที่จะพูดถึง คือ การพัฒนาทางการเมือง ซึ่งคือ การสร้าง Good governance หรือที่แปลกันว่าธรรมรัฐ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดระบบการบริหารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นธรรม ทั้งในวิถีทางศาสนาและสังคม วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นผลมาจากปัญหานี้โดยตรงที่สุด วิกฤตนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่มีระบบการบริหารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เราไม่มีระบบการบริหารสาธารณะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และเราไม่มีระบบการบริหารงานสาธารณะที่เป็นธรรม

แต่เดิมเราเรียกการบริหารสาธารณะนี้ว่าการปกครอง ต่อมาเราเรียกว่าการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ วิวัฒนาการของคำที่ใช้นี้ชี้ให้เห็นถึงความหมายที่เปลี่ยนแปลงของงานดังกล่าว จากการมองว่าเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ “ปกครอง” ประชาชน เปลี่ยนมาเป็นการมองว่าข้าราชการคือ ผู้ทำงานบริหาร จัดการ และบริการให้กับประชาชน ซึ่งหมายความว่า นักการเมือง และข้าราชการไม่ใช่เจ้าของอำนาจ

ถ้าจะถามว่า Good governance จะเป็นจริงได้จะต้องมีอะไรบ้าง หลาย ๆ คนอาจจะตอบว่าจะต้องมีรัฐบาลที่ดี ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ถูกไม่หมด สำหรับสังคมที่อยู่ในระบบการปกครองที่มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพราะในระบบดังกล่าว การที่เราจะมีรัฐบาลที่ดีได้จริง เราจะต้องมีประชาชนที่เข้มแข็งและมีคุณภาพด้วย ฝรั่งเขามีคำพูดว่า “People get the government that they deserve.”

ผมอยากจะชี้ว่า ถ้าเราจะมี Good governance ได้จริง เราจะต้องมี conscientious, concerned และ committed citizens นั่นคือ ต้องมีประชาชนที่มีสำนึกในความผิดชอบ รู้ผิด รู้ถูก (conscientious) สำนึกแล้วต้องเป็นห่วงเป็นใย รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ดูดาย (concerned) และเมื่อไม่ ดูดายแล้วจะต้องมีพันธะที่มุ่งมั่น หรือ commitment ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้นไม่ใช่เพียงแต่ต้องการจะเห็นบ้านเมืองนี้น่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ต้องการจะวิจารณ์เท่านั้น แต่ต้องมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงมือกระทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาง่าย ๆ เพียงด้วยการหลับตาและอธิษฐานเช่นในเทพนิยาย แต่เราต้องลงแรงให้ได้มา ทั้งแรงสมอง แรงกายและแรงใจ

ผมเคยพูดอยู่เสมอว่าสังคมไทยต้องมีนิติธรรม (rule of law) กลไกการตรวจสอบ กลไกการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กลไกทางการเมือง และการบริหารจัดการอื่น ๆ ที่จักทำให้เกิดการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน (accountability) การมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และจริยธรรมทางการเมือง เพื่อให้มี Good governance ในทางปฏิบัติได้จริง วันนี้ผมต้องการจะเน้นว่า เบื้องหลังการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน (accountability) การมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และจริยธรรมทางการเมือง คือวิธีคิดที่มุ่งประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ วิธีคิดที่เราในฐานะประชาชน หรือพลเมืองจะต้องมี เราจะเรียกว่าการปฏิรูปปัจเจกชน การปฏิรูปชุมชน หรือการปฏิรูปสังคมก็ได้ ดังที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า “กระแสความคิดทางสังคมเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงทิศทางและอนาคตของสังคม”

วิธีคิดของเราเป็นอย่างไรขึ้นกับวัฒนธรรมของสังคมของเรา และวัฒนธรรมของสังคมเราจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับวิธีคิดของคนในสังคมนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเป็นเช่นนั้น ต่างก็เป็นทั้งปัจจัยผลักดันและเป็นผลผลิตของกันและกัน

เรามักจะลืมไปว่าสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ มีทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (nature environment) และสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม (cultural environment) ที่ผ่านมาเรามักจะมองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมเป็นคนละเรื่อง แยกต่างหากจากกันโดยสิ้นเชิง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้รับการเอาใจใส่มากกว่าสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากเวทีสิ่งแวดล้อมนานาชาติ และจากการจัดสรรงบประมาณของเราเอง ทั้ง ๆ ที่สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้คุณค่าในการหล่อหลอมสมาชิกชองสังคม และยังให้ความรู้สึกปิติที่วัตถุให้ไม่ได้ (spiritual fulfillment ) เราไม่ควรลืมว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต species เดียวเท่านั้นที่จะมีความอิ่มเอมใจเช่นนี้ได้ สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นไม่สามารถมี cultural หรือ spiritual enrichment

แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า วัฒนธรรมของเราใน “ยุคพัฒนา” ที่ผ่านมาเป็นวัฒนธรรมของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เป็นวัฒนธรรมที่ไม่เข้าใจความงามหรือความดี เข้าใจแต่บาท ดอลลาร์ และเยน สังคมที่มีวัฒนธรรม ตื้น ๆ และฉาบฉวยเช่นนี้ ผนวกกับวิธีการพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งเป็นหลัก ประเทศไทยจึงได้เห็น “คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง” และคนเคารพเงินมากกว่าคุณความดี

ตกมาถึง ”ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่” ยุคที่บางประเทศในเอเซียเป็นเสือเศรษฐกิจซึ่งดูผิวเผินราวกับว่าถนนในเมืองไทยปูลาดด้วยแผ่นทองคำ ทั้งทุนต่างประเทศและชาวต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ใคร ๆ ก็ล้วนดูจะเป็นเศรษฐีมีทรัพย์กันทั้งนั้น เราจึงได้เห็น “วัฒนธรรมการบริโภค” เป็นวัฒนธรรมนำในสังคมไทย

วัฒนธรรมบริโภคนิยม ผนวกกับวิธีคิดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และการที่สังคมยอมรับวัฒนธรรมปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้เรามีรัฐบาลที่สื่อมวลชนตั้งฉายาตามลักษณะการบริโภคให้ เช่น รัฐบาล buffet, รัฐบาล fast food แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไร มีแต่จะหัวเราะสนุกไปกับฉายาเหล่านี้ จนกระทั่งวันนี้ วันที่เศรษฐกิจล้มครืนระเนระนาด ทุกคืนรายการสนทนาทางโทรทัศน์จะต้องมีคำถามว่าประเทศไทยจะไปรอดไหม มีเพียงอารมณ์ขันเท่านั้นคงจะไม่พอ

ผมไม่อยากให้ใครเห็นว่าวัฒนธรรมเป็นเพียงเรื่องการร้องรำทำเพลง การสันทนาการหรือการใช้เวลาว่างเท่านั้น แต่วัฒนธรรมหล่อหลอมเรา เหมือนที่ได้หล่อหลอมบรรพบุรุษของเรา และจะหล่อหลอมลูกหลานของเรา โดยที่เราอาจจะรู้ตัวบ้าง หรืออาจจะไม่รู้ตัวเลย เหมือนที่เรามักไม่ค่อยสำนึกว่าเรากำลังหายใจ วัฒนธรรมคือลมหายใจของเรา

การพัฒนาอย่างยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม จะเป็นจริงได้ต่อเมื่อเรามีวิธีคิดแบบใหม่ มีสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมที่นำสังคมเราอยู่ในปัจจุบัน วัฒนธรรมมือใครยาวสาวได้สาวเอา วัฒนธรรมบริโภคนิยมที่ผมได้พูดถึงข้างต้น

สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่ผมอยากจะเห็น และชักชวนทุกท่านให้มาร่วมมือกันสรรค์สร้าง คือ สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่สร้างคนคุณภาพ ที่ความสุขของเขาไม่ได้เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แต่เกิดจากการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม เพื่อสาธารณะ และเกิดจากความอิ่มเอมใจในการได้ชื่นชมคุณค่าความงดงามของงานศิลปะ ไม่ใช่เกิดจากการได้บริโภคสินค้าราคาแพงเกินเอื้อม สังคมของเราจะต้องมีคนดี คนคุณภาพ และประชาชนจะต้องมีความสุข ทั้งสุขกายและสุขใจ และสำคัญที่สุด รู้จักคำว่า “พอ”

เราจะต้องมีพลเมืองที่มีเกียรติภูมิ แต่เกียรติภูมินี้ไม่ได้หมายถึงว่า “สถาบันของข้าใครอย่าแตะ” ไม่ได้หมายถึงการรับน้องใหม่แบบวิปริตและอ้างว่าเป็นธรรมเนียม แต่เกียรติภูมิของเราจะต้องมีรากเหง้ามาจากความดีงาม และจากความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ (identity) ของเรา ในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ของท้องถิ่น ของชุมชน

ผมอยากจะเสนอว่าการจะให้ได้มาซึ่งสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่พึงปรารถนานี้ นอกจากเราจะได้มาด้วยการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยโชคดีมีบรรพบุรุษสร้างสมไว้ให้แล้ว เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องเพิ่มพูนจากมรดกเดิมด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ผมอยากจะเห็นนวัตกรรม (innovation) ด้านสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมอย่างน้อย ๓ ประการ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง วัฒนธรรมเอเชียและวัฒนธรรมไทยที่งดงาม คือความผูกพันที่เรามีให้กับครอบครัว เครือญาติ และชุมชนของเรา ปัจเจกชนผูกพันตัวเองอยู่ในเครือข่ายของชุมขนได้ด้วยความรัก ความเคารพนับถือ และความไว้วางใจในกันและกัน เชื่อถือในคำพูดและคำมั่นสัญญา ดังจะเห็นได้ว่าในอดีตธุรกิจของคนเอเซียไม่ได้ใช้เอกสารสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นประกันเช่น ทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะสามารถอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและกันเป็นหลัก ผมอยากจะเรียกร้องให้เราหันกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าความผูกพันเหล่านี้ โดยจะต้องขยายความรักความผูกพันนี้ให้ครอบคลุมถึงสังคมทั้งสังคม ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มของเราเท่านั้น

สอง เราจะต้องแสวงหาความสมดุลย์ระหว่างอดีต และอนาคต ของวัฒนธรรมไทยไห้ได้นี่คือภาระกิจของปัจจุบัน เราจะพึ่งพาหาประโยชน์แต่กับอดีตเท่านั้นคงจะไม่ได้ เมื่อมนุษย์และสังคมเปลี่ยนแปลงทุกวัน การจะให้สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมหยุดนิ่งคงที่ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายเราอยู่ก็คือคำถามที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีการจัดการที่ดี พอเพียงที่จะสามารถประสาน “การอนุรักษ์” เข้ากับ “การพัฒนา” สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้ได้ ท่ามกลางวิกฤตในปัจจุบัน เราต้องมีความคิดและยุทธศาสตร์ใหม่ ต้องมองให้เห็นว่าวัฒนธรรม คือ ทุน และเราสามารถพัฒนาจากทุนทางวัฒนธรรมนี้ได้ ดังนั้นงานศิลปวัฒนธรรมจึงไม่ใช่ ”ภาระ” ที่จะต้องแบก แต่เป็น “ทุน” เป็นสมบัติที่เรามี ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าใจว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม เช่น สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวแต่ประการเดียวเท่านั้น แต่เพื่อการจรรโลงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย

สาม เมื่อเราพูดถึงมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage) ในประเทศไทย เราต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมา ชาวบ้านมีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมน้อยมาก งานดังกล่าวดูจะล่องลอยอยู่เหนือประชาชนเหนือชาวบ้าน อย่างไรก็ดี ผมหวังว่าทุกท่านจะตระหนักว่านอกจากประชาชนจะเป็นเจ้าของมรดกของชาติร่วมกันแล้ว ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการที่จะอนุรักษ์ พัฒนา หรือ ทำลายมรดกนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นในการจะพิทักษ์บริเวณพื้นที่สถาปัตยกรรมหรือศิลปกรรมที่เป็นเป้าหมาย จึงควรจะได้คำนึงถึงแนวทางที่จะพัฒนาประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ไปพร้อมกัน ผมอยากจะเห็นประชาชนในพื้นที่ได้เข้าร่วมในกระบวนการวางแผนอนุรักษ์-พัฒนา ในการดำเนินกิจกรรมและได้รับประโยชน์จากงานอนุรักษ์-พัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมในพื้นที่ของเขาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม มิฉะนั้น การที่จะพิทักษ์รักษา และพัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่สามารถเป็นจริงได้ จะเป็นได้แต่เพียงแค่ความฝันเท่านั้น

เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่การประชุมเรื่อง Future of Asia’s Past ซึ่งจัดขึ้นโดย Siam Society, Asia Society และ Getty Conservation Institute ผมได้กล่าวไว้ว่า ผมอยากจะเห็นประเทศไทย มีองค์กรเอกชนอิสระที่ลุกขึ้นมาดูแลงานสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม เช่นเดียวกับที่ประเทศอังกฤษมี National Trust

องค์กรดังกล่าวตั้งขึ้นมาเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๙๕) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมของเมืองอันเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์เป็นห่วงเป็นใยสภาพแวดล้อม ทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมของประชาชน เป็นห่วงว่าอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสุนทรียภาพจะถูกรื้อถอนทำลาย หรือดัดแปลงไป และเป็นห่วงว่าพื้นที่เปิดโล่ง (open space) ต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ จะถูกรุกล้ำทำลายด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คนกลุ่มนี้ได้ลุกขึ้นมาก่อตั้งองค์กรอิสระ เพื่อพิทักษ์สถาปัตยกรรม และอาคารตัวอย่างของประวัติศาสตร์ยุคต่าง ๆ ของสหราชอาณาจักร และพิทักษ์ภูมิทัศน์ โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติฝั่งทะเล

National Trust เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรอิสระที่ทำงานเพื่อรักษาสมบัติของชาติของสังคม เพื่อให้คนรุ่นนั้น และต่อเรื่อยมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ได้เข้าไปเยี่ยมชม ศึกษา อาคารและบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ได้รักษาไว้ เพื่อให้เข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตน องค์กรนี้พิทักษ์ทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ให้ทั้งความสุขและการศึกษากับประชาชน ด้วยการเปิดสถานที่ให้ผู้สนใจเข้าชมในลักษณะการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ มีการจัดเดินเที่ยว การออกค่ายและจัดทำละครสำหรับเด็กเป็นต้น ปัจจุบันองค์กรนี้มีอายุ ๑๐๔ ปี และมีสมาชิกมากกว่า ๒ ล้านคน

ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงของประเทศไทย ผมจึงอยากเห็นคนไทยลุกขึ้นมาทำอะไรที่สร้างสรรค์เพื่อสาธารณะ เพื่อรักษามรดกของสังคมเช่นนี้บ้าง

วันนี้ผมจึงยินดีที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อาสาลุกขึ้นมาก่อตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ซึ่งผมมองเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับ National Trust คือเป็นองค์กรเอกชนอิสระที่อาสาทำงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ซึ่งเป็นสมบัติของชาติไว้เพื่อสังคมไทย ถ้าใครจะถามผมว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมนี้จะมีอายุยั่งยืนได้ถึงหนึ่งศตวรรษหรื่อไม่ คำตอบย่อมจะอยู่ที่ก้าวแรก นั่นคือการสัมมนาโต๊ะกลมในวันนี้

ผมเชื่อมั่นว่าท่านทั้งหลายที่มาร่วมสัมมนาในวันนี้ ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถ ประสบการณ์ และความสนใจ ในการปรับปรุงงานสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมและมีความตั้งใจ ความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนงานวัฒนธรรม และลงมือกระทำให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ขึ้น และมีความเจริญรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรมมากขึ้น ในการที่ท่านให้เกียรติมาร่วมสัมมนากับเราในวันนี้ มามีส่วนในการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นับเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง ผมหวังว่า เราจะมีการสัมมนาที่ดีที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของสังคมไทยร่วมกันต่อไป

ผมขอจบปาฐกถานี้ด้วยคำพูดของ Mr. Abba Eban อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ด้วยประโยคที่ว่า “History teachers us that men and nation behave wisely once they have exhausted all other alternatives.”

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง สิ่งแวดล้อมกับคุณธรรมในสังคมไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ในงานสัมมนาประจำปี ๒๕๓๙ ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๙ กรกฏาคม ๒๕๓๙
ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า กรุงเทพฯ

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีที่ได้มาพบกับท่านทั้งหลาย ณ ที่ประชุมนี้อีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สามของการประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งผมให้ความสำคัญอย่างมากเสมอมา สาเหตุที่ผมให้ความสำคัญต่อการประชุมนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะผมดำรงตำแหน่งประธานสภาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเท่านั้น แต่เป็นเพราะผมเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทยและของโลก ทั้งในปีปัจจุบันและในศตวรรษที่จะมาถึง และก็ด้วยเหตุผลนี้เองที่เราก่อตั้งสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยขึ้นมา

ท่านคงจะยังจำกันได้ว่าปีที่แล้วเราประชุมกันเรื่อง “สิ่งแวดล้อมไทยใครจัดการ … รัฐ ธุรกิจ หรือประชาชน” ในวันนี้ เราจะขยายขอบเขตการประชุมออกไปถึงความสัมพันธ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยกับนานาประเทศ และขยายวิสัยทัศน์ของไทยให้กว้างไกลไปจรดศตวรรษที่ ๒๑ ที่กำลังจะมาถึง

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากให้เราหันกลับมามองปัญหาใกล้ตัวที่รัฐได้พยายามแก้ไขกันมาหลายสิบปีแต่ก็ยังไม่ลุล่วง ปัญหานี้ได้แก่ปัญหาการดูแลรักษาป่า

ผมคิดว่าปัญหาพื้นฐานประการแรกของเรื่องการดูแลรักษาป่านี้ อยู่ที่ความเข้าใจความหมายของ “ป่า” คุณค่าของป่ามิได้มีแต่เพียงทรัพยากรไม้อย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่ยังรวมถึงสมดุลทางธรรมชาติ และทรัพยากรอันเนื่องมาจากความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ ผมอยากจะชี้ว่าป่าไม่ได้มีประโยชน์แต่กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่าเท่านั้น เพราะป่าไม่ใช่ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเดียว แต่เป็นทรัพยากรของประเทศและของโลกด้วย

ที่ผ่านมา รัฐบาลหลายคณะได้มีความพยายาม และมีมาตรการหลายประการในการรักษาพื้นที่ป่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายพื้นที่ป่า หรือการปิดป่า รวมไปจนถึงโครงการ ค.จ.ก. ซึ่งในช่วงสั้น ๆ ที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลทำให้ต้องไปเกี่ยวพันด้วยเนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน มาตรการเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาพื้นที่ป่า

นอกเหนือจากความเข้าใจหรือไม่เข้าใจความหมายของป่าแล้ว ผมคิดว่าหัวใจของปัญหานี้อยู่ที่ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐและธุรกิจเอกชนรายใหญ่ ๆ เท่านั้นที่จะสามารถพิทักษ์ป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าได้ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่เป็นได้แต่เพียงผู้ทำลายป่าเท่านั้น ไม่มีศักยภาพที่จะรักษาป่าแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนความเชื่อดังกล่าวเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะเราได้เห็นแล้วว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐที่ผ่านมา แม้กระทั่งการปิดป่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ก็ไม่สามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ ป่าของไทยยังคงลดลงกว่า ๑ ล้านไร่ต่อปี ผมจึงอยากให้เราลองตั้งต้นคิดเสียใหม่ว่าชาวบ้านมีศักยภาพที่จะดูแลรักษาป่าได้ ขณะเดียวกันป่าก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เช่นกัน เมื่อเรามีสมมุติฐานใหม่เช่นที่กล่าวมานี้ เราก็จะมีโจทย์ชุดใหม่ที่จะเป็นประโยชน์กว่าเดิม โจทย์ชุดใหม่นี้คือ “จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรเพื่อที่จะให้ชาวบ้านดูแลรักษาป่าในพื้นที่ของตนเอง” ซึ่งหากสามารถทำได้จะประหยัดงบประมาณด้านการปลูกป่าไปได้มาก และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นแนวทางใหม่นี้จะช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่ชนบทลงอีกด้วย

ผมคิดว่าปัญหาป่านั้นไม่ต่างจากวิกฤตจราจรเท่าใดนัก แม้ว่าเมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน ปัญหาทั้งสองดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน ปัญหาหนึ่งเกิดในป่าในเขา อีกปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นในเมือง แต่ผมกลับเห็นว่าปัญหาทั้งสองคล้ายกันมาก เหตุที่ว่าคล้ายกันนั้นก็เพราะต่างก็เป็นปัญหาเรื้อรังที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลมาแล้วหลายคณะ แก้เท่าไรก็แก้ไม่สำเร็จ แต่สิ่งที่ทำให้ปัญหาทั้งสองเหมือนกันมากที่สุด และผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดด้วยก็คือวิธีการแก้ปัญหาที่ผิดเหมือน ๆ กัน

รัฐพยายามแก้ปัญหาการจราจร โดยคิดว่าปัญหานี้มีสาเหตุมาจากการที่มีพื้นผิวถนนไม่เพียงพอกับจำนวนรถยนต์ที่มีมากมายมหาศาล ก็เลยพยายามแก้ปัญหาด้วยการหาทางเพิ่มผิวถนนให้ทันกับความต้องการ เมื่อเพิ่มผิวถนนบนพื้นดินตามปกติไม่ได้ ก็พยายามทำทางยกระดับบ้าง เอาผิวคลองมาทำถนนบ้าง มุมานะเฝ้าคิดประดิษฐ์วิธีพิสดารยิ่งขึ้นไปต่าง ๆ นานา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรองรับจำนวนรถยนต์ที่มีอยู่ และที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันละประมาณ ๗๐๐ คัน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ยังไม่รวมจำนวนรถจักรยานยนต์

ผมไม่อยากให้เราลืมว่า แต่ก่อนเราถมคลองกันด้วยซ้ำเพื่อเอามาทำเป็นถนน แนวความคิดที่เอาผิวน้ำมาเป็นผิวถนนนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่แต่อย่างใด เราเบียดเบียนคลองจนแทบจะไม่มีคลองเหลือจะให้ถมกันอีก เราเบียดเบียนคลองจนจะไม่เหลือทางน้ำธรรมชาติที่จะช่วยระบายน้ำในฤดูฝน คุณภาพน้ำก็ต่ำจนเกินกว่าจะชื่นชมได้อีกต่อไป สิ่งที่รัฐควรจะทำแต่ไม่ได้ทำคือ ลดความต้องการใช้ผิวถนนลงให้ได้ ลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลลงให้ได้ นี่ควรจะเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกในการแก้ปัญหาวิกฤตสัญจร

ผมอยากจะบอกว่าปัญหาป่าก็เช่นเดียวกัน พื้นที่ป่าในประเทศนี้ลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง แม้จะมีคำสั่งปิดป่ามาแล้วหลายปีก็ยังยุติการทำลายป่าไม่ได้ ถ้าสาเหตุของการทำลายป่าคือการทำไม้ เราก็ต้องพิจารณาว่าไม้เหล่านี้เอาไปทำอะไร ในปี ๒๕๓๙ นี้ ประเทศไทยมีความต้องการไม้ท่อนถึง ๑๔.๗ ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น ๑๘.๓ ล้านตันในปี ๒๕๔๕ และท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าไม้รายสำคัญเป็นอันดับสี่ของโลก ผมจึงอยากจะบอกว่า แทนที่รัฐบาลจะคอยมาไล่ปลูกป่าให้ทันกับป่าที่ถูกทำลายไป ซึ่งได้เห็นกันอยู่แล้วว่าทำไม่ได้ เราควรจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคไม้ของเราลงด้วย ซึ่งหมายถึงว่ารัฐควรมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพื่อหันเหพฤติกรรมเดิม ๆ ที่เป็นตัวการในการทำลายป่าเหล่านี้

นอกจากนี้ ผมอยากจะเตือนว่า ป่าไม่ได้มีเฉพาะไม้เท่านั้น สาเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าที่สำคัญไม่น้อยกว่าการตัดไม้ ได้แก่การรุกล้ำที่ดิน คนจนรุกล้ำพื้นที่ป่าเพราะต้องการที่ดินทำกิน แต่คนรวยและนักธุรกิจนั้นเอาเปรียบป่าเพราะต้องการเก็งกำไร เนื่องจากป่าเป็นสมบัติสาธารณะ เป็นของเราทุกคน รัฐจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องพื้นที่ป่าที่มีคนบางกลุ่มใช้สร้างผลประโยชน์ส่วนตนอยู่

ผมได้เรียนตั้งแต่ต้นว่า วันนี้เราจะพูดกันถึงอนาคต อนาคตอันใกล้ที่พอจะมองเห็นกันได้ ได้แก่เรื่องการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าโลกทุกวันนี้จะให้ความสำคัญกับระบบการค้าเสรี แต่ตัวแปรใหม่ในเรื่องนี้ได้แก่ เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมของการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ในอนาคตอันไม่ไกลนัก คู่ค้าต่างประเทศสามารถที่จะใช้ประเด็นการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาการเลือกสินค้า โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ การจัดการระบบธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อมนั้น กำลังจะเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งในการค้าระหว่างประเทศ

ทุกท่านคงจะทราบดีว่า ผมสนับสนุนการมีเสรีภาพมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในทางการเมือง เสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ตลอดจนถึงเรื่องการค้าเสรี ในเรื่องการค้ากับสิ่งแวดล้อมนี้ บางท่านอาจจะเห็นว่าเป็นการที่ประเทศที่เจริญแล้วเอาข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องกีดกันประเทศที่ยังมีแรงงานราคาถูกกว่า เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางการค้าของตน และเพื่อเอาเปรียบประเทศอย่างเรา ผมเองก็ยังเคยชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วจริง อย่างไรก็ดี ถ้าเรามองเรื่องนี้เห็นการสร้างความกดดันกับประเทศไทย ผมอยากจะถามว่าความกดดันที่จะให้มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าขึ้น ที่มีการลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิตให้น้อยลงนั้น จะส่งผลเสียและจะทำลายประเทศไทยได้อย่างไร

ถ้าเราพิจารณาเรื่องนี้ด้วยทัศนคติของคนที่มองโลกในแง่ดี เราก็ย่อมจะเห็นว่า นักธุรกิจไทยมีทางออกที่สามารถทำได้โดยไม่ลำบาก เนื่องจากองค์กรมาตรฐานสากลก็ได้ชี้ทางออกไว้ให้แล้ว อันได้แก่มาตรฐาน ISO 14000 มาตรฐาน ISO 14000 เป็นอนุกรมมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม มาตรฐานที่สำคัญในอนุกรมนี้คือ มาตรฐาน ISO 14000 ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Environmental Management System เป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กิจกรรมการออกแบบ การตลาด การผลิต การส่งมอบลูกค้า และการบริการ โดยมุ่งให้องค์กรมีการพัฒนาปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ผลโดยตรงที่ธุรกิจที่ใช้มาตรฐานนี้จะได้รับคงไม่ใช่เพียงแค่การขยายโอกาสของการจำหน่ายสินค้าของตนในตลาดต่างประเทศเท่านั้น การใช้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม-ค่าที่มีของเสียน้อยลงและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ย่อมจะช่วยลดต้นทุนของกิจการนั้น ๆ เองลงด้วย ในขณะเดียวกันการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ยังเป็นการแสดงออกถึงสำนึกที่ผู้ประกอบการมีต่อส่วนรวม สังคมก็ย่อมจะขอบคุณธุรกิจนั้น ๆ ภาพพจน์ที่ดีต่อธุรกิจนั้นเอง ก็ย่อมจะเป็นผลพลอยได้ที่ติดตามมา ผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมอยากให้เราให้ความสนใจ คือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเรา

คุณสมบัติประการหนึ่งของการเป็นนักธุรกิจที่ดี คือการสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา คือความว่องไวต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทคโนโลยี ผมอยากจะเรียนว่าการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมคือ โอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพียงค่าใช้จ่าย หรือการเพิ่มต้นทุนตามที่นักธุรกิจบางท่านเข้าใจกัน ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจจัดหาน้ำสะอาด อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบควบคุมมลพิษ ระบบกำจัดกากสารพิษ ธุรกิจการกำจัดขยะ การให้บริการที่ปรึกษา และการติดตามตรวจสอบปริมาณมลพิษ เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี ๒๕๓๘ ที่ผ่านมา ธุรกิจสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท และมีแนวโน้มในการเติบโตขึ้นอีกถึงปีละ ๒๐ - ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นับได้ว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรให้กับผู้ลงทุน และยังนับเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมด้วย เรียกได้ว่าธุรกิจนี้ทำให้ท่าน “ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง” นักลงทุนจากต่างชาติได้เข้ามาเก็บเกี่ยวโอกาสนี้ในประเทศไทยอยู่แล้ว ผมอยากจะเตือนว่านักธุรกิจไทย จะต้องตื่นตัว กระฉับกระเฉงและว่องไว ต่อการเปลี่ยนแปลงที่มาจากความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมนี้

เมื่อผมพูดถึงการค้าระหว่างประเทศ และสิ่งแวดล้อม ผมพูดถึงเรื่องในอนาคตก็จริง แต่เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้เรามาก เหตุที่เห็นว่าใกล้ก็เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของเรา ธุรกิจของเรา เศรษฐกิจของเราโดยตรง ส่วนเรื่องที่ผมอยากจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องในอนาคตเช่นกัน แต่เป็นอนาคตที่สำหรับบางท่านแล้วอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเราอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมกำลังพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก

นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าโลกทุกวันนี้มีก๊าซที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกมากกว่าที่เคยมีในอดีต และคาดว่าสภาวะดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อสภาพภูมิศาสตร์ เช่นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง นอกจากนี้อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลต่อวัฎจักรของพืชหรือสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่จะส่งผลต่อโลก และประชาชนของโลกในนานาประเทศ สหประชาชาติจึงได้ดำเนินการให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่เรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า United Nations Framework Convention on Climate Change เพื่อประสานความร่วมมือจากนานาประเทศในการรับมือกับปัญหานี้

ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ที่เป็นภาคีของอนุสัญญานี้มีหน้าที่สำรวจว่าประเทศของตนปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจกอย่างไรบ้าง และดูแลให้มีก๊าซดังกล่าวอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้ด้วยการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับปริมาณและแหล่งที่มาของก๊าซแต่ละชนิด สนับสนุนให้มีการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ของปัญหานี้ และกำหนดนโยบาย แผนงาน และกลยุทธ์ในการควบคุมก๊าซเรือนกระจก

หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าก๊าซที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกนี้ที่สำคัญได้แก่คาร์บอนได-ออกไซด์ และมีเทน แหล่งที่มาสำคัญของก๊าซทั้งสองในประเทศไทย ได้แก่การทำนาข้าว การตัดไม้ทำลายป่า และการใช้พลังงานฟอสซิล เช่นน้ำมัน ถ่านหิน และลิกไนต์ โดยเฉพาะการใช้พลังงานเพื่อการจราจรและอุตสาหกรรม ดังนั้น ท่านจะเห็นได้ว่ากิจกรรมในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการเกิดสภาวะโลกร้อน ก็คือกิจกรรมการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ผ่านมานั่นเอง

และนี่เองคือสาเหตุที่บางประเทศไม่กระตือรือร้น ที่จะให้ความร่วมมือในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากเกรงว่าจะไปหยุดยั้งการพัฒนาหรือลดมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศของตนเอง แต่ผมกลับคิดว่าแทนที่จะเกี่ยงกันหรือโยนกลองกันไปมา แต่ละประเทศควรจะตั้งคำถามต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในประเทศของตนเองมากกว่า ว่าทำอย่างไรจึงจะยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนของเราให้สูงขึ้น โดยไม่ทำลายบรรยากาศของโลก เช่นเดียวกับที่เรากำลังพยายามพัฒนาประเทศ โดยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน ผมคิดว่าคำถามในแนวทางนี้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่า สร้างสรรค์กว่า และควรแก่การพิจารณามากกว่า

การยุติหรือยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าที่ผมได้พูดถึงไปแล้วข้างต้น เป็นช่องทางที่สำคัญในการป้องกันปัญหาโลกร้อน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ยังช่วยลดมลพิษและส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ในปัจจุบันความสามารถของคนไทยในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยังอยู่เพียงกึ่งกลางระหว่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก กับประเทศจีนซึ่งมีประสิทธิภาพด้อยที่สุด สถิตินี้ชี้ให้เห็นว่าเรายังมีหนทางอีกมาก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของเรา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิทักษ์ป่า การค้าระหว่างประเทศ หรือสภาวะโลกร้อนที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น ล้วนเกี่ยวข้องกับ “ความคิด” ของเราซึ่งจะไปกำหนดพฤติกรรมการบริโภค การผลิต และการจัดการสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอถือโอกาสทบทวนความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนไทยเราในที่ประชุมนี้

ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่ประชุมนี้ตระหนักดีว่า “สิ่งแวดล้อม” มีค่าใช้จ่าย มีต้นทุนทางสังคม มีผู้ได้และมีผู้เสียประโยชน์ มีความขัดแย้งแย่งชิงกัน ดังนั้นสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมทั้งหมด ผมอยากจะย้ำว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่จะนึกถึงต่อเมื่อมีเวลาว่างเท่านั้น ที่ผ่านมาคนมักจะจัดสิ่งแวดล้อมไว้ในลำดับท้าย ๆ โดยเห็นเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ แต่ถึงกระนั้นก็ควรจะพูดถึงเหมือนกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นผู้มีการศึกษา มีอารยธรรม ในทำนองเดียวกับการพูดถึงเรื่องสิทธิสตรี สิทธิเด็ก หรือศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้เห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนแต่อย่างใด ใครก็ตามที่มีความคิดอย่างนี้ ผมอยากขอให้ทบทวนความคิดของท่านเสียใหม่

เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามากำกับ จัดวางกติกา เพื่อจัดสรรประโยชน์ และสร้างความเป็นธรรม แต่การที่รัฐมีหน้าที่กำกับ ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องเป็นผู้นำ หรือผู้ทำไปเสียทุกเรื่อง และยิ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องทำถูกไปหมดอีกเช่นกัน หลายท่านอาจจะมีความเห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่นักการเมืองขาดเจตจำนงที่แน่วแน่ที่จะผลักดันสังคมไปในทางที่เจริญที่ดีงาม ผมคิดว่าความเห็นนี้คงจะไม่ผิด แต่ผมอยากจะชี้ว่าในระบอบประชาธิปไตยที่เราอยากจะมีกันนั้น เจตจำนงทางการเมืองจะต้องมาจาก เจตจำนงของสังคมเป็นหลัก ทั้งนี้หมายความว่าประเทศไทยจะต้องมีประชาชนที่มีเจตจำนงร่วมกันเพื่อสังคมส่วนรวมเสียก่อน เพื่อชี้นำนักการเมืองและรัฐบาลของเรา

งานพัฒนาสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกับงานพัฒนาประชาธิปไตย ต่างก็ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรับผิดชอบ ต่างก็ต้องอาศัย การมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเคยพูดเอาไว้แล้วว่าประชาธิปไตย ไม่ได้หมายถึงเพียงการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง วันนี้ผมขอบอกว่าการพัฒนาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้หมายถึงเพียงการประกาศว่าเราอยากมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น เช่นเดียวกับที่ประชาธิปไตยจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการประหยัดพลังงาน การเต็มใจจ่ายค่าบำบัดน้ำเสีย การดูแลกระบวนการผลิต หรือการบริโภคสินค้าของตัวเราเอง เป็นต้น

ในกรอบของเวลาในทศวรรษหน้า ในกรอบของตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีโลก ไทยควรจะมีบทบาทอย่างไร?

ผมเคยรับราชการในกระทรวงต่างประเทศ ผมจึงเห็นความสำคัญของตำแหน่งของประเทศไทยในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างชัดเจน ผมไม่ค่อยห่วงนักธุรกิจ ไม่ห่วงบทบาทของคนกลุ่มนี้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ เพราะคนกลุ่มนี้มีความสามารถ มีข้อมูลทันสมัย มีเรี่ยวแรงดีมากอยู่แล้ว แต่ที่ห่วงที่สุดคือคนจนในชนบท นี่คือส่วนที่รัฐและพวกเราจะต้องใส่ใจอย่างมาก ว่าจะปรับตัว เปลี่ยนแปลงทันต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกหรือไม่

ผมห่วงว่าประเทศไทย จะแยกออกเป็นสองส่วนยิ่งกว่าทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งแข่งขันในตลาดโลก เมื่อทำการผลิต ก็ผลิตเพื่อตลาดนอกประเทศไทย เมื่อบริโภคก็บริโภคสินค้าที่ประเทศไทยอาจไม่ผลิตเองอีกต่อไปแล้ว แต่ประเทศจีน เวียดนาม พม่า จะเป็นผู้ผลิตแทน ไม่นิยมบริโภคสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานไทย แต่จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สั่งตรงจากประเทศตะวันตกเท่านั้น จึงจะถือว่ามีคุณภาพดีพอ แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น ยังอยู่กับความยากจนในชนบทหรือขายแรงงานในหัวเมืองต่าง ๆ ด้อยโอกาสที่จะแสวงหาคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับผู้คนในส่วนแรก

ผมเคยพูดเอาไว้ในปี ๒๕๓๕ เมื่อสมัยที่ผมเป็นผู้นำรัฐบาลว่า “กระแสความคิดทางสังคมเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงทิศทางและอนาคตทางสังคม ความคิดในอดีตนั้น ใครมีอำนาจคนนั้นคือความยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ อำนาจของสังคมคือความอิสระในความคิดอ่าน ความอิสระในการออกความเห็น ความอิสระในการรับรู้และรับทราบข่าวสารที่ถูกต้องและสมบูรณ์ พลังความคิดหรือกระแสความคิดนี้จะเดินหน้าต่อไป ไม่มีใครสามารถจะมายับยั้งหรือหยุดยั้งกระแสความคิดนี้ได้”

วันนี้ ผมขอยืนยันในความเชื่อนี้ และอยากจะบอกว่า สังคมจะพัฒนาไปทิศทางใด อยู่ที่พลังความคิดของสังคมนั้น วันนี้ผมขอให้พวกเราที่อยู่ในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาชนเอง ร่วมมือกันสร้างพลังความคิดใหม่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างสำนึกเพื่อส่วนรวม เราต้องสร้างเจตจำนงร่วมของสังคมให้ได้ เราต้องไม่หวังที่จะร่ำรวย อยู่ดีกินดี แต่เพียงลำพังเรา ครอบครัวของเรา และพวกพ้องของเราเท่านั้น แต่สิ่งที่คนไทยต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ คือ สำนึกร่วม เจตจำนงร่วมของสังคม ถ้าทำไม่ได้ เราก็รักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ถ้ารักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เราก็พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราสร้างจิตสำนึกร่วมของสังคมไม่ได้ เราก็จะมีสังคมประชาธิปไตยไม่ได้ ประเทศไทยก็จะยังเวียนว่ายอยู่ในวังวนของปัญหาเก่า ๆ ปัญหาจราจร ปัญหาป่าหดหาย ปัญหาการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐมนตรีที่คิดถึงแต่จังหวัด และเขตเลือกตั้งของตัวเอง แต่ไม่ตระหนักว่าตนมีหน้าที่เพื่อสังคมไทยทั้งประเทศ

เราทราบกันดีว่าประเทศไทยยังมีปัญหาอยู่มาก ในฐานะที่ผมเองเคยอยู่ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในฐานะข้าราชการประจำและนักการเมือง โดยมีอาชีพเป็นนักการทูตอยู่ ๒๓ ปี และบังเอิญได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่สองสมัย และก็มีประสบการณ์ในภาคธุรกิจอยู่เกือบ ๒๐ ปีด้วย ผมผ่านทั้งร้อนและหนาวมาแล้วไม่น้อยกว่าใครก็ตามที่อายุ ๖๐ กว่าปีเท่ากับผม จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมยังมีความเชื่อมั่นในความดี ผมยังมองโลกในแง่ดี และอยากจะบอกทุกท่าน ณ ที่นี้ว่า ทั้งเราเองและลูกหลานของเรา จะต้องมีความเชื่อมั่นในความดี ในคุณธรรม ในจริยธรรม เราต้องช่วยกันสร้างคนที่มีคุณภาพ และคุณภาพของคนที่เราจะต้องมี ต้องไม่ใช่ความสามารถที่จะเพิ่มพูนรายได้ได้มาก ๆ หรือความสามารถในการหาช่องทาง หาอภิสิทธิ์ หาประโยชน์ใส่ตนให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด ดังที่เทิดทูนกันอยู่ในทุกวันนี้ แต่เราต้องมีคนที่มีคุณภาพใหม่ ที่คิดแบบใหม่ คือ ไม่ใช่คิดเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่คิดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม คนคุณภาพใหม่ที่พร้อมจะเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทางการเมือง ในการพัฒนาประเทศ และในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม คนคุณภาพใหม่ที่ผมหมายถึงนี้ จะต้องเป็นคนมีคุณธรรม มีจริยธรรม และต้องเคารพในเกียรติภูมิของตนเอง พร้อม ๆ กับที่เคารพในสิทธิของคนอื่น

ผมเชื่อว่าวิกฤตจราจร วิกฤตป่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตใด ๆ ก็ไม่วิกฤตเท่า วิกฤตคุณธรรม การปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการปฏิรูปการเมือง จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด หากไม่มีการปฏิรูปความคิด ปฏิรูปจริยธรรม ปฏิรูปคุณภาพคนของเราเสียก่อน ประเทศไทยจะต้องมีคนที่มีคุณภาพ และผมอยากเห็นคนคุณภาพใหม่เริ่มต้นที่นี่ เริ่มต้นจากทุกท่านในที่ประชุมนี้

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

สุนทรพจน์
เรื่อง บทบาทของนักธุรกิจในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ในโอกาส เครือไทยสงวนวานิชครบรอบ ๕๐ ปี
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙
ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโอเรียนเต็ล

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่คุณวิกรม ชัยสินธพ ประธานกรรมการ เครือไทยสงวนวานิช เชื้อเชิญให้ผมมากล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสที่เครือไทยสงวนวานิชมีวาระครบรอบ ๕๐ ปี แก่ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในวันนี้ อันประกอบไปด้วยผู้นำนักธุรกิจ ข้าราชการ สื่อมวลชน ในหัวข้อ “บทบาทของนักธุรกิจในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม” การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคม และการพัฒนาประเทศ เมื่อประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้า ความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้ว่ามีการพูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ก็ยังแก้ไขได้อย่างจำกัดเท่านั้น

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดในช่วงนี้ คือ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกคนทั้งผู้สมัครอิสระและผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง ต่างพยายามรณรงค์ด้วยการเสนอโครงการใหม่ ๆ ที่ต้องใช้งบเพื่อสิ่งแวดล้อมนับแสนล้าน ซึ่งชี้ชัดว่าการลงทุนแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อปัญหาที่ทวีเพิ่มขึ้นทุกวัน

วิกฤตสิ่งแวดล้อม

ทำไมประเทศไทยจึงต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านในที่นี้เห็นพ้องต้องกันอยู่แล้วว่า สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยนั้นเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในเมือง พื้นที่ป่าไม้ แหล่งน้ำ คุณภาพดิน และทรัพยากรทางทะเล ซึ่งความเสื่อมโทรมทั้งหมดนี้ ส่งผลคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งเรื่องความแออัด ความสกปรก มลพิษทางอากาศและทางน้ำ รวมทั้งความยากจนในชนบทเนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลง ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขในทางปฏิบัติให้เห็นผลในเร็ววัน

ถ้าดูจากใกล้ ๆ ตัวก่อน เช่น อากาศเป็นพิษถึงขั้นวิกฤตในเขตกรุงเทพมหานคร ปัญหาฝุ่นละอองเพราะการจราจรติดขัด มีเขม่าดำจากเครื่องยนต์ดีเซล อีกทั้งการเร่งการก่อสร้างถนน ทางด่วน รถไฟฟ้ารวมทั้งตึกรามบ้านช่องโดยไม่สนใจและไม่รับผิดชอบต่อฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ถนนบางสายของกรุงเทพมหานคร เช่นริมถนนพหลโยธินมีปริมาณฝุ่นเกินกว่ามาตรฐานถึง ๗ เท่า และจากผลการสำรวจโรงพยาบาลในเมืองหลวงของเราพบว่า ประชากรใน กรุงเทพมหานคร มีอาการของโรคภูมิแพ้เกินกว่า ๑ ล้านคน

นอกจากเรื่องของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำเป็นปัญหาที่ทวีความวิกฤตขึ้นทุกขณะ จากอดีตที่เมืองไทยเคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำมีแม่น้ำหลักสายใหญ่ไหลผ่านทางใจกลางเมืองหลวง แต่ปัจจุบันจากการวัดคุณภาพน้ำพบว่า แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างคุณภาพน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน ที่ปากคลองพระโขนงเคยมีคุณภาพน้ำถึงขั้นวิกฤต ในฤดูร้อนปริมาณโคลีฟอร์ม แบคทีเรีย ซึ่งเป็นดรรชนีวัดความสกปรกของน้ำ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผู้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำโดยตรง

ปัญหาขยะเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง เพราะปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั่วประเทศต่อวันมีปริมาณขยะเกินกว่า ๓๓,๐๐๐ ตัน แค่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครต่อวันมีมากกว่า ๗,๐๐๐ ตัน ถึงแม้ทางกรุงเทพมหานครเชื่อว่าสามารถจัดเก็บได้ถึงร้อยละ ๙๕ แต่ท่านทั้งหลายคงเห็นว่า ขยะใน กรุงเทพมหานคร นั้นยังกองล้นเกลื่อนกลาดอยู่ตามถนน และในตรอกซอกซอย จะพูดได้อย่างไรว่า กรุงเทพของเรานั้นสะอาด น่าอยู่ น่าอาศัย

ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมกล่าวมานั้น เป็นปัญหาต่อเนื่องที่พอกพูนทวีความวิกฤตขึ้นทุกวัน เพราะในขณะที่ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ผลักดันให้ประชาชนในชนบทมุ่งหน้าเข้าสู่หัวเมืองที่เป็นแหล่งงานที่สร้างรายได้สูงกว่าทำให้เมืองใหญ่แออัดขยายตัวอย่างไม่มีระบบ ขาดการควบคุม ส่งผลให้เกิดมลพิษขึ้นหลายรูปแบบดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทั้งหมดนั้น ก็จะส่งผลกระทบกลับมาที่คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน

หน้าที่ของใครในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้น เรามักเข้าใจกันว่า เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐโดยตรง ซึ่งเป็นความเข้าใจได้ที่ถูกต้องอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งหมดแม้รัฐมีหน้าที่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อส่วนรวม แต่รัฐไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาทั้งหมด และจุดสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น จะคอยตามแก้ไขอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยกันป้องกันและลดปริมาณการก่อมลพิษให้น้อยลง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จึงจะบรรเทาเบาบางลดน้อยลงได้ เมื่อพิจารณากันเช่นนี้แล้ว เราทุกคนในฐานะที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน ล้วนมีส่วนในการสร้างมลพิษด้วยกันทั้งสิ้น อาจจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง ที่ชนิดปริมาณ และความเป็นพิษของมลพิษที่แต่ละคนมีส่วนก่อขึ้น จึงเป็นเรื่องสมควรแล้ว ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องแบกภาระรับผิดชอบใส่ใจแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทบาทของภาคธุรกิจอยู่ตรงไหน

ทำไมภาคธุรกิจจึงต้องแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมขอตอบแทนในฐานะที่ผมเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ผมเชื่อว่าภาคธุรกิจเป็นภาคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ถ้าหากภาคธุรกิจสามารถพัฒนาธุรกิจของตนเอง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ ประเทศไทยของเราจะสามารถพัฒนาเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีภาคธุรกิจเข้มแข็ง ดูได้จากมูลค่าสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าถึงหนึ่งล้านสี่แสนล้านบาท อีกทั้งการลงทุนในภาคเอกชน เมื่อปลายปี ๒๕๓๘ ก็ขยายตัวเพิ่มสูงถึง ๑๔.๒ % ผมจึงเชื่อว่า ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทนำในสังคมนี้ได้ เนื่องจากภาคธุรกิจมีศักยภาพสูง สามารถระดมทุนและมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ให้ประสบผลสำเร็จแม้ว่าต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพียงใดก็ตาม ในสภาพการณ์ปัจจุบันเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลก เราต้องปรับกลยุทธการพัฒนาที่มุ่งเน้นให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่เพียงอย่างเดียว มาใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ท่านทั้งหลายจะต้องแสดงบทบาทนำในอีกด้านหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนา เพื่อเป็นการคืนกำไรให้แก่สังคมที่เกื้อหนุนเรามา

ในโลกนี้ไม่มีของฟรีอีกแล้ว ผมย้ำประโยคนี้อยู่เสมอเพราะเป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธการได้มาซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ มีภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรากฎให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ผมจึงคิดว่าควรจะมีกฎระเบียบเพื่อบังคับให้ผู้ที่มีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

จากอดีตด้วยเหตุผลที่เคยคิดกันว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของได้มาเปล่า ๆ การแสวงหาวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เช่น การลักลอบตัดไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ การขุดแร่โดยไม่มีการปรับสภาพหน้าดินหลังจากใช้แร่หมดแล้ว หรือการตั้งโรงงานริมฝั่งแม่น้ำ แล้วสูบขึ้นมาใช้โดยไม่จำกัดปริมาณ เมื่อใช้เสร็จแล้ว ขบวนการผลิตก็แปรสภาพวัตถุดิบ กลายเป็นน้ำเสียทิ้งออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ของเสียเหล่านี้จะทำลายแหล่งน้ำ ทำลายสภาพความสมบูรณ์ของดิน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรอบ ๆ ตัวถ้ายังหวังที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ สถานประกอบการให้มากขึ้น

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดที่เคยคิดเสียใหม่อย่างเป็นธรรม ด้วยหลักการ “ใครทิ้ง - ใครจ่าย” เมื่อเรานำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้เพื่อสร้างผลผลิตและกำไร หากใช้แล้วเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เราต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย

ผมเชื่อมั่นว่าด้วยหลักการ “ใครทิ้ง - ใครจ่าย” ในสายตาของนักลงทุนทางธุรกิจเป็นหลักการที่ยุติธรรม ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และจำเป็น อีกทั้งยังบ่งบอกว่า ท่านเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และนี่คือ บทบาทที่ผมอยากสนับสนุนให้ท่านเข้าร่วมเพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

ในวันนี้ ผมขอกล่าวถึง ๔ แนวทางที่ท่านนักธุรกิจทั้งหลาย อาจพิจารณานำไปเลือกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในองค์กรของท่านได้

แนวทางที่ ๑ การจัดการระบบสิ่งแวดล้อม

การจัดการระบบสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นแนวทางกว้าง ๆ สำหรับธุรกิจ และอุตสาหกรรมทุกประเภท โดยเริ่มจากการจัดทำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในองค์กรก่อน และกำหนดแต่งตั้งบุคลากรเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมขององค์กรโดยเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานให้เกิดผลในขั้นตอนปฏิบัติ จนสามารถป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลักการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ว่านี้จะช่วยทำให้การนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่ามุ่งเน้นการลดกากของเสียให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งสามารถเลือกทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น ใช้เทคโนโลยีที่สะอาด โดยมีการเปลี่ยนหรือติดตั้งอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถประหยัดพลังงาน ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอในปัจจุบัน มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการผสมสีอย่างได้ผล ทำให้การใช้สีน้อยลง ส่งผลให้สามารถลดปริมาณสีที่ออกมากับน้ำทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ โรงงานเสมอ หรือเลือกใช้วิธีการผลิตสินค้าที่สามารถลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง เช่น การนำวัตถุดิบในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ หรือ ที่เรียกว่ารีไซเคิล เช่น อุตสาหกรรมฟอกหนังที่ต้องใช้โครเมียม ซึ่งทำให้เกิดเป็นกากสารพิษหลังจากการผลิต ขณะนี้สามารถแก้ปัญหาโดยการเติมสารเคมีปรับสภาพโครเมียมในน้ำเสียให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นการลดปริมาณกากสารพิษที่จะปนเปื้อนไปกับน้ำทิ้งได้เช่นกัน

เน้นการจัดระบบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่การใช้วัตถุดิบอย่างประหยัด และในด้านการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต แม้ว่าในบางวิธีการอาจจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม แต่การลงทุนที่ว่านั้นจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียภายหลัง จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเริ่มจากนโยบายของสำนักงานใหญ่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับบริษัทในเครือ หรือเป็นเงื่อนไขให้บริษัทคู่ค้าเข้ามาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย เมื่อมีการจัดระบบสิ่งแวดล้อมที่ดีจะส่งผลให้สินค้าหรือบริการมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด

การผลิตตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ ๕ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดทางโทรทัศน์แทบทุกวัน ซึ่งประสบความสำเร็จเพราะเป็นการรณรงค์ประหยัดพลังงานที่ได้ผล ซึ่งผู้ผลิตให้ความร่วมมือใส่ใจปรับปรุงสินค้าที่ประหยัดพลังงาน ผู้ซื้อสินค้าได้ประโยชน์โดยตรง เพราะค่าไฟฟ้าต่อเดือนลดลง สินค้าเบอร์ ๕ จึงเป็นที่นิยมในเวลาอันรวดเร็ว นี่คือ ตัวอย่างที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในตลาดที่สามารถเข้าถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมในด้านปฏิบัติจริง มีผลทำให้บริษัทคู่แข่งที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่ลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้ต้องมีการปรับตัวกันขนานใหญ่

หากท่านเป็นนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผมคิดว่าการส่งเสริมให้องค์กรของท่านห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ดี และควรเตรียมการลงทุน เพื่อสร้างระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้ อย่าคิดว่าค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะยิ่งเริ่มต้นช้า ค่าใช้จ่ายในการลงทุนแก้ไขจะเพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อเกิดระบบสีเขียวขึ้นในองค์กร ภาพพจน์ของบริษัทจะดีขึ้น เพราะบริษัทของท่านจะมีส่วนช่วยรับผิดชอบในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และป้องกันต้นเหตุของการเกิดมลพิษอย่างจริงจัง

แนวทางที่ ๒ มาตรฐาน ISO 14000

เรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเริ่มคุ้นกับศัพท์ ISO 14000 ที่องค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้กำหนดรายละเอียดของการจัดตั้งระบบมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับธุรกิจ อุตสาหกรรมและกิจกรรมอื่น ๆ ทุกประเภท ตั้งแต่การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมของบริษัท การวางแผนการดำเนินการ ตรวจสอบโดยองค์กรภายนอก ISO 14000 กำลังเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีธุรกิจการส่งออกเป็นนโยบายหลักของการพัฒนาประเทศ

กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปมักเน้นการกำหนดมาตรฐานของปริมาณ และความเข้มข้น มลพิษที่อนุญาตให้ปล่อยทิ้งออกมาจากขบวนการผลิต ซึ่งเป็นการควบคุมที่ปลายเหตุ แต่มาตรฐาน ISO 14000 นี้จะเน้นการจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่เริ่มขบวนการผลิต จนกระทั่งสิ้นสุดออกเป็นสินค้า และต่อเนื่องครอบคลุมถึงการใช้สินค้าดังกล่าว เมื่อใช้จนหมดอายุแล้ว จะทิ้งที่ไหน กำจัดอย่างไร เป็นการวางแผนจัดการอย่างครบวงจรชีวิตของสินค้าแต่ละชิ้น โดยเน้นการนำกลับมาใช้ใหม่ แทนที่จะทิ้งในกองขยะ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผลดีในการนำระบบ ISO 14000 ไปใช้ในองค์กรนั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในระยะยาว การเพิ่มคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ ความโปร่งใสเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น ประชาชนในท้องถิ่น และสาธารณชนโดยทั่วไป

เงื่อนไขของมาตรการการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการค้าของประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะในขณะที่ประเทศไทยติดต่อทำการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น คู่ค้าต่างประเทศสามารถที่จะใช้ประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อม มาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาการเลือกซื้อสินค้า เช่น ปัญหาการห้ามนำเข้ากุ้งของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยยกประเด็นเรื่องผลกระทบต่อการอยู่รอดของเต่าทะเลมาเป็นเงื่อนไข ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งของประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ อีก ๒๙ ประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้มีการนำเข้ากุ้งจากประเทศที่ไม่มีการติดตั้งเครื่องตรวจจับเต่าทะเลในเรือประมง หรือถ้าการขยายพื้นทำนากุ้งนั้นมีการบุกรุกป่าชายเลน ซึ่งผู้ประกอบการในที่ทำการส่งออกกุ้ง รวมทั้งในประเทศไทยจะต้องแก้ไขขบวนการผลิตที่เป็นเงื่อนไขนั้นให้ได้

หากผู้ประกอบธุรกิจไม่รีบปรับตัวอาจจะเสียเปรียบทางการค้า เพราะผู้ซื้อโดยเฉพาะประเทศทางแถบยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือจะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าแทน การจัดการระบบธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งในการค้าระหว่างประเทศแล้ว ธุรกิจองค์กรใดที่นำระบบ ISO 14000 ไปใช้ก่อนจะเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะได้ถือว่าได้ทำประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมและต่อองค์กรเอง

แนวทางที่ ๓ การระดมทุนเพื่อลดมลพิษ

ในวงการธุรกิจ ท่านทั้งหลายทราบกันดีแล้วว่าการระดมทุนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน ผมได้กล่าวถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเราเห็นความสำคัญแล้วประเทศไทยมีงบเพียงพอในการลงทุนแก้ปัญหาหรือไม่ ในงบประมาณของรัฐบาลที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตั้งงบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไว้ประมาณ ๒๓,๔๘๕ ล้านบาท งบดังกล่าวเท่ากับ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินประเทศซึ่งยังไม่เพียงพอ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยองค์กรของรัฐโดยลำพัง จะทำให้ประเทศไทยต้องวิ่งไล่ตามปัญหา ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเน้นกลไกทางตลาด ซึ่งสามารถระดมทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาช่วย “หลักการใครทิ้ง - ใครจ่าย” จึงเป็นการนำไปสู่การนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน นอกจากการลงทุนลดมลพิษ และการกำจัดมลพิษในกิจกรรมของตนเองแล้ว ยังจะต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าน้ำทิ้ง ด้วยหลักการใครใช้มากจ่ายมาก ผลดีที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เราทุกคนจะได้อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดีขึ้น

การคิดค่าธรรมเนียมด้านสิ่งแวดล้อมนั้น อันที่จริงเริ่มมีการนำมาใช้ในประเทศไทย แต่ยังไม่แพร่หลาย เช่น ที่เมืองพัทยา หรือเขตเทศบาลป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มีการจัดเก็บธรรมเนียมค่าบำบัดน้ำทิ้งจากครัวเรือนและโรงแรม สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมล้วนต้องเสียค่าบำบัดน้ำทิ้งประจำเดือนเช่นกัน ซึ่งผมเชื่อว่าการคิดค่าธรรมเนียมด้านสิ่งแวดล้อมนี้ จะมีผลผลักดันทำให้ธุรกิจหันมาใส่ใจมลพิษ ลดของเสียที่ก่อขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นจะเป็นการระดมทุนให้รัฐมีงบเพิ่มขึ้น เพื่อสามารถเร่งรัดแก้ไขปัญหามลพิษที่หมักหมมมานานให้ลุล่วงได้โดยเร็ว

การจ่ายค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง แต่ธุรกิจไม่ควรผลักภาระไปที่ผู้ซื้อผู้บริโภคทั้งหมดทำให้ราคาของสินค้าและการบริการเพิ่มสูงขึ้น การจ่ายค่าธรรมเนียมอย่างเป็นธรรม ถือได้ว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ผลดีจากการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้สินค้าและบริการของท่านเป็นที่ยอมรับมากขึ้นด้วย

นอกจากเรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว ในภาคการเงินการคลังก็สามารถมีส่วนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน เช่น การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในบางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีนโยบายส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่แน่ชัด ถือเป็นการส่งเสริมให้บริษัทมหาชนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แนวคิดที่ว่านี้จากการศึกษาของมูลนิธิเอเชียในประเทศไทย โดยทำการสำรวจความคิดเห็นทั้งผู้ลงทุนรายย่อยและบริษัทหลักทรัพย์ทั่วไป ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ถ้าทำเช่นนี้ได้ก็หมายความว่า บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นตัวอย่างของบริษัทสีเขียว ทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อย ล้วนมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

ในขณะนี้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาแห่งเอเซีย เพื่อผลักดันเรื่องกองทุนสีเขียวให้เกิดเป็นรูปธรรม การที่ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียให้ความสนใจ เรื่องกองทุนดังกล่าว เพราะเล็งเห็นว่าไม่ใช่เป็นการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยเท่านั้น หากประสบความสำเร็จ วิธีการเดียวกันนี้จะสามารถนำไปใช้กับประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เช่น ประเทศจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียได้ด้วย

การระดมทุนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดและผลักดันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างในเร็ววัน เพราะการแก้ไขปัญหาทุกวันนี้เราวิ่งตามปัญหามาตลอด หากทุกฝ่ายไม่ช่วยกันปล่อยให้รัฐเป็นผู้แก้ปัญหาแต่ผู้เดียว ประเทศไทยจะไม่สามารถระดมทุนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ทัน

แนวทางที่ ๔ การร่วมมือของนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ในปัจจุบันเริ่มมีผู้นำภาคธุรกิจจากบริษัทชั้นนำ สนับสนุนแนวความคิดของการร่วมมือในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว เช่น คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ได้เริ่มทำงานกันมา ๓ ปีแล้ว

คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย เป็นกลุ่มทำกิจกรรมที่ไม่หวังผลกำไร ได้รับแบบอย่างการดำเนินการมาจากคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยึดหลัก “การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน” เพื่อคลี่คลายปัญหาสิ่งแวดล้อมอันหมายถึง การดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ในปัจจุบันนี้มีบริษัทธุรกิจเข้าร่วมถึง ๖๐ บริษัท ในคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งเป็นแขนงธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาประเทศ อาทิ ธนาคาร ๕ แห่ง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ๕ แห่ง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การรวมตัวกันของบริษัทกลุ่มนี้ เพื่อร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งเพื่อเป็นแบบอย่างต่อผู้นำธุรกิจรุ่นหลัง หรือนักธุรกิจวัยหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจให้หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมที่ทำออกมาเป็นรูปโครงการมีหลายโครงการ เช่น โครงการฉลากสีเขียว โครงการ ISO 14000 โครงการเทคโนโลยีสะอาด โครงการหมู่บ้านปลอดภัยจากสารพิษ โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองหลอด โครงการสนับสนุนและพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ความร่วมมือกันในภาคธุรกิจเอกชนในลักษณะนี้กำลังเป็นที่สนใจและปฏิบัติกันอยู่ในประเทศแถบเอซียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน แม้แต่ประเทศเวียดนามเองก็สนใจ ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมาในรูปแบบเดียวกัน และโดยได้ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผน นำคณะมาดูงานของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเป็นตัวอย่างนำไปจัดตั้งในประเทศของตนเอง

ผมขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนนักธุรกิจทั้งหลายที่สนใจ เข้าร่วมทำงานกับคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

สรุป

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เมื่อปลายปี ๒๕๓๘ มีมูลค่ามากถึง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มการเติบโตอีกปีละ ๒๐ - ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสิ่งแวดล้อม รวมถึงธุรกิจจัดหาน้ำสะอาด อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบควบคุมมลพิษ และกำจัดกากสารพิษ ธุรกิจการกำจัดขยะ การให้บริการที่ปรึกษาและการติดตามตรวจสอบปริมาณมลพิษ นับได้ว่า เป็นธุรกิจที่สร้างงาน สร้างกำไรให้กับผู้ลงทุน และยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมด้วย

จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ไม่ใช่ต้องการให้ท่านทั้งหลายสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะมาตรฐานต่างประเทศ หรือการกีดกั้นทางการค้า กำลังบีบบังคับให้เราต้องใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม จนต้องปรับมาตรฐานให้เหมือนเมืองนอกเขา แต่ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทำไมนักธุรกิจไทยไม่เริ่มต้นช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และจัดการระบบสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมของตนเอง ก่อนที่ภาครัฐหรือตามมาตรฐานสากลจะมาบังคับให้จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เราทุกคนจำเป็นต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาตั้งแต่วันนี้ เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ของไทยให้คงอยู่เพื่อเป็นมรดกของลูกหลาน และเป็นสมบัติของชาติสืบไป

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง สิ่งแวดล้อมไทย ใครจัดการ — รัฐ ธุรกิจ หรือประชาชน
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ในงานสัมมนาประจำปี ๒๕๓๘
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
Thailand Environment Institute (TEI)
วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๘
ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

การประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยปีนี้เป็นปีที่สอง ภารกิจของสถาบันฯ ซึ่งผมมีส่วนร่วมอยู่ด้วย ในฐานะประธานสภาสถาบันฯ ถือว่าเป็นองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันแก้ไขให้สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยดีขึ้น ผมจำได้ว่าในที่ประชุมประจำปีเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ผมได้เน้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ในปีนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกำหนดเนื้อหาการประชุมภายใต้หัวข้อว่า “สิ่งแวดล้อมไทย... ใครจัดการ รัฐ ธุรกิจ หรือประชาชน” นั่นก็คือการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ใครจะเป็นคนแก้ ถ้าจะตอบว่าต้องร่วมมือกันเหมือนกับปีก่อน ก็ดูจะเป็นข้อสรุปที่ง่ายเกินไปและอาจจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ใครจะเป็นคนจัดการและจัดการอะไร

คำถามที่ว่า ใคร ผมคิดว่าพอจะแยกสมาชิกในสังคมไทยว่าประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มใหญ่สามกลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ รัฐ ซึ่งรวมทั้งสถาบันการเมืองและข้าราชการ ซึ่งต้องดูแลการพัฒนาประเทศ รับผิดชอบออกระเบียบข้อบังคับ หรือกำหนดสิ่งจูงใจเพื่อให้สมาชิกในสังคม ปฏิบัติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนสืบไปได้

กลุ่มที่สอง คือฝ่ายธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการ กลุ่มนี้ผลิตสินค้าและบริการมากมายหลายชนิดสำหรับตลาดในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นวัตถุดิบ ในกระบวนการผลิตต้องมีของเสียออกมา เช่น น้ำเสีย ซึ่งในอดีตปล่อยทิ้งไว้ในลำน้ำสาธารณะโดยไม่มีการบำบัด เมื่อนานไปปริมาณน้ำเสียมีมากขึ้น ความสามารถในการรองรับของแหล่งน้ำ ลดลง น้ำเสียไม่อาจย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ลำน้ำสาธารณะจึงเน่าเสียดังที่เห็นกันโดยทั่วไป

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มใหญ่คือประชาชนทั้งประเทศ กลุ่มนี้เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ในฐานะผู้ผลิต ก็ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้ทั้งที่ดิน ใช้น้ำ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ดินเสื่อมคุณภาพ น้ำถูกปนเปื้อนโดยสารพิษจากปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ประชาชนยังมีฐานะเป็นผู้บริโภค ใช้สินค้า และบริการที่ฝ่ายธุรกิจผลิตออกมา สินค้าดังกล่าวมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม มากน้อยต่างกันคนกลุ่มนี้อาศัยทั้งในเมืองและชนบท เป็นที่ทราบกันว่าการดำรงชีวิตของคนในเมือง สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนในชนบท ใช้น้ำมากกว่า ใช้ไฟฟ้ามากกว่า ทิ้งขยะมากกว่า ในขณะเดียวกัน ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่ฐานะดีจะใช้ทรัพยากรและมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนจน ใช้น้ำมากกว่า ใช้ไฟฟ้ามากกว่า ทิ้งขยะมากกว่า เช่นเดียวกัน

คำว่าร่วมมือกันแก้ปัญหาข้างต้น มิได้หมายความว่าทั้งสามกลุ่มต้องมาปฏิบัติร่วมกันในกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือต้องทำโครงการด้วยกัน แต่หมายความว่าทุกคนจะต้องลงมือแก้ปัญหา ถ้าทุกคนลงมือก็เท่ากับว่า ร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน ถึงแม้ว่าแต่ละกลุ่มจะมีหน้าที่แตกต่างกัน

หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของรัฐก็คือชี้นำและเข้าแทรกแซง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น ในการจัดการสิ่งแวดล้อม รัฐต้องกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาให้ชัดเจนในด้านนโยบายและกำหนดมาตรการรวมทั้งกลยุทธ์ที่ใช้แก้ไขที่แน่ชัด มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า รัฐจะต้องดำเนินการเองในทุกเรื่อง แต่ต้องกำหนดกรอบที่จะให้สมาชิกในสังคมทั้งธุรกิจและประชาชนปฏิบัติและให้ความร่วมมือ

รัฐบาลปัจจุบันก่อนการเลือกตั้ง ได้เริ่มโครงการบำบัดน้ำเสียในเมืองใหญ่ เน้นในเขตควบคุมมลพิษและในเมืองหลักในภูมิภาคต่าง ๆ สำหรับในกรุงเทพมหานครเอง ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสียเสร็จแล้วหนึ่งแห่งที่สี่พระยาได้เริ่มโครงการแก้ไขปัญหาน้ำเสียลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ออกประกาศควบคุมการบำบัดน้ำเสียในอาคารของเอกชนขนาดใหญ่ ๘ ประเภท

สำหรับการกำจัดขยะมูลฝอย รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบโครงการกำจัดขยะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลและในเขตเทศบาล สุขาภิบาล ในวงเงินกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท

การแก้ปัญหาข้างต้นถือว่าเป็นการเริ่มต้น ขณะที่ปัญหาซึ่งหมักหมมมานาน เช่น ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาการกำจัดขยะ นับวันจะรุนแรงมากขึ้น อย่าลืมว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่นการบำบัดน้ำเสียใน กทม. กว่าจะครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมดต้องใช้เวลา ๑๐ ถึง ๑๕ ปีขึ้นไป ดังนั้นการริเริ่มแก้ปัญหาต่าง ๆ ของรัฐมิใช่ทำให้ปัญหาหมดไปเพียงแต่พอจะทุเลาปัญหาลงได้บ้าง การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความต่อเนื่อง ไม่อาจจะทำสำเร็จในรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งได้

ในวันนี้ ทุก ๆ ท่านคงให้ความสนใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่อง การจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้นในขณะนี้ แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือรัฐบาลใหม่จะประกอบด้วยพรรคการเมืองกี่พรรคก็ตาม รัฐบาลที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งควรสานต่อ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในการจัดสรรงบประมาณและการผลักดันให้มีการลงทุน เพื่อฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบต่อไป

สำหรับภาคธุรกิจ ผมเชื่อว่านักธุรกิจเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตสามารถทำนายความต้องการของตลาด มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง น่าจะเข้าใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจสาเหตุ เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถนำกลไกทางการตลาดเข้าร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศได้

ผมอยากให้นักธุรกิจมีความเข้าใจว่า ทรัพยากรธรรมชาติหรือจะเรียกว่า สิ่งแวดล้อมเป็นของที่มีค่ามหาศาลไม่ว่าอากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด ป่าไม้ ลำน้ำสาธารณะ สิ่งเหล่านี้แม้ว่าการซื้อขายในตลาด ไม่อาจจะระบุราคาได้ครบ แต่มีคุณค่า ไม่ว่าจะคิดจากประโยชน์ใช้สอยโดยตรงหรือโดยทางอ้อม เช่นป่าไม้ให้ความชุ่มชื้น ให้แหล่งน้ำ ให้ทิวทัศน์สวยงาม ทั้งหมดล้วนให้คุณค่าเกินกว่าราคาแผ่นไม้ที่ซื้อขายกันในท้องตลาด

ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมทุกอย่างมีคุณค่า ต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ การปล่อยน้ำเสียลงลำน้ำสาธารณะโดยไม่มีการบำบัด เพราะไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการบำบัดผลสุดท้ายน้ำเน่า รัฐบาลส่วนกลางหรือเทศบาลส่วนท้องถิ่น ต้องทำการบำบัดโดยใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของคนทั้งประเทศ ควรที่จะใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมช่วยเหลือราษฏรผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส กลับต้องนำเงินภาษีที่มีจำกัดมาบำบัดน้ำเสียที่ โรงงานระบายทิ้ง ซึ่งควรจะเป็นภาระและความรับผิดชอบของธุรกิจต้นกำเนิดเสียเอง

เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าเหตุผลที่สำคัญที่ระบบสังคมนิยมล่มสลาย เพราะการคิดราคาสินค้าทุกชนิดต่ำกว่าราคาตลาดหรือไม่สะท้อนภาวะตลาดเข้าในกระบวนการผลิต ระบบดังกล่าวไม่อาจจะดำเนินการไปได้นาน เพราะไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับว่าสินค้าทุกชนิดมีราคา ต้องคิดตามราคาตลาด

แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ราคาตลาดอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะคุณค่าของป่าดงดิบ คุณค่าของลำธารธรรมชาติตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ ดังนั้นธุรกิจในยุคนี้ต้องมีสายตาที่กว้างไกล ต้องตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมที่จะรับภาระของตัวเองในฐานะผู้ผลิต ไม่ปล่อยให้ขบวนการผลิตหรือสินค้าที่ออกสู่ตลาด ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของส่วนรวม

หันมามองกลุ่มสุดท้ายบ้าง ประชาชน ถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จะมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมเชื่อเสมอว่าสิ่งแวดล้อมเป็นของประชาชนทุกคน ดังนั้นหากประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนควบคู่กับการเอาใจใส่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ต้องยอมรับว่าการให้ประชาชนส่วนใหญ่มีบทบาทในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะประเทศไทยประกอบไปด้วยคนจำนวนมากถึง ๖๐ ล้านคน ฐานะและความเป็นอยู่ต่างกัน ปัญหาของแต่ละคนต่างกันมองเห็นปัญหาต่างกัน คนอยู่ในอาคารชุดกลางเมืองกับคนอยู่บ้านจัดสรร ใต้ทางด่วนมองเห็นปัญหารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนต่างมุมกัน คนทำไร่เลื่อนลอยในเขตป่าอนุรักษ์กับคนฐานะปานกลางในเมืองมองเห็นประโยชน์ของป่าไม้ต่างกัน ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป้องกันการทำลายป่าร่วมกันอย่างไร การสร้างจิตสำนึกร่วมกันจำต้องอาศัยเวลา เพื่อให้คนส่วนใหญ่ ที่ต่างพื้นฐานการศึกษา ต่างพื้นฐานการประกอบอาชีพ ได้เข้าใจในผลประโยชน์ของประเทศร่วมกันเสียก่อน

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดก็คือ การรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า คงจะทราบแล้วว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละกว่า ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ทำให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องจัดหาพลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด จะต้องใช้ทรัพยากร ธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นถ่านหินน้ำมัน ก๊าซ ทำให้ทรัพยากรดังกล่าวร่อยหรอไป และในกระบวนการผลิตไม่ว่าใช้เชื้อเพลิงใด ต่างก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาทั้งนั้น

ทางแก้ไขในเรื่องนี้คงจะมิใช่จัดหาพลังงานเพิ่มขึ้น เมื่อมีความต้องการเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาจัดการด้านผู้ใช้ไฟฟ้าที่จะให้มีการประหยัด ซึ่งปัจจุบันได้มีการริเริ่มบ้างแล้ว โดยมีการรณรงค์ทางโทรทัศน์และสื่อมวลชนอื่น ๆ ให้ผู้ใช้เลือกซื้อเครื่องไฟฟ้าที่ประหยัดไฟไม่ว่าหลอดไฟ ตู้เย็น เตารีด ซึ่งถ้าทำได้ มิใช่จะเป็นการลดค่าไฟฟ้าอย่างเดียว แต่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

ตัวเลขแสดงชัดเจนว่า ความต้องการหลอดไฟฟ้าชนิดประหยัดหรือหลอดผอมมีมากขึ้น ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๓๙ ถ้าสามารถชักจูงให้เปลี่ยนหลอดไฟกันทั้งประเทศ และเปลี่ยนบัลลาสต์เป็นชนิดประหยัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ประมาณว่าจะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 348 เมกะวัตต์ ต้นทุนผลิตไฟฟ้าโดยเฉลี่ย ๒๕ ล้านบาทต่อ ๑ เมกะวัตต์ เท่ากับจะประหยัดเงินได้ถึง 8,700 ล้านบาท ลดการสร้างโรงงานไฟฟ้าไปหนึ่งโรง รวมทั้งลดมลพิษที่จะต้องระบายออกเป็นจำนวนมาก และยังจะประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้านอีกด้วย

ความรับผิดชอบร่วมกัน

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกฝ่ายต้องมีความรับผิดชอบ ต้องร่วมมือกัน มิใช่เกี่ยงกันว่าเป็นหน้าที่ของรัฐเพราะเก็บภาษีไปแล้ว หรือโยนความรับผิดชอบให้กับประชาชน เพราะขยะและน้ำเสียส่วนใหญ่มาจากบ้านเรือน หรือกล่าวหาว่า โรงงานจะต้องรับผิดชอบ เพราะปล่อยน้ำเสียมากและยังได้กำไรจากการผลิตอยู่แล้ว ถ้าเกี่ยงกันอย่างนี้ก็ยากที่จะแก้ได้

การที่จะร่วมมือจะต้องเข้าใจปัญหา ต้องมีจิตสำนึก ต้องมีความรับผิดชอบ ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นต่อไปนี้มีทั้งตัวอย่างที่ร่วมกันรับผิดชอบและประสบความสำเร็จ และตัวอย่างที่น่าจะประสบความสำเร็จถ้าทำความเข้าใจกันให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างแรกเป็นเรื่องการใช้น้ำมันไร้สารเพื่อลดปริมาณสารตะกั่ว ซึ่งใช้เติมน้ำมันเบนซินเพื่อเพิ่มค่าออกเทนให้สูงขึ้น สารตะกั่วจะออกมาบนท้องถนนพร้อมกับไอเสียรถยนต์ เมื่อสูดเข้าไปจะมีผลต่อสมองและระบบประสาทโดยเฉพาะสำหรับเด็ก ถ้าได้รับไปมากจะทำให้มีพฤติกรรมผิดปกติ ความจำเสื่อม รัฐบาลจึงเริ่มจำหน่ายน้ำมันไร้สารตะกั่ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ จนถึงปัจจุบันโดยได้รับความร่วมมือจากผู้ใช้รถเพิ่มขึ้น ตัวเลขเมื่อสิ้นมีนาคมปีนี้ มีผู้ใช้รถใช้เบนซินไร้สารตะกั่ว ประมาณร้อยละ ๖๗ ของน้ำมันเบนซินที่ใช้ทั้งหมด

การยอมรับของผู้ใช้รถทั้งในเรื่องน้ำมันไร้สารและการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องแปรสภาพไอเสีย ทำให้ปริมาณสารตะกั่วในอากาศในกรุงเทพฯ ที่วัดได้ในปี ๒๕๓๗ ลดลงจากปี ๒๕๓๓ ถึงร้อยละ ๗๑ ทำให้ระดับตะกั่วในอากาศในกรุงเทพมหานคร ลดต่ำลงอยู่ภายในมาตรฐานมลพิษที่กำหนดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างในทางตรงกันข้าม เรื่องการระเบิดและย่อยหิน ซึ่งเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้อนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ เอ และ ๑ บี ทว่าผู้ประกอบการระเบิดและย่อยหินหลายรายได้รับสัมปทานในพื้นที่ ๑ บี จึงได้รับอนุญาตให้ดำเนินการถึงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๘ ที่ผ่านมาเท่านั้น ในเรื่องนี้ผู้ประกอบการได้ร่วมมือกันร้องเรียนขอผ่อนผันให้ระเบิดและย่อยหินในเขตสัมปทานต่อ โดยอ้างว่าลงทุนไปมากแล้ว เลิกไม่ได้เพราะจะขาดทุน ถ้าเลิกจะส่งผลกระทบถึงการก่อสร้าง ทำให้ขาดวัสดุสำหรับสร้างถนนและเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งท้ายสุดรัฐบาลต้องอนุญาตให้ดำเนินการต่ออีกสามเดือน จะเห็นได้ชัดว่า ถ้าประเทศไทยจะต้องการอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติไว้ให้ได้ หลักการในการอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ ก็ต้องดำเนินการให้ได้ผล ในการนี้หากขาดความร่วมมือ การเสียสละจากผู้ประกอบการ โดยดูผลประโยชน์ใกล้ตัวเป็นหลักก็จะนำไปสู่การเรียกร้อง การต่อรองสร้างแรงกดดันให้รัฐยอมผ่อนปรนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ประเทศต้องสูญเสียพื้นที่ป่าต่อไป การที่จะฟื้นฟูสภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ บี ให้กลับมีสภาพป่าดังเดิม ก็เป็นไปไม่ได้

การประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

การประชุมประจำปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในวันนี้ จะเสนอผลการศึกษาในสองเรื่องใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมด

เรื่องแรก เป็นเรื่องของการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ปัญหาในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่ม มิใช่เป็นปัญหาของการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะผลิตแล้วขายได้ แต่ถ้าต้องขยายการผลิตทุกปีปัญหาก็จะตามมา เช่น จะผลิตที่ไหน ใช้เชื้อเพลิงอะไร มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน ใครจะเป็นผู้ผลิตทางด้านผู้ใช้ไฟฟ้า ก็ต้องสร้างจิตสำนึกให้ประหยัดไฟฟ้า เพราะจะทำให้ปริมาณการใช้ลดลง แต่ก็ลดได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการไฟฟ้าจะสูงขึ้นต่อไป การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จึงมีนโยบายให้เอกชนหรือผู้ผลิตอิสระเข้ามาผลิต แล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับซื้อต่อ ในการนี้รัฐบาลก็ต้องดูแลติดตามให้บริษัทเอกชน รับผิดชอบเกี่ยวกับระดับมลพิษที่ปล่อยออกมา การศึกษาที่จะเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ จะชี้ทางเลือกว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถกำหนดแผนการจัดการไฟฟ้าในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนต่ำและมีผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดได้

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล เทศบาล สุขาภิบาล ซึ่งสอดรับกับนโยบายกระจายอำนาจการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ระดับจังหวัด ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ต้องการให้โอกาสคนในพื้นที่จัดการกันเอง เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง ประเด็นอยู่ที่ว่าประชาชนจะมีส่วนเข้าร่วม จัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร โดยประชาชนเจ้าของพื้นที่เป็นผู้นำ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ตาม ต้องพึ่งพิงอาศัยความสนใจของผู้บริหาร เช่นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหลักดังเช่นทุกวันนี้ การศึกษาเรื่องนี้จะชี้ให้เห็นว่าการให้ชุมชนจัดการเอง ควรจะทำอย่างไรจึงจะแน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับ ส่วนรวม การกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค จะทำให้สิ่งแวดล้อมในต่างจังหวัดดีขึ้นจริงหรือไม่

สิ่งที่อยากเห็น

ผมเคยแสดงความคิดเห็นไว้หลายครั้งในเรื่องแนวปฎิบัติในการจัดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ในฤดูหาเสียงตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมา ท่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง จะได้ยิน ได้ฟังว่า ทุกพรรคล้วนเน้นนโยบายที่จะฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาความยากจนในชนบทด้วยกันทั้งนั้น ผมเชื่อว่าถ้าต้องการพัฒนาสิ่งแวดล้อม จะต้องแก้ที่ปัญหาพื้นฐาน ในวันนี้ ผมขอเน้นอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน ๔ เรื่องที่ผมอยากเห็นให้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา

สิ่งที่อยากเห็นเรื่องแรก

อยากให้ทุกคนตระหนักและเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ให้เข้าใจว่าไม่ว่า จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไรก็ตาม จะต้องมีต้นทุน ต้องมีค่าใช้จ่าย

หลักการ ใครทิ้ง - ใครจ่าย ซึ่งเป็นทั้งหลักการพื้นฐานในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่เจ็ด ฉบับปัจจุบัน ในทางปฏิบัติยังไม่มีการนำมาใช้ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องยอมรับและช่วยรับภาระในการปฏิบัติตามหลักการนี้ เช่น ยอมเสียค่าธรรมเนียมน้ำทิ้งในเขตกรุงเทพมหานคร.และในเมืองใหญ่ ๆ ทั้งนี้ให้เก็บในอัตรา ก้าวหน้า บ้านไหนใช้น้ำมาก ต้องเสียค่าน้ำทิ้งในอัตราที่สูงกว่าบ้านที่ใช้น้ำน้อย ผมได้กล่าวแล้วว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมใช้เวลานานมีค่าใช้จ่ายนับแสนล้าน ดังนั้นหากทุกคนร่วมมือกันรับภาระด้านการเงิน ประเทศไทยก็จะระดมทุนได้เร็วขึ้น เพื่อที่จะฟื้นฟูให้สิ่งแวดล้อมของเรามีคุณภาพทัดเทียม ไม่น้อยหน้าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ หรือ ญี่ปุ่น

สิ่งที่อยากเห็นเรื่องที่สอง

ผมอยากให้ธุรกิจเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้นหลายคนคงเคยได้ยินว่าองค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ (ISO) ได้กำหนดมาตรฐานเรียกเป็นหมายเลข ที่รู้จักกันมากคือมาตรฐานระบบการบริหารคุณภาพของโรงงาน (ISO 9000) ซึ่งมีการยอมรับกันในทุกประเทศที่มีการส่งออก ในประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับมาตรฐานนี้ประมาณ ๑๐๐ ราย

ขณะที่เราเพิ่งเริ่มได้ยิน ISO 9000 สังคมโลกในขณะนี้กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ ซึ่งเน้นเฉพาะสิ่งแวดล้อมคือ ISO 14000 ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงาน ตั้งแต่นโยบายของบริษัทการวางแผนการดำเนินงาน การตรวจสอบ และการแก้ไขด้านสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจไทยจะต้องตื่นตัวก้าวให้ทันโลก พร้อมที่จะกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมของบริษัทของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้มีแรงกดดันจากรัฐหรือจากภายนอกประเทศ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ๓๔๕ บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน ควรทำตนให้เป็นตัวอย่าง เริ่มทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปีของบริษัท เพื่อเสนอต่อผู้ถือหุ้นและเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบ การลงทุนลดมลพิษไม่ว่าทางน้ำหรือทางอากาศ หรือในเรื่องกากสารพิษ โรงงานสามารถกำหนดเป้าหมายการลดมลพิษได้เอง โดยไม่ต้องรอให้รัฐออกมาตรฐานบังคับ ธุรกิจควรเน้นการร่วมมือกับรัฐ ในการลดมลพิษมากกว่าการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพพจน์ของบริษัทเป็นหลัก

สิ่งที่อยากเห็นเรื่องที่สาม

ผมอยากเห็นการกระจายอำนาจในการจัดการสิ่งแวดล้อมจากส่วนกลางไปสู่ภูมิภาคและสู่ท้องถิ่นในที่สุด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

กระจายอำนาจในที่นี้มิได้หมายความว่า เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลแล้วก็สามารถกระจายอำนาจได้ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนกลางยังเป็นผู้กำหนดแทบทุกเรื่อง รวมถึงการใช้ที่ดิน การวางผังเมือง การอนุญาตให้ตั้งโรงงาน ในขณะที่ท้องถิ่น ในระดับตำบลและหมู่บ้านถูกละเลยไม่มีอำนาจในการร่วมตัดสินใจ

การกระตุ้นให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม สามารถกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ โดยการเผยแพร่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อันที่จริงสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ถือได้ว่าเป็นเจตนารมณ์พื้นฐานของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้นรัฐและธุรกิจควรถือเป็นหน้าที่ ที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจตั้งแต่เริ่มขบวนการตัดสินใจในการเลือกพื้นที่ ประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่ผ่านมา ล้วนบ่งชัดว่า การปิดบังซ่อนเร้นข้อมูล จะทำให้กลุ่มมวลชนต่าง ๆ เกิดความระแวง ซึ่งทำให้ขบวนการตัดสินใจต้องล่าช้าออกไป ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูล จึงเป็นหนทางเดียวที่สังคมขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่มีพลเมืองมากเป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลก พึงยอมรับเพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ เดินไปอย่างมีประสิทธิภาพ


สิ่งที่อยากเห็นเรื่องที่สี่

ผมอยากให้เข้าใจว่าสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่จะหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือกำหนดขึ้นด้วย ผลการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทำให้เรามีศิลปกรรมเป็นสมบัติที่แสดงความลึกซึ้งในศิลปะ แสดงความเฉียบแหลมของปัญญา และสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาของชุมชนหรือประเทศนั้น ๆ คุณค่าที่ปรากฏในความงามของศิลปกรรม เรียกได้ว่าทัดเทียมกับความงามที่เราพบจากธรรมชาติ

ประเทศไทยมีอุทยานทางประวัติศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมจากยุคสมัยต่าง ๆ ในอดีตอยู่มากมายไม่น้อยหน้าใคร สมบัติเหล่านี้ควรได้รับการทนุถนอม ดูแล ให้ความสำคัญ เพราะผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่พวกเราทั้งหมดในปัจจุบัน แต่ยังรวมถึงคนรุ่นก่อนหน้าเรา และคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคตอีกด้วย

ความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน จะต้องไม่จำกัดเฉพาะสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ต้องไม่หยุดอยู่เฉพาะการเห็นความสำคัญของน้ำ ของป่า ของอากาศ สิ่งแวดล้อมที่มาจากธรรมชาติเหล่านี้เปรียบเหมือนกาย คือเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต เราจะต้องไม่มองข้ามความสำคัญของจิตใจ คือศิลป วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ให้มาประกอบกันเข้าจึงจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์

สรุป

สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นแฟชั่น แต่เป็นปัญหาของชาติ ที่เราต้องร่วมมือแก้ไข ทั้งในทศวรรษนี้และทศวรรษต่อ ๆ ไป แต่ผมเชื่อในพลังของสังคมไทย เชื่อว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ดีขึ้นได้ถ้าคนในสังคม รัฐ ธุรกิจ และประชาชนร่วมมือกัน วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้มีใจรักสิ่งแวดล้อมมารวมตัวกัน ณ ที่นี่เพื่อที่จะร่วมกันเป็นพลังผลักดันให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของเราทุกคน

หมวดที่ ๘ : การเกษตร ▲ กลับขึ้นด้านบน

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม – แปรแนวคิดสู่การปฏิบัติ
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ในงานประชุมประจำปี ๒๕๓๗
ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

เป็นที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทยที่ว่า ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เศรษฐกิจบ้านเรากลับเจริญรุดหน้าอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตถึง ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ทีเดียว โดยรวมแล้วคงพูดได้ว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกำลังก้าวหน้าไปด้วยดี ทั้ง ๆ ที่การเมืองของเราดำเนินไปโดยไม่ค่อยจะราบเรียบนักอย่างที่เราทราบกันดีอยู่ ซึ่งถ้าว่ากันไปแล้วก็อาจจะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเมืองในระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสมก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ เป็นระยะที่เราพยายามช่วยกันเสริมสร้างให้ประชาธิปไตยของเราเข้มแข็งขึ้น ก็เลยอาจจะทำให้สถานการณ์ดูสับสน แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะต้องวิตกมากมาย

อย่างไรก็ดีผมว่าเราโชคดีที่มีภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง มีนักธุรกิจที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงสามารถผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้ประสบผลสำเร็จ แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพียงไรก็ตาม

แต่เราก็ทราบกันดีว่าบนโลกนี้ไม่มีของฟรี ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาค่างวด ได้มาอย่างก็ต้องเสียอีกอย่างตามกฎธรรมชาติ ความเจริญทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน เราจ่ายราคาด้วยความร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม คำถามก็คือว่าคุ้มกันหรือไม่? เป็นสิ่งที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ถามมาโดยตลอด แต่เป็นประเด็นที่เพิ่งเริ่มได้รับความสนใจจากประชาชนกลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งนักธุรกิจในขณะนี้

ในอดีตเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติราวกับว่าได้มาเปล่า ๆ เป็นวัตถุดิบที่ไม่มีต้นทุน นอกจากค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้ เมื่อใช้เสร็จแล้ว เราก็ทิ้งกากเสียไป ไม่นำพาว่าจะทำอะไรกับน้ำกับดินหรือกับอากาศของเรา โดยเข้าใจไปว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมมีแต่จะเพิ่มรายจ่าย แต่ไม่มีกำไรให้เห็น เวลานี้เราเริ่มจะรู้แล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ของฟรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าร่อยหรอ เสื่อมโทรม หรือหายาก อย่างเช่น น้ำสะอาด เป็นต้น ประเทศไทยเคยเป็นที่รู้จักกันว่ามีน้ำท่าบริบูรณ์ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีปลา แล้วเราไม่เคยขาดแคลนปลา

ดูอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาเอง เมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปีก่อน ยังมีปลามีกุ้งมากมาย แต่เดี๋ยวนี้ จะตกปลาสักตัวก็แสนจะยากเย็น เพราะอะไร? เพราะว่าเราเอาแต่ใช้ประโยชน์จากเจ้าพระยา เราใช้ดื่มใช้กินใช้อาบ ใช้ว่าย ใช้ล่องเรือ แต่เราลืมที่จะเอาใจใส่ดูแลรักษา เราถ่ายเราทิ้งขยะ เราระบายน้ำเสียและกากเสียต่าง ๆ ลงไปในแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ของเราเอง แล้วเวลานี้เป็นอย่างไร? เวลานี้คุณภาพของน้ำในเจ้าพระยาตั้งแต่นนทบุรีลงไปถึงปากแม่น้ำอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสะพานกรุงเทพถึงคลองเตย น้ำจะเน่าเหม็นในหน้าแล้ง

เคยมีการวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามาแล้วหลายครั้ง ผลการวัดต่างพยากรณ์ในทำนองเดียวกันว่า ถ้าหากเราไม่ทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ เพื่อแก้ไขแล้ว ในอีกไม่ช้าไม่นาน เจ้าพระยาช่วงล่างนี้ก็จะเน่าจนกระทั่งสัตว์น้ำอยู่ต่อไปไม่ได้ แล้วสายน้ำที่เคยเรียกกันว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ก็จะไม่ต่างไปจากคลองในกรุงเทพฯ ที่เป็นเพียงท่อระบายน้ำขนาดใหญ่เท่านั้นเอง

แม่น้ำสายต่างๆ ทั่วประเทศเวลานี้ ก็กำลังจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับเจ้าพระยา เวลานี้บ้านเมืองเรากลายเป็นดินแดนที่น้ำดีน้ำสะอาดเป็นของหายาก นั่นไม่ใช่เพราะเราขาดสำนึกและสายตาที่มองไกลหรือ? ที่คิดแต่จะสร้างความกินดีอยู่ดีทางวัตถุ แต่ละเลยธรรมชาติ จนกระทั่งกลายเป็นการทำลายทรัพยากรที่ทรงคุณค่าเช่นนี้

ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ของฟรี ไม่ใช่สิ่งที่เราจะหยิบฉวยมาใช้แล้วทิ้งขว้างไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาและธรรมชาติไม่ใช่วิวสวยที่มองเพียงผ่านตา แต่จะต้องดูแลรักษา เราจะละเลยเสียมิได้ เราควรต้องตระหนักในข้อนี้ถ้าเราต้องการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และถ้าเรายังต้องการเห็นเศรษฐกิจก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ยังดีที่เราเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีจะเป็นกำไรที่เราเก็บเกี่ยวได้ในระยะยาว ชาวประมงจับปลาได้เพิ่มขึ้น ถ้ามีการอนุรักษ์ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์ทะเล และป้องกันชายฝั่งจากความรุนแรงของคลื่นลม เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าเรามีระบบป่าไม้ที่ดี มีป่าผืนใหญ่เพียงพอและสมบูรณ์ เราก็จะมีพืชพันธุ์นานาชนิดที่เป็นอาหาร หรือนำมาสกัดเป็นยารักษาโรคภัยนานาประการได้

เวลานี้ เรามีงานที่ต้องทำอีกมาก ในการฟื้นฟูคุณภาพของป่าไม้ ดิน น้ำ และอากาศ ความเสียหายต่อทรัพยากรเหล่านี้ได้กลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจและต่อความเป็นอยู่ของเราทุกคน

ที่ผ่านมา เราหวังพึ่งให้รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรงซึ่งก็จริงอยู่ แต่จริงไม่ทั้งหมด รัฐบาลแม้จะมีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่รัฐบาลไม่ใช่เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยตรง บางหน่วยอาจจะทำบ้าง แต่โดยรวมแล้วไม่ใช่ ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องบอกว่า ผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมจริงๆ นั้นคือใครบ้างเพราะถ้าท่านทั้งหลายในที่นี้จะหันมองรอบตัว รวมทั้งตัวท่านเองแล้วท่านก็จะได้คำตอบอันนั้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ถ้าเราจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้ว เราจะพบว่า ขบวนการผลิตสินค้านั้นใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุรุ่ยสุร่าย และก่อให้เกิดกากเสียมากมาย อันเป็นสาเหตุของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม การบริโภคก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราทุกคนเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม เราต่างก็มีส่วนในการสร้างมลพิษทั้งสิ้นความแตกต่างอยู่ที่ชนิด ปริมาณ และความเป็นพิษของมลพิษที่แต่ละคนก่อขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พวกเราที่อาศัยอยู่ในกรุงอาจจะใช้น้ำคนละ ๓๐๐ - ๔๐๐ ลิตรต่อวัน แต่คนในชนบทใช้เพียงประมาณ ๕๐ ลิตรเท่านั้นหรืออย่างเช่นน้ำเสียที่ระบายจากบ้านเรือนกับน้ำเสียที่ระบายจากโรงงานต่างก็สร้างมลพิษ แต่ก็มีสารปนเปื้อนที่ต่างกัน เป็นต้น

ในเมื่อเราเป็นผู้ก่อ ก็สมควรและยุติธรรมที่เราจะต้องเป็นผู้แก้ปัญหาด้วย ไม่ว่าท่านจะมาจากหน่วยงานราชการหรือธุรกิจเอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักวิชาการ นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ หรือเป็นชาวบ้านธรรมดา ท่านมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรง ในการรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนโลกใบเล็กใบนี้ของเรา ผมเชื่อว่าเป็นความชอบธรรมถ้าหากเราต้องยอมรับกฎเกณฑ์บางอย่างที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แม้จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็ตาม แน่นอนครับว่าจะต้องมีเงื่อนไขว่า กฎเกณฑ์เหล่านั้นต้องเป็นธรรมต่อชนทุกกลุ่ม

กฎเกณฑ์ดังที่ว่านี้ ได้มีการศึกษามาแล้ว และน่าจะมีการนำมาใช้ในวงกว้าง เพราะเกี่ยวพันกับความชอบธรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์นี้ยืนอยู่บนหลักการที่เรียกว่า Polluter Pays Principle เรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า ใครทิ้ง-ใครจ่าย เป็นหลักการที่ง่ายและมีเหตุผลที่ยอมรับกันได้

เวลานี้ระบบธรรมชาติ ถ้าเปรียบเป็นคน ก็เป็นคนที่กำลังป่วยไข้ค่อนข้างแสนสาหัส ต้องเยียวยารักษาเป็นการใหญ่ ซึ่งเราก็ได้ทำอยู่บ้างเพียงแต่ว่าเท่าที่ผ่านมา รัฐบาลต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลซึ่งก็ใช้เงินภาษีของเราทุกคนนั่นเอง คำถามมีอยู่ว่าควรอยู่หรือที่พลเมืองทั้งประเทศต้องเป็นผู้รับภาระในอัตราที่เท่าเทียมกัน ทั้ง ๆ ที่เราก่อมลพิษไม่เท่ากัน? ไม่เป็นธรรมกว่าหรือถ้าเราจะรับผิดชอบในส่วนของเราเอง? ใครก่อมลพิษมากก็ควรจะจ่ายมาก ใครก่อน้อยก็จ่ายน้อย ลดหลั่นกันไป

ตามหลักการแล้วก็ควรเป็นเช่นนั้น หากแต่ว่าในทางปฏิบัติจริง ๆ คงจะไม่ง่ายอย่างนั้น ทั้งนี้เนื่องจากสังคมของเรามีความสลับซับซ้อนและมีความเหลื่อมล้ำมากโขอยู่ มีทั้งคนจนและคนรวย มีคนรวยมากและคนรวยน้อย มีคนจนมากและคนที่จนไม่มากนัก ฉะนั้นแล้วบางครั้งเราก็จะใช้หลักการอย่างตรงไปตรงมาจนเกินไปไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาตัวแปรหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่แท้จริงในสังคม

การใช้หลักการ ใครทิ้ง-ใครจ่าย ซึ่งรวมถึงการเก็บ “ค่าธรรมเนียมมลพิษ” ก็เช่นเดียวกัน เราจำเป็นต้องพิจารณาถึง ความสามารถของแต่ละบุคคลในการจ่าย นั่นหมายความว่า ผู้ที่สร้างมลพิษมากและมีความสามารถในการจ่ายสูง ก็ควรจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมลพิษในอัตราที่สูง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่สร้างมลพิษน้อยและมีความสามารถในการจ่ายน้อย ก็ควรได้รับการอนุโลมให้จ่ายในอัตราที่ต่ำ หรืออาจจะได้รับการยกเว้นไปเลย อันนี้ก็เป็นการใช้แนวคิดที่เรียกว่า “อัตราก้าวหน้า” ซึ่งไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างไร แต่ก็น่าจะใช้การได้ดีอยู่ ในรายละเอียดนั้น ก็เป็นเรื่องที่หลาย ๆ ฝ่ายจะต้องร่วมกันพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้มาตรการที่สร้างความชอบธรรมนี้

ผมคิดว่าถ้าหากเราต้องจ่ายค่าบำบัดมลพิษที่เราก่อขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่หาทางที่ดีกว่านี้ ที่จะทำให้เราต้องจ่ายค่ามลพิษน้อยที่สุด ซึ่งเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุและจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเรา

เวลานี้มีการพูดกันมากถึงแนวคิดที่เรียกว่า re-engineering หรือการยกเครื่ององค์กร จุดประสงค์ก็เพื่อปรับรูปแบบและระบบองค์กร ให้การบริหารงานเป็นไปโดยคล่องตัว และตัดรายจ่ายให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อคงความสามารถหรือปรับปรุงความสามารถ ในการแข่งขันทางธุรกิจ แนวคิดเดียวกันนี้ สามารถนำมาปรับใช้ได้ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีคนเริ่มคิดเริ่มทำกันแล้ว

บางท่านอาจจะคุ้นเคยอยู่แล้ว กับแนวคิดเรื่องการจัดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า Environmental Management Systems หรือ EMS แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับ re-engineering ในส่วนที่ว่าต้องมีการตรวจสอบทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบแล้ว ก็จัดระบบขึ้นมาใหม่โดยมีคณะทำงานชุดต่าง ๆ ที่จะคอยดูแลให้ระบบจัดการสิ่งแวดล้อมนี้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอและตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

การจัดระบบให้มีประสิทธิภาพต้องมีองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน จะต้องมีนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการประเมินผลภายใน และมีการตรวจสอบโดยบุคคลหรือองค์กรกลางเป็นระยะ ๆ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรไม่มีความตั้งใจที่แน่วแน่

เป้าหมายหนึ่งของระบบ EMS อยู่ที่การศึกษาขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ภายในองค์กร เพื่อหาแนวทางที่จะลดมลพิษและลดส่วนเกินหรือของเสียให้มากที่สุด ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นได้ก็จะนำไปสู่การประหยัดในหลายๆด้านด้วยกันประหยัดในเรื่องของการใช้วัตถุดิบและพลังงานน้อยลง ประหยัดในเรื่องการก่อกากเสียชนิดต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการลดค่ามลพิษให้น้อยลงด้วย

ระบบนี้เดินตามแนวทางของระบบการจัดการคุณภาพ หรือมาตรฐานสากลที่เรียกว่า ISO 9000 ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าหรือบริการ มีคุณภาพตรงตามความต้องการอย่างสม่ำเสมอ

โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมส่งออกแล้ว ระบบ EMS เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เวลานี้มีแนวโน้มในการใช้เงื่อนไขของสิ่งแวดล้อมในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับการใช้ ISO 9000 แต่อาจจะเข้มงวดมากกว่าถ้าประเทศผู้นำเข้ามีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมสูง นักธุรกิจและนักอุตสาหกรรมควรจะติดตามโดยใกล้ชิด เพราะว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีและเปิดโอกาสทางตลาดใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

เมื่อพูดถึงเรื่องโอกาสทางการค้าแล้ว ก็ทำให้ต้องพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราเสียโอกาสและเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย และเป็นเรื่องหนึ่งที่คนกรุงเทพต้องทนทุกข์ทรมานมานาน จนมีการเรียกร้องให้ยกเครื่องกันเสียที ผมไม่ได้หมายถึงระบบราชการซึ่งเป็นเรื่องที่คงจะคุยกันในวันเดียวไม่จบ ผมหมายถึงเรื่องการสัญจรในกรุงเทพฯ ซึ่งผมมีส่วนช่วยผลักดันให้มีการประชุมวิกฤตสัญจร เมื่อต้นปีนี้เอง

เรื่องความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากจราจรติดขัดนั้นทางคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบกได้ประเมินไว้ว่า ใน แต่ละปี เราต้องสูญเงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลืองและการเสียเวลาไปบนท้องถนน นอกจากนี้ เราต้องสูญเสียโอกาสอื่น ๆ รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ยังไม่ได้รวมถึงความเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศ ซึ่งประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ ในฐานะที่กรุงเทพฯ เป็นนครหลวงที่มีระบบจราจรที่สับสนวุ่นวายและมีมลพิษทางอากาศมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีแก่เราในเรื่องการวางแผนพัฒนาเมือง เพราะเป็นผลกระทบที่เห็นเด่นชัดที่สุดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ที่ขาดการวางแผนรองรับทางโครงสร้างและวิถีชีวิตประชาชน เวลานี้หลายจังหวัดกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและเริ่มประสบปัญหาจราจร ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญ ในการสร้างบทเรียนและแบบอย่างที่เมืองอื่นจะนำไปใช้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความผิดพลาดที่ได้เกิดขึ้นที่นี่

ในเรื่องปัญหาโครงสร้าง มีการพูดกันมากแล้วในหลาย ๆ เวที เป็นปัญหาซึ่งประกอบด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เป็นต้นว่า ถนนไม่พอกับจำนวนรถ การพัฒนาและการเติบโตของเมืองที่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง การมีผังเมืองที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ การไม่มีระบบโครงข่ายถนนที่ดี การมีระบบขนส่งมวลชนที่ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหันไปพึ่งรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

การประชุมวิกฤตสัญจรเมื่อต้นปีก็มีการพิจารณาถึงเรื่องเหล่านี้ และได้รับข้อคิดเห็นและเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากมายแต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างมากไม่ได้รับการพิจารณามากเท่าที่ควรนั่นคือผลกระทบของมลพิษทางอากาศอันเนื่องจากจราจรวิกฤต

เรื่องอากาศเป็นพิษกำลังจะเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสังคมมากขึ้นเรื่อย เมื่อไม่นานมานี้ท่านอาจจะได้อ่านข่าวเกี่ยวกับตำรวจจราจรที่ต้องล้มป่วยลง จนต้องออกจากราชการไป อันเป็นผลโดยตรงของการที่ต้องยืนโบกรถกลางถนนทั้งวัน ผมมีตัวเลขเกี่ยวกับสุขภาพของตำรวจจราจร ซึ่งทำให้เห็นภาพว่าตำรวจจราจรของเราต้องทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพเพียงไร

ในการตรวจสุขภาพตำรวจจราจรทั่วกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๓๓ พบว่า จากจำนวนผู้เข้ารับการตรวจ ๑,๗๔๒ คน เกือบครึ่ง คือ ๗๐๔ คน หรือ ๔๐.๔๑ เปอร์เซ็นต์ มีอาการผิดปกติ โรคที่พบเป็นโรคเกี่ยวกับปอด ตาเป็นต้อ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โพรงจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคโลหิตจางและข้น และความผิดปกติของหู

สองปีต่อมา คือปี ๒๕๓๕ มีผู้เข้ารับการตรวจ ๑,๗๕๑ คน จำนวนผู้มีสุขภาพผิดปกติเพิ่มขึ้นเป็น ๔๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ ๗๖๔ คน ที่น่าเป็นห่วงคือว่า หลายคนเป็นมากกว่าหนึ่งโรค

สถิตินี้ทำให้ต้องวิตกแทนผู้มีอาชีพนี้เป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเราควรต้องมีมาตรการที่จะให้ความมั่นคงทางสุขภาพและชีวิตแก่คนเหล่านี้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

มีรายงานแพทย์เพิ่มมาว่า คนใช้ถนนทั่วไปก็ประสบโรคภัยเหล่านี้ในอัตราที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ โรคภูมิแพ้ และอาการปวดหัวและมึนงง

โรคและอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากอากาศเป็นพิษเหล่านี้น่าจะเรียกโดยรวมได้ว่า โรคจราจรเป็นพิษ เนื่องจากมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นจากพาหนะบนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่ายังไม่มีการประเมินความเสียหายทางการเงินที่เกิดจากความเจ็บไข้เหล่านี้ แต่ก็แน่ใจได้ว่าคงจะเป็นจำนวนมาก เพราะนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาแล้ว ยังมีความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานต่อไปหรือเลี้ยงครอบครัวได้ และต้องอยู่กับอาการป่วยไข้ตลอดไป ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับตำรวจจราจรในข่าวเป็นความเสียหายทางด้านสังคม ทางคุณภาพชีวิต และทางจิตใจที่ไม่สามารถจะประเมินค่าได้

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ปัญหาวิกฤตสัญจรควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

วิธีแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างในเรื่องนี้มีผู้เสนอกันมามากแล้ว วันนี้เราก็จะได้ฟังข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม โดยมองจากผลกระทบของมลพิษทางอากาศเป็นหลัก

ผมเองจะตั้งข้อสังเกตจากอีกมุมมองหนึ่ง คือมุมมองทางด้านวิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปเนื่องจากการพัฒนาของเมือง จะเรียกว่ามุมมองทางวัฒนธรรมก็คงได้

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า โดยปกติ คนไทยมีนิสัยโอบอ้อมอารี เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน มีน้ำใจต่อกัน และมีความเกรงใจกันอันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเราขาดความเข้มแข็งทางระเบียบวินัย

เมื่อเมืองพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกรุงเทพฯกลายเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก วิถีชีวิตในเมืองก็เปลี่ยนไป แต่เราขาดความพร้อมในการรับความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ นิสัยคนไทยที่เคยมีน้ำใจต่อกันก็เริ่มลดน้อยถอยลง ต่างคนต่างก็จะเอาแต่ใจตัว ความเกรงใจกันหดหายไป ไม่เผื่อแผ่คนอื่นเหมือนที่เคยมา ทำให้เกิดความขัดแย้งด้านอุปนิสัยในตัวเอง แล้วก็กลายเป็นความขัดแย้งในหมู่คนที่ต้องอยู่ร่วมกัน ใช้ถนนร่วมกัน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐก็ไร้ระเบียบวินัย ไม่เคร่งครัดในการรักษากฎหมาย และกฎระเบียบที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัยในสังคม ทำให้สถานการณ์ยิ่งสับสนอลหม่านมากขึ้น

ขณะที่เรากำลังรอการแก้ไขปัญหาจากทางภาครัฐอยู่นี้ผมคิดว่าเราต้องช่วยเหลือกันเองก่อนโดยฝึกฝนให้รู้รักษาระเบียบวินัย เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไร กลับจะทำให้รู้สึกดีขึ้นต่อคนรอบข้างและต่อตัวเราเองด้วย ในระยะยาวจะช่วยให้สังคมเราพัฒนาไปด้วยความเรียบร้อยและมั่นคง

ในเรื่องนี้ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองควรมีบทบาทนำ เพราะเป็นผู้รักษากฎหมายและต้องเป็นแบบอย่างให้ประชาชน ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่รักษากฎระเบียบของสังคมเองแล้ว คงจะเป็นการยากที่จะให้ประชาชนเชื่อฟังและเคารพในกฎระเบียบนั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องการจะพูดถึงในที่นี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นพื้นฐานของงานทุกชิ้นทุกโครงการ นั่นคือข้อมูลข่าวสาร เวลานี้เราอยู่ในช่วงเวลาของโลกที่เรียกว่ายุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เพราะฉะนั้นความสำคัญของข้อมูลเป็นอย่างไรนั้น คงไม่ต้องย้ำมาก นักบริหารที่ดีไม่ว่าจะอยู่ภาครัฐหรือเอกชนตระหนักดีว่า ไม่ว่างานหรือโครงการอะไรก็แล้วแต่ หากปราศจากข้อมูลที่แม่นยำ เชื่อถือได้และเพียงพอแล้ว ก็จะประสบผลสำเร็จได้ยากเพราะขาดพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจ

แต่การจะได้ข้อมูลที่ดีถูกต้องมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว แม้ว่าจะมีแหล่งข้อมูลมากมายให้เลือก มี technology และมีเครื่องมือ hitech สารพัดชนิดก็ตาม ถ้าหากเราไม่รู้จักวิธีรวบรวมและเลือกสรรข้อมูลที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลก็เปรียบเสมือนคลื่นรบกวนในบรรยากาศที่ไม่สามารถจะแปลงเป็นคำพูดได้

ในด้านสิ่งแวดล้อม มีวิทยาการชนิดหนึ่งที่ช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เรียกว่าสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System เรียกสั้น ๆ ว่า GIS วิทยาการชนิดนี้เป็นการทำแผนที่ ทำให้เราเห็นสภาพชัดว่า เรามีทรัพยากรอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน มากน้อยเพียงไร และเราสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์หรือไม่อย่างไร

ปัจจุบันมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ที่ช่วยให้วิทยาการด้านนี้ก้าวหน้าไปเป็นอย่างมาก แต่การมีอุปกรณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะได้ข้อมูลที่เราต้องการหรือใช้ประโยชน์ได้เสมอไปหากว่าเราขาดคนที่เข้าใจวิธีใช้ เหมือนกับว่าเรามี computer ที่มีพลังมหาศาลอยู่เครื่องหนึ่ง พร้อมด้วย software ที่ล้ำลึกแต่ขาดคนที่ใช้เป็น ก็เป็นเพียงวัตถุราคาแพงชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันถึงแม้เราจะมีเครื่องมือและมีคนชั้นยอด แต่หากระบบองค์กรหรือผู้บริหารไม่เข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลที่ได้มาก็ไม่มีประโยชน์อีกเช่นเดียวกัน

นั่นเป็นเรื่องของเครื่องมือบุคลากรและระบบองค์กรซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการใช้สอยในด้านต่าง ๆ ยังมีอีกมิติหนึ่งในเรื่องข้อมูลที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันหรืออาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ แต่บางคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือสิทธิในการรับรู้ข่าวสารและเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

ความสำคัญของเรื่องนี้จะมีความเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะนั่นหมายถึงความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรมากขึ้นเร็วขึ้น ซึ่งหมายความว่า อันตรายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่เนื่องจากว่าทรัพยากรธรรมชาติในประเทศและสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นสมบัติของประชาชนทุกคนร่วมกัน เพราะฉะนั้นประชาชนจึงควรมีสิทธิจะรับทราบว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้าง และใครกำลังทำหรือมีแผนจะทำอะไรอยู่

สมัยรัฐบาลของผม ผมได้ย้ำอยู่เสมอถึงเรื่องความโปร่งใสของหน่วยราชการ และได้พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเพราะผมตระหนักดีว่า สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะขาดเสียไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย

สิทธิอันนี้จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ จะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้ ถึงแม้ว่าในระหว่างการตัดสินใจ อาจจะมีความคิดที่ขัดแย้งกันมากมาย แต่เมื่อมีการตัดสินใจไปแล้วโดยที่ทุกคนมีส่วนร่วม เราทุกคนก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลพวงต่าง ๆ ที่ตามมา

ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้คงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือกัน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของรัฐบาลนั้น ได้ดำเนินการในเรื่องนี้บ้างอยู่แล้วแต่ควรต้องปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนลง เพื่อจะได้ดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พยายามก้าวให้พ้นขั้นตอนการศึกษาหรือวางแผน ให้ไปถึงขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมไทยดีขึ้น ให้คนไทยเห็นและจับต้องได้

ในส่วนของภาคธุรกิจเอง ถึงแม้จะได้นำความเจริญทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศชาติ แต่เราคงต้องยอมรับกันว่า เรามีส่วนในการสร้างความเสียหายอย่างมหันต์ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะดูไม่ยุติธรรมต่อรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ถ้าเราทิ้งให้สิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กลายเป็นภาระที่รุ่นต่อไปในอนาคตต้องแบกรับแทน

ภาคธุรกิจมีศักยภาพสูงในการพัฒนาประเทศ ดังที่ได้แสดงให้เห็นโดยทั่วกันแล้ว ธุรกิจสามารถมีบทบาทนำในสังคมนี้ได้ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงบทบาทนำในอีกด้านหนึ่งในด้านของการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นการคืนกำไรให้แก่สังคมที่เกื้อหนุนเรามา

เป็นที่น่ายินดีว่า มีคนจำนวนมากในสังคมนี้ที่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ รวมทั้งผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของประเทศ ๕๐ บริษัทที่ประกอบเป็นคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยที่ผมเป็นประธานอยู่


เพื่อจะให้บรรลุถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เราได้ถือแนวความคิดนี้เป็นหลักการในการกำหนดแนวทางปฏิบัติ ๑๐ ประการด้วยกัน สาระสำคัญของแนวทางดังกล่าว ก็คือ

  • เราจะร่วมรับผิดชอบและถือเป็นหน้าที่ในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมตามความสามารถของแต่ละคน
    - เราจะถือเป็นนโยบายที่จะป้องกันการก่อมลพิษและลดผลกระทบต่อต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นจากสินค้าหรือบริการของเราในทุกขั้นตอนของวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย
    - เราจะคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ตลอดจนความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ
  • เราจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรเอกชนอื่น ๆ ในการปฏิบัติ ตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
    - เราจะให้ข้อมูลแก่สาธารณชน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและ การบริโภคสินค้าหรือบริการของเรา
    -เราจะวางนโยบายด้านธุรกิจและการจัดซื้อ โดยส่ง เสริมผู้ค้าให้คำนึงถึง สิ่งแวดล้อม และร่วมพัฒนาความ สามารถคู่ค้าในด้านสิ่งแวดล้อม
    - นอกจากนี้ เราจะร่วมมือกับธุรกิจและบริษัทอื่น ๆ ในการริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในประเทศ

ผมอยากจะเชื้อเชิญให้ธุรกิจในทุกสาขาถือเอาแนวทางเหล่านี้เป็นหลักในการดำเนินกิจการ ถึงแม้ว่าเราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าง ผมก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่เราจะเห็นผลกำไรในระยะยาว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการทำบุญทำกุศล แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดและอยู่ดีกินดีของเราทุกคน อยู่ดีในสภาพแวดล้อมที่ยังดำรงความเป็นธรรมชาติ และกินดีโดยไม่ต้องห่วงกังวลถึงพิษภัยจากสารอันตรายต่าง ๆ

เมื่อผมเห็นท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้นำในวงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมใจสละเวลามาประชุมที่นี่ในวันนี้ ผมก็มีความหวังมากขึ้นว่าเรามีความห่วงกังวลในเรื่องเดียวกัน ผมเชื่อว่าเราจะสามารถร่วมมือกัน ลงมือปฏิบัติในสิ่งต่างๆที่จะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของเราทุกคน